สรุป “หุ้น TU” บริษัทผลิตทูน่ากระป๋องใหญ่ที่สุดในโลก

สรุป “หุ้น TU” บริษัทผลิตทูน่ากระป๋องใหญ่ที่สุดในโลก

6 min read  

ฉบับย่อ

  • บริษัท ไทยยูเนี่ยน กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ “หุ้น TU” ประกอบธุรกิจผลิตและส่งออกอาหารทะเลแช่แข็ง และบรรจุกระป๋อง
  • ปี 2563 มียอดขายอยู่ที่ 132,402 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 4.9% จากปีก่อน และกำไรสุทธิปี 2563 อยู่ที่ 6,246 ล้านบาท ปรับเพิ่มขึ้น 64% จากปีก่อนหน้า เนื่องจากการดำเนินงานที่แข็งแกร่งของธุรกิจหลักและค่าเงินบาทที่อ่อนค่าลงเมื่อเทียบกับเงินสกุลหลัก
  • ธุรกิจผลิตภัณฑ์อาหารทะเลแปรรูป สัดส่วนรายได้คิดเป็น 47% ธุรกิจผลิตภัณฑ์อาหารทะเลแช่แข็ง แช่เย็น และธุรกิจที่เกี่ยวข้อง สัดส่วนรายได้คิดเป็น 38% และธุรกิจผลิตภัณฑ์อาหารสัตว์ ผลิตภัณฑ์เพิ่มมูลค่า และธุรกิจอื่น สัดส่วนรายได้คิดเป็น 15%
  • มีเป้าหมายการดำเนินธุรกิจทั้งสิ้น 6 ประการในการสร้างมูลค่าของธุรกิจในระยะยาว

รูปบน ของ desktop
รูปล่าง ของ mobile
Krungsri Asset "กองทุน"
Krungsri Asset "กองทุน"

ปี 2564 นับว่าเป็นปีที่ค่าเงินบาทอ่อนค่าที่สุดในรอบเกือบ 3 ปี หากพูดถึงธุรกิจที่ได้ประโยชน์จากค่าเงินบาทอ่อนค่า แน่นอนว่าหลายคนคงนึกถึงธุรกิจส่งออกและหุ้นที่ทำธุรกิจส่งออกที่พี่ทุยจะพาทุกคนมาเจาะลึกวันนี้ นั่นก็คือ บริษัท ไทยยูเนี่ยน กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ “หุ้น TU” ซึ่งมีรายได้จากต่างประเทศประมาณ 90% ว่าจะมีความน่าสนใจในการลงทุนแค่ไหนพี่ทุยได้สรุปมาให้เพื่อน ๆ นักลงทุนได้เข้าใจง่าย ๆ กัน

“หุ้น TU ” ทำอะไร ?

บริษัท ไทยยูเนี่ยน กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ “หุ้น TU” ประกอบธุรกิจผลิตและส่งออกอาหารทะเลแช่แข็งและบรรจุกระป๋อง ประกอบไปด้วย ผลิตภัณฑ์อาหารทะเลแปรรูป ผลิตภัณฑ์อาหารทะเลแช่แข็ง ผลิตภัณฑ์อาหารสัตว์ ผลิตภัณฑ์เพิ่มมูลค่า และธุรกิจอื่น โดยมีภาพรวมในการประกอบธุรกิจดังนี้

1. ธุรกิจผลิตภัณฑ์อาหารทะเลแปรรูป

กลุ่มผลิตภัณฑ์อาหารทะเลแปรรูป (Ambient Seafood) ประกอบด้วยสินค้าหลักคือ สินค้าบรรจุกระป๋องที่จำหน่ายให้ผู้บริโภคผ่านช่องทางค้าปลีกและบางส่วนผ่านช่องทางค้าส่ง ซึ่งผลิตภัณฑ์หลักในกลุ่มนี้รวมถึงปลาทูน่า ปลาซาร์ดีน ปลาแซลมอน ปลาแมคเคอเรล และปลาเฮอร์ริ่ง

2. ธุรกิจผลิตภัณฑ์อาหารทะเลแช่แข็ง แช่เย็น และธุรกิจที่เกี่ยวข้อง

กลุ่มผลิตภัณฑ์อาหารทะเลแช่แข็ง แช่เย็น และธุรกิจที่เกี่ยวข้อง ประกอบด้วยสินค้าอาหารทะเลเป็นหลัก ซึ่งส่วนใหญ่แล้วจะจัดจำหน่ายตรงให้กับร้านอาหาร โรงแรม ผู้ประกอบการอาหาร เพื่อใช้เป็นวัตถุดิบในการปรุงอาหารเพื่อจำหน่ายให้แก่ลูกค้าของทางร้าน 

3. ธุรกิจผลิตภัณฑ์อาหารสัตว์ ผลิตภัณฑ์เพิ่มมูลค่า และธุรกิจอื่น 

ผลิตภัณฑ์อาหารสัตว์ ผลิตภัณฑ์เพิ่มมูลค่า และธุรกิจอื่นๆ นั้น ประกอบด้วยกลุ่มสินค้าหลายประเภท ซึ่งจะรวมถึงอาหารสัตว์เลี้ยง อาหารทะเล อาหารที่นอกเหนือจากอาหารทะเล สินค้าบรรจุภัณฑ์ รวมถึงการขายส่วนผลิตภัณฑ์พลอยได้จากการผลิต ตัวอย่างของกลุ่มผลิตภัณฑ์นี้ ได้แก่ สินค้าจำพวกขนมปลาเส้น ตับปลาค็อดบรรจุกระป๋อง อาหารสำเร็จรูปพร้อมรับประทาน เช่น ติ่มซำ ซอสปรุงรส ผลิตภัณฑ์พลอยได้จากการผลิตปลาและกุ้ง ผลิตภัณฑ์เบเกอรี่ ภาชนะบรรจุภัณฑ์ หรือกระป๋องสำหรับอาหารแปรรูป บริการสิ่งพิมพ์สำหรับฉลากกระป๋อง รวมทั้งฉลากผลิตภัณฑ์อื่น และสินค้าอื่น ๆ อีกมากมาย

โครงสร้างรายได้ ปี 2563

สรุป “หุ้น TU” บริษัทผลิตทูน่ากระป๋องใหญ่ที่สุดในโลก

กลุ่มธุรกิจอาหารทะเลแปรรูปมียอดขายในปี 2563 ทั้งสิ้น 62,724 ล้านบาท มีสัดส่วนรายได้สูงที่สุด โดยคิดเป็น 47% ของยอดขายรวมปี 2563 เพิ่มขึ้น 13.6 % สาเหตุหลักมาจากผู้บริโภคปฏิบัติ Social Distancing และ ปรุงอาหารเองมากขึ้น ซึ่งส่งผลให้มีความต้องการอาหารทะเลบรรจุกระป๋องมากขึ้น

ในส่วนของกลุ่มธุรกิจอาหารทะเลแช่แข็ง แช่เย็น และสินค้าที่เกี่ยวข้องมียอดขายในปี 2563 ทั้งสิ้น 49,605 ล้านบาทคิดเป็น 38% ของยอดขายรวมของบริษัทฯ 

และกลุ่มธุรกิจผลิตภัณฑ์อาหารสัตว์ ผลิตภัณฑ์เพิ่มมูลค่า และอื่น ๆ มียอดขายเท่ากับ 20,073 ล้านบาท คิดเป็น 15% ของยอดขายรวมของบริษัทฯ

สรุป “หุ้น TU” บริษัทผลิตทูน่ากระป๋องใหญ่ที่สุดในโลก

สำหรับยอดขายรายภูมิภาคในปี 2563 สหรัฐฯ ยังคงเป็นตลาดหลักที่ใหญ่ที่สุดของบริษัท โดยมีส่วนแบ่งรายได้ คิดเป็น 42% ส่วนภูมิภาคยุโรปมีส่วนแบ่งรายได้ คิดเป็น 29% ของยอดขายรวม โดยการเพิ่มขึ้นของสัดส่วนยอดขายในทั้งสองตลาดนั้นมาจากความต้องการผลิตภัณฑ์อาหารทะเลแปรรูปและอาหารสัตว์เลี้ยงที่ปรับเพิ่มขึ้น สำหรับตลาดไทย ยอดขายในประเทศอยู่ที่ 10% ของยอดขายรวม ในขณะที่ตลาดญี่ปุ่นยังคงเป็นตลาดสำคัญที่มีส่วนแบ่งยอดขายคิดเป็น 5% ของยอดขายรวม ในขณะที่ตลาดอื่น ๆ ซึ่งรวมถึงตลาดแอฟริกาและประเทศที่เหลือในเอเชียรวมกัน มีส่วนแบ่งยอดขายที่ 14% ของยอดขายรวม

ผลการดำเนินงานปี 2561 – 2563

สรุป “หุ้น TU” บริษัทผลิตทูน่ากระป๋องใหญ่ที่สุดในโลก

ยอดขาย

ปี 2563 มียอดขายอยู่ที่ 132,402 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 4.9% จากปีก่อน เนื่องจากการดำเนินงานที่แข็งแกร่งของธุรกิจหลักและค่าเงินบาทที่อ่อนค่าลงเมื่อเทียบกับเงินสกุลหลัก บริษัทฯ ได้บันทึกยอดขายในรูปสกุลเงินเหรียญสหรัฐฯ คิดเป็นมูลค่า 4,232 ล้านเหรียญ ปรับเพิ่มขึ้น 4.0% จากปีก่อน ยิ่งไปกว่านั้นปริมาณการขายยังปรับเพิ่มขึ้น 5.6% จากปีก่อน โดยกลุ่มธุรกิจอาหารทะเลแปรรูป และกลุ่มธุรกิจอาหารสัตว์เลี้ยงมียอดขายที่เติบโตอย่างต่อเนื่อง

กำไรสุทธิ

กำไรสุทธิปีนี้ปรับสูงเกินระดับ 6 พันล้านบาทเป็นครั้งแรกโดยอยู่ที่ 6,246 ล้านบาท ปรับเพิ่มขึ้น 64% จากปีก่อนหน้า เนื่องจากผลประกอบการที่แข็งแกร่งตลอดปี โดยแม้จะแยกค่าใช้จ่ายทางกฎหมายที่เกิดขึ้นในไตรมาส 2/2562 กำไรสุทธิจากการดำเนินงานปกติปี 2563 ก็ยังแสดงการเติบโตเพิ่มขึ้นถึง 20% จากปีก่อน อัตรากำไรสุทธิอยู่ที่ 4.7% เมื่อเทียบกับอัตรากำไรสุทธิ 4.1% ในปีก่อน

จุดแข็งของ “หุ้น TU”

1.คุณภาพและมาตรฐาน ความปลอดภัยอาหาร

ไทยยูเนี่ยนทุ่มเทในการผลิตอาหารทะเลแปรรูปคุณภาพสูง ที่มีความปลอดภัย ถูกสุขลักษณะ ถูกต้องตามข้อกำหนด และตอบสนองความพึงพอใจของลูกค้า

2.ศักยภาพในการผลิตอาหาร

ไทยยูเนี่ยน และบริษัทในเครือหลักทั่วโลก เป็นผู้ผลิตอาหารทะเล โดยมีกำลังการผลิตรวม (เมตริกตันของวัตถุดิบ) ที่ 820,000 ตันต่อปี โดยมีกำลังการผลิตจำแนกตามผลิตภัณฑ์หลักคือ ปลาทูน่า กุ้งแช่แข็ง ปลาซาร์ดีน ปลาแซลมอน และอาหารสัตว์เลี้ยง โดยประมาณคือ 570,000, 60,000, 120,000, 20,000 และ 50,000 ตัน ตามลำดับ ทั้งนี้ กลุ่มไทยยูเนี่ยน มีบริษัทในเครือทั้งสิ้น 25 บริษัท ที่ประกอบกิจการโรงงานผลิตสินค้า 

3.ความสม่ำเสมอในการจ่ายเงินปันผล

บริษัทฯ มีนโยบายการจ่ายเงินปันผลในอัตราไม่ต่ำกว่า 50% ของกำไรสุทธิในแต่ละปี และบริษัทฯ จะแบ่งจ่ายเงินปันผลเป็น 2 งวด อย่างไรก็ตามได้มีจ่ายปันผล อย่างสม่ำเสมอในทุก ๆ ปีนับตั้งแต่ ปี 2537 ที่เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย 

4.ไทยยูเนี่ยนได้รับการคัดเลือกให้เป็น สมาชิกในดัชนีความยั่งยืนดาวโจนส์

ได้รับการจัดให้ อยู่ในลำดับที่ 1 ในปี 2561 และปี 2562 และอยู่ในลำดับที่ 2 ในปี 2563 ในดัชนีความยั่งยืนดาวโจนส์ หมวดอุตสาหกรรมผลิตภัณฑ์อาหาร ในช่วง 7 ปีที่ผ่านมา 

5.มีผลิตภัณฑ์หลากหลายแบรนด์และมีชื่อเสียงทั่วโลก

ไทยยูเนี่ยนมีผลิตภัณฑ์หลากหลายแบรนด์ ทั้งประเภทบรรจุกระป๋อง แช่เย็น และแช่แข็ง รวมทั้งผลิตภัณฑ์อาหารอื่น ๆ โดยแบรนด์ที่เป็นที่นิยมของไทยยูเนี่ยนมีวางจำหน่ายทั้งในอเมริกาเหนือ ยุโรป เอเชีย และแปซิฟิก 

6.มีสถานะทางการเงินที่แข็งแกร่ง

ในปี 2563 บริษัทฯ มีกระแสเงินสดอิสระจำนวน 10,375 ล้านบาท โดยมาจากผลกำไร EBITDA (กำไรก่อนหักค่าดอกเบี้ย ภาษี ค่าเสื่อมราคา และค่าตัดจำหน่าย) ที่แข็งแกร่ง การปรับลดเงินลงทุน และการควบคุมสินทรัพย์หมุนเวียนอย่างมีประสิทธิภาพ หนี้สินที่มีภาระดอกเบี้ยของบริษัทฯ ปรับลดลงถึง 3.1 พันล้านบาท มาอยู่ที่ 52,129 ล้านบาท อันเป็นผลมาจากการชำระหนี้สินคืนนั่นเอง

อัตราส่วนทางการเงินของ “หุ้น TU”

สรุป “หุ้น TU” บริษัทผลิตทูน่ากระป๋องใหญ่ที่สุดในโลก

หากพิจารณาในงบ ปี 2563 พบว่า “กำไรต่อหุ้น (EPS)” เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ บ่งบอกถึงบริษัทฯ มีความสามารถในการทำกำไรที่สูงขึ้นเมื่อเปรียบเทียบกับงบปี 2562 โดยกำไรต่อหุ้นอยู่ที่ 1.26 บาท/หุ้น ปรับตัวดีขึ้นอย่างชัดเจน

P/BV Ratio มีค่าที่สูงกว่า 1 บ่งบอกถึงนักลงทุนมองเห็นแนวโน้มในอนาคตว่าบริษัทฯ จะเติบโตจนมีกำไรสะสมกลับมาช่วยทำให้ส่วนของผู้ถือหุ้นเพิ่มขึ้นได้ในอนาคตจากการดำเนินงานที่แข็งแกร่งของธุรกิจหลัก

P/E Ratio อยู่ที่ระดับ 10.83 ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ บ่งบอกถึงราคาหุ้นยังไม่สะท้อนจากผลการดำเนินงานของบริษัทฯ ที่เพิ่มขึ้น จากกำไรสุทธิที่เพิ่มขึ้นนั่นเอง

D/E Ratio ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ อัตราส่วนหนี้สินสุทธิต่อส่วนของผู้ถือหุ้นอยู่ที่ 0.94 เท่า ณ สิ้นปี 2563 ลดลงจากระดับ 1.07 เท่า ณ สิ้นปี 2562 เป็นผลมาจากกำไรที่ปรับตัวดีขึ้น ลดการลงทุน และการควบคุมสินค้าหมุนเวียนอย่างมี ประสิทธิภาพ กระแสเงินสดที่แข็งแกร่งส่งผลให้บริษัทฯ สามารถชำระหนี้คืนได้กว่า 3 พันล้านบาท

ROA และ ROE ตามหลักการแล้วยิ่งสูง ยิ่งถือว่าบริษัทฯนั้นสามารถใช้ประโยชน์จากทรัพยากรที่มีอยู่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ หากดูในงบปี 2563 แล้วพบว่า ทั้งสองอัตราส่วนเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ จากกำไรสุทธิที่เพิ่มขึ้นนั่นเอง

ในส่วนของ DIVIDEND YIELD อยู่ที่ 3.54% สังเกตได้ว่า TU มีการจ่ายเงินปันผลสม่ำเสมอทุกปี โดยบริษัทฯ มีนโยบายจ่ายเงินปันผลให้แก่ผู้ถือหุ้นในอัตราไม่ต่ำกว่า 50% ของกำไรสุทธิในแต่ละปี ซึ่งนับว่าเหมาะกับนักลงทุนระยะยาว  เนื่องจาก “หุ้น TU” มีพื้นฐานธุรกิจดีมีอนาคตเติบโตอย่างต่อเนื่อง

เป้าหมายการดำเนินธุรกิจเพื่อการสร้างมูลค่าของธุรกิจในระยะยาว

1. การสร้างการเติบโตในกลุ่มธุรกิจหลัก

วางเป้าหมายเติบโตปานกลางแต่มีผลกำไรในธุรกิจหลัก โดยมุ่งเน้นที่การบริหารต้นทุนเป็นสำคัญ และเชื่อว่ายังมีโอกาสอยู่มากในการเติบโตทั้งในแง่ของปริมาณและมูลค่า

2. การขยายธุรกิจตลอดห่วงโซ่คุณค่า 

กระจายธุรกิจของกลุ่ม โดยขยายสู่ธุรกิจที่น่าสนใจตลอดสายห่วงโซ่อุปทาน ให้ความสำคัญในการสร้างการเติบโตต่อเนื่องในธุรกิจอาหารสัตว์เลี้ยงและธุรกิจอาหารสัตว์ รวมทั้งเดินหน้าลงทุนต่อเนื่องในการวิจัยและพัฒนาโปรตีนทางเลือก

3. การมองหาโอกาสทางธุรกิจใหม่

นอกเหนือจาก 2 ประการที่กล่าวไว้ข้างต้น บริษัทฯกำลังสร้างธุรกิจใหม่ที่จะสร้างมูลค่าให้กับ Co-products และกำไรเติบโตสูง

4. การสร้างรากฐานที่มั่นคงในการดำเนินธุรกิจ ในอนาคต

ทุ่มเทความพยายามอย่างมากในการสร้างความแข็งแกร่งให้กับห่วงโซ่อุปทานและการดำเนินงานของเรา โดยเพิ่มประสิทธิภาพในการผลิตและลดค่าใช้จ่ายเชิงโครงสร้าง บริษัทฯ กำลังลงทุนในระบบอัตโนมัติและเอไอ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ ยกระดับคุณภาพ และตัดสินใจได้เฉียบคมยิ่งขึ้นจาก การประมวลข้อมูลด้วยระบบดิจิทัล

5. การสืบสานความเป็นผู้นำด้านความยั่งยืน

ขับเคลื่อนกลยุทธ์ด้านความยั่งยืน โดยการขยายงานในด้านการดูแลท้องทะเล และการพัฒนาแนวทางรับมือกับการเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศ ด้วยความทุ่มเทเหล่านี้ ไทยยูเนี่ยนจะยังคงเป็นผู้นำด้านความยั่งยืนต่อไป

6. การพัฒนาบุคลากร

พัฒนาบุคลากรที่มีความสามารถและเสริมสร้าง ศักยภาพพนักงาน นอกจากนี้ บริษัทฯ จะยังคงผลักดัน การมีส่วนร่วมของพนักงานในทุกหน่วยธุรกิจให้มากยิ่งขึ้น โดยเน้นที่การพัฒนาผู้นำในอนาคต

ด้วยเป้าหมายทั้ง 6 ประการที่ได้กล่าวมาข้างต้น บริษัทฯ มุ่งเน้นในการสร้าง ความสมดุลระหว่างการเติบโตทั้งในแง่ของยอดขายและกำไร และการสร้างรากฐานที่มั่นคงให้กับการดำเนินธุรกิจในอนาคต ท่ามกลางสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว โดยเชื่อว่าหัวใจสำคัญของความสำเร็จของไทยยูเนี่ยน คือ การเดินหน้าเสริมสร้างจุดแข็ง รวมทั้งเพิ่มการเข้าถึงแหล่งอาหารทะเลที่มีประโยชน์ต่อสุขภาพและมีคุณค่าทางโภชนาการ และเป็นผู้นำขับเคลื่อนอุตสาหกรรมด้านวัตกรรมและความยั่งยืน

อนาคตของ “หุ้น TU” จะเป็นอย่างไร มีประเด็นอะไรที่ต้องติดตาม ?

1. การปรับพฤติกรรมของผู้บริโภค จากผลกระทบโควิด-19

ผู้บริโภคปรับพฤติกรรมใหม่ มีการเว้นระยะห่าง (Social Distancing) และปรุงอาหารเองมากขึ้น ส่งผลให้มีความต้องการอาหารทะเลบรรจุกระป๋องมากขึ้นในตลาดสหรัฐฯ และทวีปยุโรป ยิ่งไปกว่านั้นยอดขายธุรกิจอาหารสัตว์ ผลิตภัณฑ์เพิ่มมูลค่า และธุรกิจอื่น ยังมียอดขายเพิ่มขึ้นซึ่งส่วนหนึ่งมาจากผู้คนใช้เวลากับสัตว์เลี้ยงมากขึ้นในช่วง Lockdown 

2. การลงทุนเชิงกลยุทธ์ใน เรด ล็อบสเตอร์ บริษัทที่ดำเนินกิจการร้านอาหารทะเลที่ใหญ่ที่สุดในโลก

รายงานผลประกอบการที่ท้าทาย จากปี 2559 ที่ได้เข้าลงทุนเชิงกลยุทธ์ใน เรด ล็อบสเตอร์ (Red Lobster) คิดเป็นมูลค่าการลงทุนทั้งสิ้น 575 ล้านเหรียญสหรัฐ ฯ โดยธุรกิจดังกล่าวมียอดขาย 2.45 พันล้านเหรียญสหรัฐและมีสาขากว่า 750 สาขาทั่วโลก ทั้งในรูปแบบของร้านของบริษัทเองและในรูปแบบของแฟรนไชส์ ในปี 2563 เงินลงทุนดังกล่าวได้สร้างผลขาดทุนเป็นมูลค่าสุทธิ 408 ล้านบาท ซึ่งเป็นผลมาจากการ Lockdown ส่งผลให้มีข้อจำกัดในการเปิดให้บริการของร้านอาหารทั่วประเทศ 

3. ความผันผวนของค่าเงิน

ยอดขายของไทยยูเนี่ยนกว่า 90% อยู่ในรูปสกุลเงินตราต่างประเทศ โดยหลัก ๆ เป็นสกุลเงินเหรียญสหรัฐฯ เงินยูโร และเงินปอนด์ ตามลำดับ ความผันผวนของค่าเงินจึงส่งผลต่อผลประกอบการบริษัทฯ อย่างมีนัยสำคัญ

4. การแข่งขันในอุตสาหกรรมปลาและอาหารทะเล

อุตสาหกรรมปลาและอาหารทะเลเป็นอุตสาหกรรมที่มีการแข่งขันสูงและมีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา บริษัทไทยยูเนี่ยนในฐานะที่เป็นหนึ่งในผู้ผลิตอาหารทะเลที่ใหญ่ที่สุดในโลก มีความชำนาญในการก้าวผ่านความท้าทายต่าง ๆ และสามารถปรับตัวต่อสภาพตลาดที่เปลี่ยนแปลงไป และยังคงประสบกับการแข่งขันสูงในประเภทผลิตภัณฑ์หลักของบริษัทฯ ได้แก่ ปลาทูน่า กุ้ง และปลาแซลมอน

5. แผนการลงทุนในกลุ่มธุรกิจใหม่ในอนาคต

ในปี 2564 เป็นต้นไป ไทยยูเนี่ยนมีแผนที่จะใช้เงินลงทุนจำนวน 6 พันล้านบาท สำหรับการลงทุนในกลุ่มธุรกิจใหม่ รวมทั้งการพัฒนาและปรับปรุงการดำเนินงานของธุรกิจในปัจจุบัน เพื่อให้บริษัทสามารถเติบโตได้อย่างยั่งยืน โดยการลงทุนหลักของบริษัทในปี 2564 คือการลงทุนในโรงงานอาหารสำเร็จรูป และโรงงาน Protein Hydrolysate และ Collagen Peptide ในประเทศไทย ลงทุนสร้างห้องเย็นสำหรับโรงงานในประเทศกานา นอกจากนี้ยังลงทุนในเครื่องจักร อุปกรณ์ และอาคารอื่น ๆ

6. เดินหน้าลงทุนในธุรกิจอาหารสตาร์ทอัพ

หน่วยงาน Corporate Venture Capital (CVC) ของบริษัทฯ ได้ลงทุนในบริษัทสตาร์ทอัพ 2 แห่ง ในไตรมาสที่ 2/2564 คือ บริษัท วิอาควา เธอราปิดิกส์ บริษัทสตาร์ทอัพด้านเทคโนโลยีชีวภาพที่พัฒนาการจัดการโรคในสัตว์น้ำ และ อเลฟ ฟาร์มส์ บริษัทสตาร์ทอัพที่พัฒนาเนื้อสเต็กจากการเพาะเลี้ยงเซลล์ โดยบริษัทฯ ยังคงดำเนินแผนกลยุทธ์ในการลงทุนในธุรกิจใหม่ ๆ ที่เน้นในเรื่องของนวัตกรรมรวมถึงสตาร์ทอัพอย่างต่อเนื่อง

รูปบน ของ desktop
รูปล่าง ของ mobile
"Forex" FXTM
"Forex" FXTM
error: