รู้กันหรือไม่ว่าตลาดหุ้นไทย (SET Index) ขึ้นมาแตะระดับ 1,600 – 1,700 จุด ตั้งแต่ปี 2013 และ ณ ปัจจุบันยังก็ยังอยู่ที่ระดับบริเวณเดิมมากว่า 10 ปี เนื่องจากไม่มีหุ้นกลุ่ม New Economy ที่ช่วยผลักดันตลาดได้ นี่คือหนึ่งในเหตุผลที่ว่า… ทำไมควร กระจายการลงทุน SSF/RMF มากกว่าการกระจุกตัวลงทุนแค่เพียงในประเทศไทยเท่านั้น
สำหรับใครที่กำลังมองหา SSF/RMF เพื่อกระจายการลงทุนไปต่างประเทศ วันนี้พี่ทุยรวมกองทุนที่น่าสนใจจาก บลจ.อีสท์ปริง (ประเทศไทย) มาให้แล้ว !!
ช่วงปลายปีแบบนี้หลาย ๆ คนเริ่มกลับมาให้ความสนใจกับ SSF และ RMF กันมากขึ้นเพราะถือว่าเป็นช่วงโค้งสุดท้ายสำหรับการลดหย่อนภาษี และถือเครื่องมือสำหรับการลดหย่อนภาษียอดนิยม เพราะนอกจากจะได้เก็บออมเงินระยะยาวแล้ว ยังได้ประโยชน์จากภาษี ยิ่งทำให้ได้ผลตอบแทนในภาพรวมมากขึ้นด้วย
แต่ด้วยระยะเวลาถือครองตามเงื่อนไขของสรรพากร ของ SSF ที่อยู่ที่ขั้นต่ำ 10 ปี และ RMF ขั้นต่ำอยู่ที่ 5 ปี และขายได้เมื่ออายุ 55 ปีเต็มบริบูรณ์ ที่อยู่ในระดับการลงทุนระยะยาว
สำหรับใครที่กำลังมอง SSF และ RMF อยู่เบื้องต้นพี่ทุยอยากจะแนะนำก่อนเลยให้เลือกเน้นกระจายการลงทุนไปทั่วโลกจะได้ประโยชน์มากกว่าสำหรับการลงทุนระยะยาว
1. กระจายลงทุนทั่วโลกช่วยให้การลงทุนมีประสิทธิภาพมากขึ้น
เพราะถ้าหากเราไปดูผลตอบแทนตลาดหุ้นทั่วโลกจะเห็นว่า ไม่มีตลาดหุ้นไหนเลยที่ทำผลตอบแทนได้ดีตลอดที่สุดตลอดเวลา หรือแย่ที่สุดตลอดเวลา แต่เราจะรู้ว่าในระยะยาวยังไงตลาดหุ้นทั่วโลกมีแนวโน้มเป็นขาขึ้นตามการเติบโตของเศรษฐกิจได้ ดังนั้นการกระจายการลงทุนไปทั่วจะช่วยทำให้เราได้ผลตอบแทนเฉลี่ยที่เติบโตไปพร้อมกันทั่วโลกนั่นเอง
2. ตลาดหุ้นไทยอยู่ในระดับ 1,600 – 1,700 มากว่า 10 ปีแล้ว
อย่างที่หลาย ๆ คนรู้เลยว่าประเทศไทยเราจะเรียกว่ามีหุ้นกลุ่ม Economy ที่เติบโตได้เรื่อย ๆ ต่อเนื่องมากเป็นส่วนใหญ่ แทบไม่มีหุ้นกลุ่ม New Economy ที่เติบโตได้ระดับ 10%++ เลยทำให้ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมาตลาดหุ้นไทยไม่มีจุดสูงสุดใหม่เลย เมื่อเปรียบเทียบกับตลาดต่างประเทศที่มีหุ้นกลุ่ม Economy จะเห็นความแตกต่างของดัชนีอย่างชัดเจน
3. เพิ่มโอกาสเข้าถึงสินทรัพย์การลงทุนที่หลากหลายมากขึ้น
ในตลาดการลงทุนทั่วโลกมีสินทรัพย์การลงทุนที่หลากหลายมากกว่าไม่ว่าจะเป็น ETF หรือสินทรัพย์ทางการเงินที่มีความซับซ้อนที่ช่วยเพิ่มผลตอบแทน ลดความเสี่ยงได้มากขึ้น
กระจายการลงทุน SSF/RMF ไปทั่วโลก กับ บลจ.อีสท์ปริง (ประเทศไทย)
สำหรับใครที่กำลังมองหา SSF/RMF ที่กระจายการลงทุนไปทั่วโลก วันนี้พี่ทุยมีกองทุนจาก บลจ.อีสท์ปริง (ประเทศไทย) มาแนะนำกัน
กองทุนแรก TMB Global Quality Growth RMF
จะลงทุนในกองทุนหลักคือ Wellington Global Quality Growth ที่ต้องการลงทุนเอาชนะดัชนี MSCI All Country World Index ที่ถือว่าดัชนีหุ้นโลกที่ใส่เป็นดัชนีชี้วัด (Benchmark) ในระยะยาว
โดยทางกองทุนหลักจะคัดเลือกหุ้น 50-90 บริษัททั่วโลก ซึ่งด้วยประสบการณ์ของผู้จัดการกองทุนหลัก Wellington Global Quality Growth ที่มีประสบการณ์มากกว่า 37 ปี เค้ามองหาหุ้นที่เติบโตได้ดีในแต่ละช่วงของเศรษฐกิจ อย่างในเช่นช่วงที่ตลาดขาลง เศรษฐกิจหดตัว บริษัทที่มีปันผลสูง มีหนี้ต่ำ ๆ จะสร้างผลตอบแทนได้ดีอย่างหุ้นกลุ่ม Healthcare เพราะไม่ว่าเศรษฐกิจจะเป็นอย่างไร แต่ถ้าคนไม่สบายยังไงก็ต้องไปหาหมอ เป็นต้น
นอกจากนี้ในมุมมองระยะยาวยังมีหุ้นกลุ่มอื่น ๆ ที่น่าสนใจด้วยไม่ว่าจะเป็นเช่น E-Lifestyle, Software, Cloud Computing , Payment Technology , Semiconductor , logistic และ Financial Sector
ด้วยหลักการดำเนินงานในลักษณะนี้จะเห็นได้ว่าผลการดำเนินงานในช่วงที่ผ่านมาสามารถเอาชนะดัชนีชี้วัด (Benchmark) ได้อย่างต่อเนื่องในระยะยาวเอาชนะได้ทั้งระยะ 5 ปี และ 10 ปี ซึ่งเหมาะกับคนที่อยากกระจายการลงทุนทั่วโลก แต่เน้นลงทุนระยะยาว
สำหรับใครที่อยากลงทุนแบบโฟกัสในหุ้นมากขึ้นก็ยังมี Thanachart Eastspring Global Capital Growth RMF/SFF ที่จะนำเงินไปลงทุนต่อในกองทุนหลัก Amudi Polen Global Capital Growth ที่มีเป้าหมายเอาชนะดัชนี MSCI All Country World Index เช่นเดียวกัน
แต่จะแตกต่างกันที่ Amudi Polen Global Capital Growth จะคัดเลือกเพียง 25 – 35 บริษัทที่คุณภาพดี ราคาไม่แพง มีการเติบโตของรายได้ มีอัตรากำไรสูง พร้อมกระแสเงินดี และที่สำคัญต้องเติบโตแบบ Organic Growth ไม่ใช่เติบโตจากการทำการตลาดแบบรุนแรงหรือเติบโตจากกำไรพิเศษแบบต่าง ๆ จากนั้นผู้จัดการกองทุนจะถือหุ้นตัวหนึ่งอย่างน้อย 3 – 5 ปี เพื่อลดความผันผวนและอารมณ์ในระยะสั้นออกไป และเพื่อให้เกิดผลตอบแทนแบบทบต้นได้
หุ้นหลัก ๆ ที่อยู่ในพอร์ตก็จะเป็นหุ้นกลุ่มที่เข้ากับ Digital Transformation ได้อย่างเช่น Mastercard ที่เชื่อว่าเปิดกระเป๋าสตางค์ของทุกคนไปก็แทบจะมีกันทุกคน หรือจะเป็น Adobe ที่เป็นบริษัทผลิต Software ด้านการออกแบบที่มีส่วนแบ่งการตลาดอันดับต้น ๆ ของโลก ที่ถือมีฐานลูกค้าและ Recurring Income ที่เปลี่ยนจากการขายขาดเป็นแบบเช่าแทน ซึ่งเราจะเห็นได้ว่า Amudi Polen Global Capital Growth สามารถเอาชนะตลาดในระยะยาวช่วงระยะ 5 ปี และ 10 ปี
แต่ถ้าใครรับความเสี่ยงได้ไม่สูงหรือใกล้เกษียณมาก ๆ แล้วก็สามารถเลือกลงทุน TMB Global Income Fund RMF ที่จะนำเงินไปลงทุนต่อให้ PIMCO GIS Income Fund ที่ถือว่าเป็นกองทุนตราสารหนี้ยอดฮิตทั่วโลกที่เหมือนกับกองทุนตราสารหนี้ทั่วไป
PIMCO GIS Income Fund เป็นกองทุนตราสารหนี้ที่บริหารแบบ Active มาก ๆ ตามสภาวะเศรษฐกิจ เพื่อเอาชนะตลาดให้ได้ อย่างเช่นในช่วงที่นี้มีการปรับขึ้นของอัตราดอกเบี้ยต่อเนื่อง
กลยุทธ์ที่ใช้งานได้ดีเลยก็คือ
1.การลดระยะเวลาเฉลี่ย (Duration) ของตราสารหนี้ลงล่าสุดอยู่แถวระดับ 2 ปีเท่านั้น
2.ลงทุนใน High Yield Bond ที่ให้ดอกเบี้ยที่สูงเพื่อชดเชยการขึ้นดอกเบี้ยในอนาคต
3.ลงทุนตราสารหนี้กลุ่มที่เป็น Floating Rate Bond เพื่อให้ผลตอบแทนที่ได้รับเพิ่มขึ้นตามดอกเบี้ยนโยบายที่เพิ่มขึ้น
ซึ่ง PIMCO GIS Income Fund จะไม่จำกัดว่าตราสารหนี้ต้องเป็นแบบไหน ถ้าตราสารนั้นให้ Yield ที่สูงพร้อมกับมีคุณภาพที่ดีได้ก็สามารถเข้าลงทุนได้ทั้ง พันธบัตรรัฐบาล หุ้นกู้เอกชน ตราสารหนี้ตลาดเกิดใหม่ หรือจะเป็น MBS ที่เป็นตราสารหนี้กลุ่มอสังหาริมทรัพย์ ซึ่งข้อดีของการกระจายความเสี่ยงในทุกประเภทตราสารหนี้ยังช่วยลดความผันผวนภายในตัวด้วย
เราจะเห็นได้ว่าผลตอบแทนโดยเฉลี่ยของ PIMCO GIS Income Fund เอาชนะตลาดได้อย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นจะ 3 ปี 5 ปี หรือตั้งแต่ก่อตั้ง (Since Inception) แล้วถ้าหากเราเอาผลตอบแทนและความเสี่ยงของ PIMCO GIS Income Fund ไปเปรียบเทียบกับตลาด High Yield Bond จะเห็นได้ว่าให้ผลตอบแทนที่ดีกว่า ในระดับความเสี่ยงที่ต่ำด้วย
ยังไงทุกคนก็อย่าลืมศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมก่อนการลงทุนทุกครั้งนะ
สำหรับใครที่สนใจกองทุน SSF/RMF ที่เน้นกระจายการลงทุนไปทั่วโลก จากทาง บลจ.อีสท์ปริง (ประเทศไทย) สามารถเข้าไปได้ที่ https://www.eastspring.co.th/rmfssf/
โทร 1725 หรือติดต่อโดยตรงที่หน้าทีทีบีได้ทุกสาขาทั่วประเทศไทย
*ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับสิทธิประโยชน์ทางภาษีที่ระบุไว้ในคู่มือการลงทุนในกองทุนรวมดังกล่าว และทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทนและความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน
อ่านเพิ่ม