พอเข้าช่วงปลายปีทีไร หนึ่งเรื่องที่พี่ทุยเชื่อว่าหลายคนน่าจะให้ความสนใจกันมากๆ เลยก็คือเรื่อง “ลดหย่อนภาษี” ซึ่งผลิตภัณฑ์การเงินที่ได้รับความนิยมสำหรับการลดหย่อนภาษีแน่นอนว่ายังไงก็หนีไม่พ้น กองทุน SSF และ RMF อย่างแน่นอน
สาเหตุก็เป็นเพราะ “กองทุนรวมเพื่อการออม (Super Savings Fund – SSF)” และ “กองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ (Retirement Mutual Fund – RMF)” เป็น 2 กองทุนประเภทพิเศษที่ได้รับสิทธิพิเศษสำหรับการลดหย่อนภาษีจากสรรพากร
หนึ่งในคำถามที่พี่ทุยได้รับบ่อย ๆ ในช่วงนี้เลยก็คือจะซื้อ SSF หรือ RMF ดีกว่ากัน ซึ่งก่อนจะตอบได้ว่าควรจะซื้ออะไร
พี่ทุยว่าเราน่าจะต้องไปทำความรู้จักทั้ง SSF และ RMF กันเพิ่มเติมสักหน่อย
กองทุนรวมเพื่อการออม (Super Savings Fund – SSF)
สำหรับ SSF สามารถนำไปลดหย่อนภาษีได้ตามจริงแต่ไม่เกิน 30% ของรายได้ที่ต้องเสียภาษีหรือไม่เกิน 200,000 บาท และเมื่อไปนับรวมกับการลงทุนเพื่อการเกษียณอายุอื่น ๆ อย่างกองทุนรวมสำรองเลี้ยงชีพ (Provident Fund) กองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ (RMF) กองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (กบข.) และ ประกันชีวิตแบบบำนาญ แล้วห้ามเกิน 500,000 บาท และมีเงื่อนไขในการถือครอง SSF ก็คือต้องถืออย่างน้อย 10 ปีนับตั้งแต่วันที่ซื้อแบบวันชนวัน
กองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ (Retirement Mutual Fund – RMF)
และสำหรับ RMF สามารถนำไปลดหย่อนภาษีได้ตามจริงแต่ไม่เกิน 30% ของรายได้ที่ต้องเสียภาษี และเมื่อไปนับรวมกับการลงทุนเพื่อการเกษียณอายุอื่น ๆ อย่างกองทุนรวมสำรองเลี้ยงชีพ (Provident Fund) กองทุนรวมเพื่อการออม (SSF) กองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (กบข.) และ ประกันชีวิตแบบบำนาญ แล้วห้ามเกิน 500,000 บาท และมีเงื่อนไขในการถือครอง RMF ต้องซื้อทุกปี (หรือปีเว้นปี) และต้องถืออย่างน้อย 5 ปีนับตั้งแต่การซื้อครั้งแรกและขายได้เมื่ออายุครบ 55 ปีบริบูรณ์เท่านั้น
จะเห็นได้ว่าทั้ง SSF และ RMF มีความแตกต่างที่ชัดเจนที่สุดเลยก็คือเรื่องการถือครองที่แตกต่างกันโดย SSF ต้องถือ 10 ปี RMF จะสามารถขายได้เมื่ออายุครบ 55 ปีบริบูรณ์เท่านั้นจึงจะไม่ผิดเงื่อนไข ดังนั้นการลงทุนใน SSF และ RMF ให้ตอบโจทย์จึงขึ้นอยู่กับวัตถุประสงค์และระยะเวลาในการลงทุนของแต่ละคน ถ้าใครมีเป้าหมายว่าต้องการเก็บเงินระยะยาวประมาณ 10 ปีอาจเหมาะกับการลงทุนใน SSF หากเป้าหมายคือการลงทุนเพื่อเกษียณ พี่ทุยแนะนำว่า RMF ดูจะเหมาะสมมากกว่า
อย่างไรก็ตาม อายุของผู้ลงทุนก็เป็นปัจจัยที่ต้องนำประกอบการพิจารณาเช่นกัน เพื่อให้มีเงินก้อนใช้ตามวัตถุประสงค์และสอดคล้องกับระยะเวลาที่กำหนดไว้ ยกตัวอย่างเช่น กรณีต้องการลงทุนเพื่อการเกษียณตอนอายุ 55 ปี และเริ่มลงทุนเมื่ออายุ 50 ปี หากลงทุนใน SSF จะต้องถือครองจนถึงอายุ 60 ปีถึงจะสามารถขาย SSF และมีเงินก้อนมาใช้ ในขณะที่การลงทุนใน RMF จะสามารถขายคืนได้เมื่อถือครองจนอายุครบ 55 ปีบริบูรณ์ซึ่งสอดคล้องกับระยะเวลาในการเกษียณที่ได้วางแผนไว้มากกว่านั่นเอง
ซึ่งการลงทุนผ่าน SSF และ RMF ถือว่าเป็นการลงทุนในระยะยาวอย่างชัดเจน ดังนั้นอีกหนึ่งสิ่งที่สำคัญที่เราต้องตอบให้ได้ด้วยก็คือเราจะลงทุนอะไร ที่สามารถเติบโตได้อย่างต่อเนื่องในอีก 10 ปีข้างหน้า หรือจนกว่าเราจะเกษียณ
อ่านเพิ่ม
สำหรับใครที่กำลังมองหา SSF & RMF แบบเด็ด ๆ โดน ๆ วันนี้พี่ทุยมี 4 คู่หูกองทุน SSF & RMF จาก บลจ.กรุงศรี มาแนะนำ โดยเป็นกองทุนที่ลงทุนในหุ้น 4 ธีมเด่นทั่วโลก ที่เน้นว่าสามารถเติบโตได้อย่างต่อเนื่องในอนาคต
แนะนำกองทุน SSF และ RMF ที่น่าสนใจ
ธีมที่ 1: หุ้นอเมริกา
ธีมการลงทุนในหุ้นอเมริกาพี่ทุยเชื่อว่าไม่น่าจะมีใครเห็นต่างแน่ ๆ ว่าตลาดหุ้นอเมริกาเป็นหนึ่งตลาดการลงทุนที่ใหญ่และมีโอกาสเติบโตที่สุดในโลกตลาดหนึ่งที่จำเป็นต้องมีติดพอร์ตการลงทุนเสมอ โดยทาง บลจ.กรุงศรี จะนำเงินไปลงทุนในกองทุนหลัก Billie Gifford Worldwide US Equity Growth Fund ที่ถือว่าเป็นผู้เชี่ยวชาญอันดับต้น ๆ ด้านการลงทุนในหุ้นอเมริกา การันตีความร้อนแรงของกองทุนด้วย 5 ดาวจาก Morningstar* (ที่มา Baillie Gifford & Co ณ 31 ก.ค. 64) โดยจะรวมธีมการลงทุนมากถึง 8 ธีมการลงทุนที่ถือว่าเป็น Megatrends ของโลก ณ เวลานี้เลย อย่างเช่น E-Commerce , นวัตกรรมการดูแลสุขภาพหรือจะเป็นเทคโนโลยีด้านการเดินทางต่าง ๆ ที่ช่วยทำให้เดินทางได้อย่างปลอดภัยมากขึ้น
พร้อมกระจายความเสี่ยงให้กับนักลงทุน โดยจะเน้นการลงทุนเติบโตในระยะยาว บริษัทต้องมีความสามารถในการเติบโตในระดับที่สูง เพื่อให้สามารถสร้างผลตอบแทนได้เหนือดัชนีชี้วัด (Benchmark) อย่างต่อเนื่อง
สำหรับใครที่สนใจสามารถเข้าเลือกลงทุนผ่านได้ทั้ง “กองทุนเปิดกรุงศรียูเอสอิควิตี้เพื่อการออม (KFUSSSF)” และ “กองทุนเปิดกรุงศรียูเอสอิควิตี้เพื่อการเลี้ยงชีพ (KFUSRMF)”
ธีมที่ 2: Climate Change
อีกหนึ่งกระแสของโลกที่ปฏิเสธไม่ได้ว่ายังไงก็มาอย่างแน่นอนก็คือเรื่องของ “Climate Change” ที่กำลังเข้ามาส่งผลกระทบโดยตรงต่อการดำรงชีวิตของคนทั้งโลก ทำให้เกิดความร่วมมือจากทั้งภาครัฐและเอกชนทั่วโลก ทำให้เกิดการพัฒนาของเทคโนโลยีที่เข้ามาช่วยแก้ไขปัญหาเรื่องสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลงไป เพื่อช่วยแก้ไขปัญหาเรื่องสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืนในระยะยาว
โดยทาง บลจ.กรุงศรี จะนำเงินไปลงทุนในกองทุนหลัก DSW Invest ESG Climate Tech ที่เน้นลงทุนภายในธีม ESG เน้นลงทุนในบริษัทที่นำเทคโนโลยีมาช่วย “ลด” ผลกระทบ หรือ “ปรับ” รูปแบบธุรกิจให้ได้รับประโยชน์จากการเปลี่ยนของสภาพภูมิอากาศเป็นหลัก เช่น รถยนต์ไฟฟ้า (EV Car) , ระบบการขนส่งพลังงานทดแทนต่าง ๆ , นวัตกรรมด้านการจัดการน้ำ เป็นต้น ซึ่งถ้าเราลองไปดูผลตอบแทนย้อนหลังของหุ้น ESG เหล่านี้ถือว่าทำผลตอบแทนได้อย่างน่าสนใจเลยทีเดียว
สำหรับใครที่สนใจสามารถเข้าเลือกลงทุนผ่านได้ทั้ง “กองทุนเปิดกรุงศรี ESG Climate Tech เพื่อการออม (KFCLIMASSF)” และ “กองทุนเปิดกรุงศรี ESG Climate Tech เพื่อการเลี้ยงชีพ (KFCLIMARMF)”
ธีมที่ 3: โครงสร้างพื้นฐาน
ในช่วงหลังจากวิกฤตโควิด-19 เราจะเห็นข่าวที่ชัดเจนเลยแทบจะทุกประเทศมีการประกาศลงทุนโครงการสร้างพื้นฐานครั้งใหญ่โดยเฉพาะอเมริกาที่มีการประกาศลงทุนครั้งใหญ่กว่า 1.2 ล้านล้านดอลลาร์ ประกอบกับแนวโน้มเรื่องพลังงานสะอาดที่กำลังเติบโตอย่างต่อเนื่อง ที่ถือว่าเป็นปัจจัยที่ทำให้เกิดการลงทุนขนาดใหญ่ทั่วโลกเลยก็ว่าได้
โดยทาง บลจ.กรุงศรี จะนำเงินไปลงทุนในกองทุนหลัก Credit Suisse (LUX) Infrastructure Equity Fund ซึ่งได้รับ 5 ดาวจาก Morningstar* (ที่มา Credit Suisse ณ 30 ก.ค. 64) เช่นกัน โดยจะเน้นการลงทุนที่สร้างรายได้หลักจากโครงสร้างพื้นฐาน (Pure-play) เพื่อลดความผันผวนจากตลาดและสร้างการเติบโตของกำไรในระยะยาวได้ ซึ่งจะเน้นลงทุน “โครงการพื้นฐานยุคใหม่ (Next-Generation Infrastructure)” เพื่อให้สามารถต่อยอดพัฒนาสู่อนาคตได้ ไม่ว่าจะเป็นโครงการสาธารณูปโภค พลังงาน โทรคมนาคม รวมไปจนถึงการขนส่ง
สำหรับใครที่สนใจสามารถเข้าเลือกลงทุนผ่านได้ทั้ง “กองทุนเปิดกรุงศรีเน็กซ์เจเนเรชั่นอินฟราสตรัคเจอร์ เพื่อการออม (KFINFRASSF)” และ “กองทุนเปิดกรุงศรีเน็กซ์เจเนเรชั่นอินฟราสตรัคเจอร์เพื่อการเลี้ยงชีพ (KFINFRARMF)”
ธีมที่ 4: หุ้นเติบโต (Growth Stock)
อีกหนึ่งธีมสุดท้ายที่ถือว่าเป็นที่ชื่นชอบของนักลงทุนมาอย่างต่อเนื่องก็คือธีม “หุ้นเติบโต (Growth Stock)” จุดเด่นของเหล่าหุ้นเติบโตก็คือการเติบโตของบริษัทที่มีโอกาสเติบโตได้หลายเท่าตัวในอนาคต ตัวอย่างกลุ่มอุตสาหกรรมที่สามารถเติบโตได้อย่างก้าวกระโดดในช่วงที่ผ่านมาก็คือหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีต่าง ๆ ที่ถือว่าเป็นหุ้นโลกอนาคตแต่ยังสามารถรักษาอัตราการเติบโตได้อย่างต่อเนื่อง
โดยทาง บลจ.กรุงศรี จะนำเงินไปลงทุนในกองทุนหลัก Billie Gifford Worldwide Long Term Global Growth Fund Fund แน่นอนว่าได้รับ 5 ดาวจาก Morningstar* (Baillie Gifford ณ 30 มิ.ย. 64) อีกเช่นเคย โดยกองทุนนี้จะเน้นลงทุนหุ้นเติบโตทั่วโลก ซึ่งถ้าเราลองไปเปิดดูพอร์ตของกองทุนเชื่อว่าจะเป็นหุ้นที่คุ้นเคยและมีโอกาสได้ใช้บริการกันอยู่ได้มากก็น้อยแน่นอน เช่น Amazom.com , Alibaba , Tencent , Tesla , Facebook , NVIDIA หรืออย่าง Zoom ที่เติบโตได้ดีมาก ๆ ในช่วงที่ผ่านมาก็อยู่ในพอร์ตด้วยเช่นกัน ซึ่งกองทุนหลักจะเน้นกระจายการลงทุน เพื่อจำกัดความเสี่ยงในการลงทุนในระยะยาว โดยเราจะเห็นจากผลประกอบการของกองทุนที่สามารถทำได้เหนือกว่าดัชนีชี้วัดอย่างชัดเจนตั้งแต่จัดตั้งกองทุนรวมเลย
สำหรับใครที่สนใจสามารถเข้าเลือกลงทุนได้ทั้ง “กองทุนเปิดกรุงศรีโกลบอลโกรทเพื่อการออม (KFGGSSF)” และ “กองทุนเปิดกรุงศรี โกลบอลโกรทเพื่อการเลี้ยงชีพ (KFGGRMF)”
สำหรับ SSF ทั้ง 4 กองทุนมี “นโยบายจ่ายเงินปันผล” แต่สำหรับ RMF ทั้ง 4 กองทุนจะเป็นกองทุนที่ “ไม่จ่ายปันผล”
4 คู่หูกองทุนนี้เปิดขายครั้งแรก (IPO) วันที่ 4 – 11 ตุลาคม 2564 เริ่มต้นลงทุนได้ง่าย ๆ เพียง 500 บาทเท่านั้น
ใครสนใจข้อมูลเพิ่มเติมสามารถติดต่อสอบถามได้ที่ 02-657-5757
หากใครชอบความทันสมัย สามารถลงทุนผ่าน @ccess Mobile Application คลิกที่นี่
พี่ทุยแอบกระซิบว่านอกจากทาง บลจ.กรุงศรี จะคัดเลือก 4 ธีม 4 คู่หูกองทุนมาให้เราเลือกลงทุนกันอย่างเต็มที่แล้ว
ทางเขาก็ยังมีโปรโมชั่นสำหรับใครที่ลงทุนในช่วง IPO นี้ด้วย ก็คือถ้าหากเรามียอดสะสมการลงทุน SSF หรือ RMF ตั้งแต่ 50,000 บาทขึ้นไปตามเงื่อนไขฯ เราจะได้รับเพิ่มเป็นหน่วยลงทุน KFCASH-A มูลค่า 100 บาท ยังไม่หมดแค่นั้นสำหรับใครที่มีพอยต์บัตรเครดิตในเครือกรุงศรีก็สามารถเปลี่ยนทุกๆ 1,000 พอยต์ มาเป็น เงินลงทุน 100 บาทได้อีกด้วย
คำเตือน :
KFUSRMF, KFUSSSF มีนโยบายลงทุนใน Baillie Gifford Worldwide US Equity Growth Fund (กองทุนหลัก) โดยเฉลี่ยในรอบปีบัญชีไม่น้อยกว่า 80% ของ NAV ความเสี่ยงระดับ 6: เสี่ยงสูง และกองทุนป้องกันความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยนตามดุลยพินิจผู้จัดการกองทุน
KFCLIMASSF, KFCLIMARMF มีนโยบายลงทุนใน DWS Invest ESG Climate Tech (กองทุนหลัก) โดยเฉลี่ยในรอบปีบัญชีไม่น้อยกว่า 80% ของ NAV ความเสี่ยงระดับ 6: เสี่ยงสูง และกองทุนป้องกันความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยนตามดุลยพินิจผู้จัดการกองทุน
KFINFRASSF, KFINFRARMF มีนโยบายลงทุนใน Credit Suisse (Lux) Infrastructure Equity Fund โดยเฉลี่ยในรอบปีบัญชีไม่น้อยกว่า 80% ของ NAV ความเสี่ยงระดับ 6: เสี่ยงสูง และกองทุนป้องกันความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยนเต็มจำนวน
KFGGSSF, KFGGRMF มีนโยบายลงทุนใน Baillie Gifford Worldwide Long Term Global Growth Fund โดยเฉลี่ยในรอบปีบัญชีไม่น้อยกว่า 80% ของ NAV ความเสี่ยงระดับ 6: เสี่ยงสูง และกองทุนป้องกันความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยนเต็มจำนวน
กองทุน KFUSRMF, KFUSSSF KFCLIMASSF และ KFCLIMARMF ป้องกันความเสี่ยงด้านอัตราแลกเปลี่ยนตามดุลยพินิจของผู้จัดการกองทุน จึงมีความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน ซึ่งอาจทำให้ผู้ลงทุนขาดทุนหรือได้รับกำไรจากอัตราแลกเปลี่ยน/หรือได้รับเงินคืนต่ำกว่าเงินลงทุนเริ่มแรกได้
กองทุนที่มีการลงทุนในต่างประเทศ จะมีความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจ สังคม และ/หรือการเมืองในประเทศ ซึ่งกองทุนหลักได้ลงทุน
*การจัดอันดับจาก Morningstar ไม่มีความเกี่ยวข้องกับการจัดอันดับของสมาคมบริษัทจัดการลงทุนแต่อย่างใด ผลการดำเนินงานที่อ้างอิงเป็นผลการดำเนินงานของกองทุนหลัก ซึ่งไม่ได้เป็นไปตามมาตรฐานการวัดผลการดำเนินงานของกองทุนรวมของสมาคมบริษัทจัดการลงทุน
การซื้อหน่วยลงทุนจะไม่เข้าร่วมรายการส่งเสริมการขายและคะแนนสะสมบัตรเครดิต
ควรทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทน ความเสี่ยง และสิทธิประโยชน์ทางภาษีในคู่มือการลงทุนก่อนตัดสินใจลงทุน ทั้งนี้ ผลการดำเนินงานในอดีตของกองทุนรวม มิได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต
ผู้ถือหน่วยลงทุนจะไม่ได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษีหากไม่ปฎิบัติตามเงื่อนไขการลงทุน