สรุป “หุ้น SCC” บริษัทปูนซิเมนต์แห่งแรกของไทย

สรุป “หุ้น SCC” บริษัทปูนซิเมนต์แห่งแรกของไทย

5 min read  

ฉบับย่อ

  • SCC หรือ บริษัท ปูนซิเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน) ประกอบธุรกิจทั้งหมด 3 ธุรกิจหลัก นั่นก็คือ ธุรกิจซีเมนต์และผลิตภัณฑ์ก่อสร้าง ธุรกิจเคมิคอลส์ และธุรกิจแพคเกจจิ้ง 
  • ในปี 2563 รายได้จากธุรกิจซีเมนต์และผลิตภัณฑ์ก่อสร้าง คิดเป็นสัดส่วนประมาณ 40% รายได้จากธุรกิจเคมิคอลส์ คิดเป็นสัดส่วนประมาณ 37 % และรายได้จากธุรกิจแพคเกจจิ้ง คิดเป็นสัดส่วนประมาณ 23 % ของรายได้รวมปี 2563
  • เป้าหมายการดำเนินธุรกิจของ SCC คือมุ่งยกระดับคุณภาพชีวิตและความเป็นอยู่ของผู้คนด้วยสินค้าและบริการที่มีคุณภาพจากกระบวนการดำเนินงาน 
  • ราคาถ่านหินที่สูงขึ้นทำ All-Time High อาจจะเป็นปัจจัยกดดันผลประกอบการของ SCC ในระยะสั้น

รูปบน ของ desktop
รูปล่าง ของ mobile
คอร์สออนไลน์ | สอน "เล่นหุ้น" เชิงเทคนิค (Technical Analysis) สำหรับมือใหม่ แบบ Step by Step จาก 0-100
คอร์สออนไลน์ | สอน "เล่นหุ้น" เชิงเทคนิค (Technical Analysis) สำหรับมือใหม่ แบบ Step by Step จาก 0-100

เป็นเวลานานกว่า 46 ปีที่ “หุ้น SCC” หรือบริษัท ปูนซิเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน) อยู่คู่กับตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยต้้งแต่ปี 2518 จนถึงปัจจุบัน บริษัทปูนซีเมนต์แห่งแรกของไทยจะมีความน่าสนใจในการลงทุนแค่ไหน พี่ทุยได้สรุปมาให้เพื่อน ๆ นักลงทุนได้เข้าใจง่าย ๆ กัน

หุ้น SCC ทำอะไร ?

SCC หรือ บริษัท ปูนซิเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน) (The Siam Cement Public Company limited : SCG) เป็นบริษัทขนาดใหญ่ในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยโดยมีส่วนแบ่งการตลาดสูงเป็นอันดับต้น ๆ ของประเทศ ด้วย Market cap. สูงถึง 4.8 แสนล้านบาท ประกอบธุรกิจทั้งหมด 3 ธุรกิจหลัก นั่นก็คือ

1. ธุรกิจซีเมนต์และผลิตภัณฑ์ก่อสร้าง 

ประกอบธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์ปูนซีเมนต์ ผลิตภัณฑ์วัสดุก่อสร้าง และ การจัดจำหน่าย โดยเน้นการพัฒนามูลค่าเพิ่มของผลิตภัณฑ์และบริการ (High Value Added Products & Services) การเป็นผู้นำตลาดทั้งในประเทศและภูมิภาคอาเซียนโดยมีกลุ่มสินค้าหลักคือ กลุ่มสินค้าปูนซีเมนต์ กลุ่มสินค้าผลิตภัณฑ์ก่อสร้าง และกลุ่มสินค้าเซรามิก 

2. ธุรกิจเคมิคอลส์

ป็นผู้ผลิตเคมีภัณฑ์ครบวงจรรายใหญ่ของไทยและเป็นผู้ผลิตชั้นนำในภูมิภาคเอเชีย ครอบคลุมตั้งแต่การผลิตขั้นต้น (โอเลฟินส์) ไปจนถึงขั้นปลาย ได้แก่ เม็ดพลาสติกหลักทั้ง 3 ประเภท คือ พอลิเอทิลีน พอลิโพรพิลีน และพอลิไวนิลคลอไรด์

3. ธุรกิจแพคเกจจิ้ง 

บริษัท เอสซีจี แพคเกจจิ้ง จำกัด (มหาชน) และบริษัทย่อยเป็นผู้นำการให้บริการด้านบรรจุภัณฑ์แบบครบวงจรในประเทศไทยและในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ประกอบด้วยสายธุรกิจหลัก 2 สายธุรกิจ คือ 1) สายธุรกิจบรรจุภัณฑ์แบบครบวงจร และ 2) สายธุรกิจเยื่อและกระดาษ

โครงสร้างรายได้ของ SCC ปี 2563

สรุป “หุ้น SCC” บริษัทปูนซิเมนต์แห่งแรกของไทย

ธุรกิจซีเมนต์และผลิตภัณฑ์ก่อสร้าง มีรายได้รวมในปี 2563 ทั้งสิ้น 174,166 ล้านบาท มีสัดส่วนรายได้สูงที่สุด โดยคิดเป็น 40% ของรายได้รวมของปี 2563 ลดลง 7% จากปี 2562 เนื่องจากผลของสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 และสภาพเศรษฐกิจที่ยังคงมีความท้าทาย

ธุรกิจเคมิคอลส์ มีรายได้รวมในปี 2563 ทั้งสิ้น 148,851 ล้านบาท มีสัดส่วนรายได้คิดเป็น 37% ของรายได้รวมปี 2563 ลดลง 17% จากปี 2562 จากราคาและปริมาณขายสินค้าที่ลดลง

ในส่วนของ ธุรกิจแพคเกจจิ้ง มีรายได้รวมในปี 2563 ทั้งสิ้น 93,389 ล้านบาท มีสัดส่วนรายได้คิดเป็น 23% ของรายได้รวมปี 2563 เพิ่มขึ้น 4% สาเหตุจากตามความต้องการซื้อสินค้าในกลุ่มอุตสาหกรรมสินค้าอุปโภคบริโภค อาหารและเครื่องดื่ม ผลิตภัณฑ์ดูแลสุขภาพรวมถึงธุรกิจ E-commerce ยังคงเติบโตอย่างต่อเนื่อง เนื่องจากผู้บริโภคหันมาใส่ใจในเรื่องสุขอนามัย และปรับพฤติกรรมมาซื้อสินค้าผ่านช่องทางออนไลน์มากขึ้นนั่นเอง

ผลการดำเนินงานปี 2561 – 2563

สรุป “หุ้น SCC” บริษัทปูนซิเมนต์แห่งแรกของไทย

ผลการดำเนินงานปี 2563 SCC มีรายได้รวมเท่ากับ 407,217 ล้านบาท ลดลง 9% จากปีก่อน จากราคาและปริมาณขายของสินค้าเคมีภัณฑ์ที่ลดลง ในขณะที่ EBITDA หรือกำไรก่อนหักค่าใช้จ่ายดอกเบี้ย, ภาษี, ค่าเสื่อมราคาและค่าตัดจำหน่าย เท่ากับ 74,600 ล้านบาท ลดลงเพียง 1% จากปีก่อน เป็นผลมาจากการปรับปรุงประสิทธิภาพการผลิตอย่างต่อเนื่องและต้นทุนการผลิตที่ลดลงในธุรกิจซีเมนต์และผลิตภัณฑ์ก่อสร้าง 

ในส่วนของกำไรสุทธิ สำหรับปี 2563 เท่ากับ 34,144 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 7% จากปี 2562 จากผลการดำเนินงานที่ดีขึ้นในทุกธุรกิจ แม้ว่าจะมีผลกระทบที่เกิดขึ้นจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19

จุดแข็งของ “หุ้น SCC”

1. บริษัทย่อยภายใต้แบรนด์มากกว่า 200 บริษัท 

บ่งบอกถึงศักยภาพในการสร้างสรรค์และพัฒนานวัตกรรมผลิตภัณฑ์และบริการที่ตอบโจทย์ของผู้บริโภค ทั้งในปัจจุบันและอนาคต

2. ผู้นำในธุรกิจปูนซิเมนต์และผลิตภัณฑ์ก่อสร้าง 

ปูนซิเมนต์ไทยถือเป็นผู้ผลิตปูนซีเมนต์และวัสดุก่อสร้างรายใหญ่ในอาเซียน เป็นผู้ผลิตที่มีกำลังการผลิตสูงที่สุดเป็นลำดับที่ 2 ของโลกในส่วนของกระเบื้อง เซรามิกปูพื้นและผนัง

3. โครงสร้างทางการเงินที่มั่นคง

SCC ยังคงมีโครงสร้างทางการเงินที่มั่นคงโดยมีเงินสด และเงินสดภายใต้การบริหาร ณ สิ้นปี 2563 เท่ากับ 107,150 ล้านบาท ในขณะที่สิ้นปี 2562 เท่ากับ 46,002 ล้านบาท โดยในระหว่างปี 2563 มีรายจ่ายลงทุนและเงินลงทุน 58,308 ล้านบาท

4. ดำเนินธุรกิจตามแนวทาง ESG 

ดำเนินธุรกิจตามแนวทาง ESG (Environment, Social, Governance) โดยนำหลักเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) มาปรับใช้ในการดำเนินธุรกิจ เพื่อลดการใช้ทรัพยากรธรรมชาติ และนำของเหลือใช้จากกระบวนการผลิตกลับเข้าสู่กระบวนการรีไซเคิลให้ได้มากที่สุด และมุ่งต่อยอดนวัตกรรมสู่ธุรกิจ Solar Energy เพื่อตอบโจทย์การใช้พลังงานทางเลือก

5. พันธมิตรกับลูกค้าที่มีความสัมพันธ์อันยาวนาน

ได้รับการยอมรับจากลูกค้าที่เป็นบรรษัทข้ามชาติและบริษัทชั้นนำในภูมิภาคที่จะช่วยให้ระบบนิเวศทางธุรกิจมีความโดดเด่นและเอื้อประโยชน์ซึ่งกันและกัน

6. ศักยภาพด้านการวิจัยและพัฒนาที่แข็งแกร่ง 

สามารถสร้างนวัตกรรมผลิตภัณฑ์และโซลูชันเพื่อตอบสนองความต้องการที่หลากหลายของลูกค้าได้

อัตราส่วนทางการเงินที่น่าสนใจ

สรุป “หุ้น SCC” บริษัทปูนซิเมนต์แห่งแรกของไทย

หากพิจารณาในงบปี 2563 ราคาหุ้นปรับตัวลดลงอย่างมีนัยสำคัญ มาอยู่ที่ 378 บาท เมื่อเปรียบเทียบกับปี 2562 ที่ราคาหุ้น ณ สิ้นปี 2562 อยู่ที่ 392 บาท จากผลการดำเนินงานของ SCC ที่ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ เป็นผลจากการแพร่ระบาดของโควิด-19 ส่งผลต่อกำลังซื้อของผู้บริโภคลดลงจากเศรษฐกิจที่ชะลอตัวนั่นเอง

P/BV Ratio มีค่าที่สูงกว่า 1 บ่งบอกถึงนักลงทุนมองเห็นแนวโน้มในอนาคตว่าบริษัทฯ จะเติบโตจนมีกำไรสะสมกลับมาช่วยทำให้ส่วนของผู้ถือหุ้นเพิ่มขึ้นได้ในอนาคต เนื่องจากในระยะยาวนักลงทุนยังคงเชื่อมั่นในฐานการดำเนินงานที่แข็งแกร่งของ SCC และพลิกฟื้นผลประกอบการกลับไปสู่ระดับ ก่อนการระบาดของโควิด-19 ได้ ประกอบกับธุรกิจมีศักยภาพเติบโตสูงในอนาคตจากโครงสร้างพื้นฐานต่าง ๆ ของรัฐบาล

ในส่วนของ “กำไรต่อหุ้น (EPS)” เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ บ่งบอกถึงบริษัทมีความสามารถในการทำกำไรที่เพิ่มขึ้นเมื่อเปรียบเทียบกับงบปี 2562 โดยกำไรต่อหุ้นอยู่ที่ 28.45 บาท/หุ้น จากงบปี 2562 อยู่ที่ 26.68 บาท/หุ้น จากการปรับปรุงประสิทธิภาพการผลิตอย่างต่อเนื่องและต้นทุนการผลิตที่ลดลงในธุรกิจซีเมนต์และ ผลิตภัณฑ์ก่อสร้าง รวมถึงธุรกิจแพคเกจจิ้งมีกำไรเพิ่มขึ้น

D/E Ratio อยู่ที่ระดับ 1.10 เท่า ตามปกติแล้วบริษัทที่มี D/E Ratio มีค่าที่ต่ำ แปลว่าบริษัทมีภาระหนี้สินที่ต่ำ คือ ใช้เงินส่วนใหญ่ของตัวบริษัทเองในการทำธุรกิจ ซึ่งสะท้อนถึงความเสี่ยงของธุรกิจที่มีน้อยนั่นเอง

ในส่วนของ ROA และ ROE ตามหลักการแล้วยิ่งสูง ยิ่งถือว่าบริษัทนั้นสามารถใช้ประโยชน์จากทรัพยากรที่มีอยู่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ หากดูในงบ ปี 2563 แล้วพบว่า ทั้งสองอัตราส่วนลดลงอย่างมีนัยสำคัญจากสินทรัพย์และส่วนของผู้ถือหุ้นที่เพิ่มสูงขึ้นจากการเข้าซื้อกิจการต่าง ๆ ที่จะช่วยส่งเสริมแผนกลยุทธ์ของบริษัทนั่นเอง

โดย DIVIDEND YIELD อยู่ที่ 3.70 % ปัจจุบัน SCC มีนโยบายที่จะจ่ายเงินปันผลให้แก่ผู้ถือหุ้นช่วงอัตรา 40 – 50% ของกำไรสุทธิตามงบการเงินรวม โดยมีการจ่ายปันผลอย่างสม่ำเสมอทุกปี ซึ่งนับว่าเหมาะกับนักลงทุนระยะยาวที่ต้องการผลตอบแทนแบบ Passive Income  

เป้าหมายการดำเนินธุรกิจของ “หุ้น SCC”

มุ่งยกระดับคุณภาพชีวิตและความเป็นอยู่ของผู้คนด้วยสินค้าและบริการที่มีคุณภาพจากกระบวนการดำเนินงาน การพัฒนาเทคโนโลยีและการสร้างสรรค์นวัตกรรมที่มีความเป็นเลิศเป็นหนึ่งในกลุ่มบริษัทชั้นนำในภูมิภาคอาเซียนที่เติบโตอย่างยั่งยืน

อนาคตของ SCC จะเป็นอย่างไร มีประเด็นอะไรที่ต้องติดตาม ?

1. ราคาถ่านหิน ที่สูงขึ้น All-Time High

ต้นทุนพลังงานของธุรกิจวัสดุก่อสร้างและบรรจุภัณฑ์ จะสูงขึ้นตามราคาถ่านหิน ซึ่งจะเป็นปัจจัยกดดันผลประกอบการของ SCC

2. ความต้องการปูนซีเมนต์ในประเทศปรับตัวลดลง

ปัจจัยหลักจากสถานการณ์โควิด-19 ส่งผลให้ความต้องการใช้ปูนซีเมนต์ ภาคครัวเรือน และภาคธุรกิจปรับตัวลดลง เนื่องจาก กำลังซื้อภาคครัวเรือนและภาคเอกชนที่ทรงตัว ประกอบกับงานก่อสร้างมีการชะลอตัวจากคำสั่งปิดแคมป์คนงานที่ต้องหยุดก่อสร้าง เพื่อควบคุมการแพร่ระบาดโควิด-19 ของรัฐบาลนั่นเอง

3. สงครามการค้าระหว่างจีนและสหรัฐอเมริกา

สงครามการค้าระหว่างจีนและสหรัฐฯ ที่ยังคงยืดเยื้อ จึงส่งผลให้การส่งออกสินค้าไปยังกลุ่มประเทศคู่ค้า เช่น สหรัฐฯ จีน สหภาพยุโรป และญี่ปุ่น ไม่เติบโตเท่าที่คาดการณ์ 

4. ความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีขั้นสูง (DeepTech) และเทคโนโลยีดิจิทัลอย่างรวดเร็ว

จากสถานการณ์โควิด-19 ที่เป็นตัวเร่งให้เกิดการเปลี่ยนแปลงด้านเทคโนโลยีที่รวดเร็วเพื่อตอบสนองความต้องการและพฤติกรรมใหม่ ๆ ของลูกค้า โดยในระยะยาวสถานการณ์ดังกล่าวอาจทำให้รูปแบบการดำเนินธุรกิจของ SCC กลายเป็นสิ่งล้าสมัย เมื่อเทียบกับสภาพการณ์ของตลาดในปัจจุบันที่มีความเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วและมีการแข่งขันที่สูงขึ้น

5. การเตรียมความพร้อมสู่ New Normal ในอนาคต

เมื่อธุรกิจต้องก้าวไปสู่ New Normal อย่างเลี่ยงไม่ได้ SCC จึงเตรียมพร้อมสำหรับ Next Normal ในอนาคต ด้วยการตัดสินใจที่ฉับไวแต่ยืดหยุ่นพร้อมรับมือการเปลี่ยนแปลง และการเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินธุรกิจด้วยเทคโนโลยี รวมทั้งการถอดบทเรียนเพื่อปรับการดำเนินงานอย่างต่อเนื่อง

รูปบน ของ desktop
รูปล่าง ของ mobile
คอร์สออนไลน์ | สอน "เล่นหุ้น" เชิงเทคนิค (Technical Analysis) สำหรับมือใหม่ แบบ Step by Step จาก 0-100
คอร์สออนไลน์ | สอน "เล่นหุ้น" เชิงเทคนิค (Technical Analysis) สำหรับมือใหม่ แบบ Step by Step จาก 0-100
error: