หนึ่งในธีมการลงทุนที่ถูกจับตามองอย่างต่อเนื่องก็คือ หุ้นจีน และด้วยเงื่อนไขถือครองระยะยาวของ SSF และ RMF ทำให้การกระจายการลงทุนไปยังประเทศจีนเป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่น่าสนใจ สำหรับใครที่กำลังมองหา SSF/RMF ที่มีการลงทุนใน หุ้นจีน วันนี้พี่ทุยมีกองทุนที่น่าสนใจจาก บลจ.อีสท์ปริง (ประเทศไทย) มาเล่าให้ฟังกัน !!
สำหรับใครที่ต้องการใช้ SSF และ RMF เพื่อลดหย่อนภาษี และรับระดับความเสี่ยงสูงได้ ต้องอย่าลืมนึกถึง “เงื่อนไขถือครอง” ของทั้ง SSF และ RMF ด้วย
SSF ต้องถืออย่างน้อย 10 ปีเต็ม
RMF ต้องถืออย่างน้อย 5 ปี และขายได้เมื่ออายุ 55 ปีเต็มบริบูรณ์
ซึ่งแปลว่า เป็นการลงทุนระยะยาว ดังนั้นการเลือกลงทุน SSF/RMF ต้องวางแผนสำหรับการลงทุนระยะยาวให้สอดคล้องกับ “เงื่อนไขถือครอง” ด้วย
ซึ่งถ้าหากมองในการลงทุน “ระยะยาว” หนึ่งในธีมการลงทุนที่ถูกพูดถึง และมีหลากหลายปัจจัยที่น่าสนใจนั่นก็คือ “หุ้นจีน”
วันนี้พี่ทุยจะพาทุกคนไปดูกันว่าทำไมหลาย ๆ คนถึงสนใจ มีอะไรที่ต้องจับตามองบ้าง
1. จีนมีประชากรที่เยอะที่สุดในโลก ระดับ 1,400 ล้านคน
เราจะเห็นได้ว่าในช่วงที่ผ่านประเทศจีนก้าวขึ้นอยู่ในระดับแนวหน้าของโลกด้วยปัจจัยหนึ่งก็คือ “การบริโภค” ภายในประเทศที่แข็งแกร่ง ถ้าใครสังเกตจะเห็นได้ว่าจีนจะมีแทบทุกอย่างเป็นของตัวเองเสมอ
อย่างเช่นสื่อ Social Media ต่าง ๆ คนจีนเขาก็มี Platform เป็นของตัวเองด้วย ดังนั้นด้วยประชากรระดับ 1,400 ล้านคน ทำให้การผลักดันการบริโภคมีกำลังที่สูง มากกว่าประเทศอื่น ๆ ทั่วโลก ทำให้รัฐบาลจีนสามารถกีดกันการแข่งขันจากภายนอก ลดการพึ่งพาต่างชาติ เพื่อสร้างระบบเศรษฐกิจแบบพึ่งพาตัวเอง
2. แนวโน้มอนาคตดูน่าสนใจเมื่อเทียบกับอเมริกาและยุโรป
ถ้าหากเราไปดูขนาดเศรษฐกิจที่ใหญ่ที่สุดในโลก ณ เวลานี้ 3 อันดับแรกก็คือ อเมริกา จีนและยุโรป ซึ่งถ้าหากดูแต่ละประเทศแล้ว อย่างอเมริกาก็ยังเจอปัญหาเงินเฟ้อ ทำให้ต้องเร่งจัดการอย่างการขึ้นดอกเบี้ยต่อเนื่อง หรืออย่างยุโรปก็ยังเจอกดดันจากสงคราม ทำให้เจอกับวิกฤตพลังงานหนักกว่าภูมิภาคอื่น ๆ และสงครามก็ยังดูยืดเยื้อยังไม่มีแนวโน้มจะจบง่าย ๆ
แต่ถ้าหากของเทียบกับประเทศจีนจะมี “ปัญหาเฉพาะตัว” มากกว่าปัญหาภายนอกเมื่อเทียบกับประเทศอื่นเช่น มาตรการ Zero Covid ที่ทำให้จีนยังไม่สามารถเปิดประเทศและอยู่ร่วมกับโควิดได้ รวมถึงวิกฤตอสังหาริมทรัพย์และปัญหาเรื่องการจัดการเรื่องบริษัทเทคโนโลยีของจีนไม่ให้ผูกขาดมากเกินไป ซึ่งจะเห็นได้ว่าปัญหากำลังคลี่คลายมากขึ้นเรื่อย ๆ
3. หุ้นจีนมี Valuation เริ่มอยู่ในระดับที่น่าสนใจ
จะเห็นได้ตลาดหุ้นทั่วโลกมีการปรับตัวลดลงมาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ช่วงต้นปี 2565 เป็นต้นมา ซึ่งถ้าหากมองในแง่ Valuation ของหุ้นจีนเมื่อเทียบกับตลาดหุ้นประเทศอื่น ๆ ในเอเชีย จากข้อมูลเดือน ก.ย. 2022 แสดงให้เห็นว่า P/E ตลาดหุ้นจีนอยู่ที่ระดับ 9.95 เท่า เท่านั้น แต่เมื่อเทียบกับตลาดหุ้นไทยอยู่ที่ระดับ 18.68 เท่า ญี่ปุ่นอยู่ที่ระดับ 14.21 เท่า หรืออย่างประเทศมหาอำนาจอย่างอเมริกาก็อยู่ที่ระดับ 18.06 เท่า
ซึ่งสำหรับใครที่สนใจเริ่มอยากกระจายการลงทุนในจีนต้องรู้ก่อนว่ามีที่ไหนให้ลงทุนบ้าง โดยทั่วไปตลาดหุ้นจีนจะแบ่งเป็น 2 ส่วนก็คือหุ้นจีนที่ซื้อขายในประเทศและนอกประเทศ
ตลาดในประเทศก็จะได้แก่ A-Share ก็คือดัชนีตลาดหุ้นจีนที่ซื้อขายด้วยสกุล “เงินหยวน” โดยจะคำนวณตลาดหุ้น 2 ตลาดหลักก็คือ “เซี่ยงไฮ้ (Shanghai)” และ “เสินเจิ้น (Shenzhen)” ซึ่งสามารถติดตามได้จากดัชนี Shanghai Composite Index (SSEC) ซึ่งโดยทั่วไปหุ้นที่จดทะเบียนในตลาดนี้จะหุ้นที่เกี่ยวกับการบริโภคภายในประเทศเป็นหลัก
ตลาดนอกประเทศจะมีอยู่ 2 ส่วนหลักก็คือ H-Share ดัชนีของบริษัทที่ทำธุรกิจและจดทะเบียนในจีนแผ่นดินใหญ่แต่ List ตัวเองใน “ฮ่องกง” ดังนั้น จึงถูกซื้อขายกันในเงินสกุล “ฮ่องกงดอลลาร์” โดยที่ H นั่นย่อมาจาก Hang Seng China Enterprise index (HSCE) นั่นเอง
และ ADR หรือก็คือ American Depositary Reciepts ที่จะเป็นหุ้นของบริษัทต่างชาติที่ซื้อขายในตลาดสหรัฐ ซึ่งก็แปลว่าจะซื้อขายกันในสกุลเงิน “ดอลลาร์สหรัฐฯ” ซึ่งทั้งหุ้นที่ซื้อขายนอกประเทศมักจะเป็นบริษัทเกี่ยวกับเทคโนโลยี ที่เข้าถึงตลาดโลกได้มากขึ้น ซึ่งมีข้อจำกัดที่น้อยกว่าการเข้าไปซื้อขายตลาดหุ้นจีนในประเทศ (A-Share)
ทางเลือกลงทุน หุ้นจีน ทั้ง SSF และ RMF จาก บลจ.อีสท์สปริง (ประเทศไทย)
สำหรับใครสนใจลงทุนในหุ้นจีน A-Share ทาง บลจ.อีสท์สปริง (ประเทศไทย) เองก็มี Thanachart Eastspring China A Active RMF/SSF
ที่นำเงินไปลงทุนในกองทุนหลัก UBS China A Opportunity Fund โดยจะเน้นลงทุนหุ้นที่พื้นฐานดี และต้องเป็นเบอร์ต้น ๆ ของอุตสาหกรรมเท่านั้น เพื่อรักษาความสามารถในการแข่งขันให้อยู่ในระดับที่สูงได้ ซึ่งถ้าหากมีความสามารถในการแข่งขันที่สูงในช่วงที่เศรษฐกิจไม่ดี ก็ยังสามารถเข้าซื้อผู้เล่นเบอร์รอง ๆ เพื่อกินส่วนแบ่งตลาดเพิ่มได้ในอนาคตด้วย
อย่างเช่น Moutai ที่ถือเป็นแบรนด์สุราจีนที่ชื่อดังไปทั่วโลก ซึ่งถือว่าเป็นที่นิยมสำหรับคนจีนเพราะถือว่าเป็นสุราระดับพรีเมียม แล้ว ณ ปัจจุบันตอนนี้คนจีนเริ่มมีฐานะที่ดีมากขึ้นยิ่งมีอำนาจในการจับจ่ายใช้สอยมากขึ้น
หรืออย่าง Yunnan Baiyao บริษัทแพทย์แผนจีนเบอร์ต้น ๆ ของจีนที่มีความเชี่ยวชาญด้านการห้ามเลือด ทำให้นำความถนัดมาผสมกับสินค้าต่าง ๆ เช่นยาสีฟันที่ช่วยเรื่องเหงือกบวม หรือยาที่ใช้ในเวลาผ่าตัดหรือศัลยกรรมได้เป็นอย่างดี
ซึ่งราคาขายของทั้ง Moutai และ Yunnan Baiyao สามารถขายแพงกว่าคู่แข่งในตลาดถึง 2 เท่า ทำให้มี Margin ที่สูงเพิ่มโอกาสในอนาคตได้เป็นอย่างดี
UBS China A Opportunity Fund มีเป้าหมายที่จะชนะดัชนีชี้วัด (Benchmark) ในระยะยาว อาจะแพ้ตลาดในช่วงระยะสั้น 1 – 2 ปีได้ ซึ่งจะเห็นได้ว่าผลตอบแทนระยะยาว 5 – 10 ปีสามารถชนะ Benchmark มาได้อย่างต่อเนื่อง
หรือถ้าใครสนใจอุตสาหกรรมเทคโนโลยีของจีนใน H-Share และ ADR ก็จะมี TMB China Opportunity RMF ที่เน้นลงทุนกับกองทุนหลัก UBS China Opportunity Fund ที่เน้นลงทุนตลาดหุ้นจีนใน H-Share และ ADR นั่นเอง
UBS China Opportunity Fund จะเน้นกระจายการลงทุนที่มากขึ้นประมาณ 40 – 70 ตัวเน้นลงทุนในหุ้นเทคโนโลยีของจีนที่น่าสนใจ
เช่น กลุ่ม E Commerce ก็จะมี Alibaba ที่เชื่อทุกคนน่าจะรู้จักเป็นอย่างดี หรืออย่างกลุ่ม Gaming ที่บอกได้เลยว่าอุตสาหกรรมมีแนวโน้มการเติบโตที่น่าจับตามองมาก ๆ อย่าง Tencent หรือ NetEase
หรือจะเป็นหุ้นกลุ่ม E-Lifestyle อย่าง Meituan ที่เป็น Super App ทำอะไรได้หลากหลาย สั่งอาหาร จองตั๋วหนังต่าง ๆ ได้ทั้งหมด เรียกมีแอปเดียวครบจบทุกปัญหาการใช้ชีวิต
ด้วยหลักการนี้ทำให้ผลตอบแทนในระยะยาว 5 – 10 ปีของกองทุนยังสามารถเอาชนะ Benchmark มาได้อย่างต่อเนื่อง
แต่สำหรับใครอยากกระจายการลงทุนในหุ้นจีนแต่ก็รู้สึกว่าเสี่ยงเกินไป ทาง บลจ.อีสท์สปริง (ประเทศไทย) ก็มี TMB Eastspring Asia Active Equity RMF
ที่จะนำเงินไปลงทุนใน Schroder ISF Emerging Asia ทีกระจายลงทุนในหุ้นเอเชีย ที่มีสัดส่วนหุ้นจีนประมาณ 40% เพราะในเอเชียเองก็มีหุ้นหลาย ๆ ตัวที่น่าสนใจไม่ว่าจะทั้งจากเกาหลีใต้หรือไต้หวัน
โดยหลักคิดของกองทุนจะหาหุ้นที่ ROIC มากกว่า WACC เป็นหลัก ซึ่ง ROIC ก็คือผลตอบแทนของเงินลงทุน และ WACC ก็คือต้นทุนของเงินทุน แปลว่าถ้าหากบริษัทสามารถทำได้ ก็มีการเติบโต และมีความสามารถในการแข่งขันที่ดี จะช่วยทำให้กินส่วนแบ่งตลาด (Market Share) ได้ต่อเนื่อง ก็จะช่วงสร้างผลตอบแทนในระยะยาวได้
การลงทุนที่น่าสนใจก็มีหลากหลายกลุ่มเช่น Semiconductor ก็จะมี Taiwan Semiconductor และ Samsung ที่จะพูดว่าเบอร์หนึ่งด้านผู้พัฒนาชิปหรือ Memory ซึ่งถือว่าเป็นสำคัญมากในพวกเครื่องใช้ไฟฟ้าต่าง ๆ และก็ยังมีกลุ่ม E-Lifestyle อย่าง Alibaba หรือ Tencent ก็มีอยู่ในกองทุนนี้เช่นกัน
นอกจากนี้ก็ยังมีกลุ่มพลังงานสะอาดที่ถือว่าเป็น Megatrend ของโลกที่มีความต้องการให้ปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) ให้เหลือ 0 ภายในปี 2050 ซึ่งถือว่าเป็นภารกิจใหญ่ของโลกเลย รวมถึงหุ้นกลุ่มที่เติบโตได้ตามการบริโภคภายในประเทศที่เพิ่มสูงขึ้น เมื่อคนรวยก็มักจะซื้อกินซื้อใช้มากขึ้น กู้ยืมมากขึ้น เข้าลงทุนสินค้าทางกรเงินต่าง ๆ มากขึ้น อย่างเช่น AIA หรือบริษัทที่ปล่อยกู้สินเชื่อบ้านในอินเดียเป็นต้น
และแน่นอน Schroder ISF Emerging Asia เองสามารถชชนะ Benchmark ในระยะกลางถึงระยะยาวมาได้อย่างต่อเนื่องเช่นกัน
ยังไงทุกคนก็อย่าลืมศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมก่อนการลงทุนทุกครั้งนะ
สำหรับใครที่สนใจกองทุน SSF/RMF ที่เน้นกระจายการลงทุนใน ‘หุ้นจีน’ จากทาง บลจ.อีสท์ปริง (ประเทศไทย)
สามารถเข้าไปได้ที่ https://www.eastspring.co.th/rmfssf/
โทร 1725 หรือติดต่อโดยตรงที่หน้าทีทีบีได้ทุกสาขาทั่วประเทศไทย
*ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับสิทธิประโยชน์ทางภาษีที่ระบุไว้ในคู่มือการลงทุนในกองทุนรวมดังกล่าว และทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทนและความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน
อ่านเพิ่ม