5 ข้อต้องรู้ก่อนซื้อ "กองทุนตราสารหนี้"

5 ข้อต้องรู้ก่อนซื้อ “กองทุนตราสารหนี้”

3 min read  

ฉบับย่อ

  • การลงทุนตราสารหนี้จะได้ผลตอบแทนแบ่งเป็น 2 ส่วน ส่วนแรกจากดอกเบี้ยรับตามที่กำหนดไว้ (Coupon rate) อีกส่วนก็จะได้มาจากส่วนต่างราคาซื้อขาย (Capital gain) ดังนั้นผลรวมจากทั้ง 2 ส่วนนี้จะส่งผลต่อการปรับตัวขึ้นหรือลงของ NAV กองทุน
  • ผู้ลงทุนต้องเสียค่าธรรมเนียมอย่างแน่นอนเมื่อซื้อหรือขาย (Front-end / Back-end fee) นอกจากนี้ยังต้องเสียค่าใช้จ่ายที่เรียกเก็บจากกองทุน โดยจะเก็บจากเงินลงทุนของเราในกองทุนด้วยการตัดออกแบบรายวันจากมูลค่าเงินในพอร์ต ซึ่ง NAV ที่ประกาศออกมาทุกวันได้หักค่าใช้จ่ายไปแล้ว
  • การลงทุนตราสารหนี้รายตัวจะไม่ขาดทุนเหมือนกองทุนตราสารหนี้เป็นเรื่องที่ไม่จริง นักลงทุนที่ลงทุนในตราสารหนี้รายตัวแค่ไม่เห็นการขาดทุนจากการ Mark to Market ซึ่งหากนักลงทุนได้ทำการ Mark to Market ก็จะพบการขาดทุนได้เช่นกัน

รูปบน ของ desktop
รูปล่าง ของ mobile
Krungsri Asset กองทุนรวม
Krungsri Asset กองทุนรวม

จากตำราการทำ Asset Allocation นอกเหนือจากหุ้นแล้ว “ตราสารหนี้” เป็นอีกสินทรัพย์ที่มีบทบาทในการจัดพอร์ต ซึ่งในปัจจุบันมี “กองทุนตราสารหนี้” ในท้องตลาดมากมายให้เลือกลงทุน และเชื่อเลยว่ามีนักลงทุนหลายท่านที่กำลังพิจารณาเลือกลงทุนกองทุนตราสารหนี้อยู่

แต่ก่อนจะลงทุนพี่ทุยเลยขอพาไปดู 5 ข้อต้องรู้ก่อนซื้อกองทุนตราสารหนี้

1. “กองทุนตราสารหนี้” มีกี่ประเภท ?

ขั้นตอนแรกกองทุนตราสารหนี้ที่อยู่ในตลาดแบ่งเป็น 2 ประเภทหลัก ก็คือ “กองทุนตราสารหนี้ในประเทศ” และ “กองทุนตราสารหนี้ต่างประเทศ” 

สำหรับกองทุนในประเทศแบ่งได้อีกด้วยอายุตราสารหนี้ที่กองทุนสามารถลงทุนได้ขึ้นอยู่กับดัชนีอ้างอิง ดังนี้ กองทุนตราสารหนี้ระยะสั้น ระยะกลาง และระยะยาว ซึ่งส่วนใหญ่ก็จะลงทุนในพันธบัตรและหุ้นกู้เอกชนในประเทศไทย

ซึ่งสามารถตรวจสอบได้จากหนังสือชี้ชวนส่วนสรุปข้อมูลสำคัญกองทุนทั้งส่วนนโยบายการลงทุน สัดส่วนของประเภททรัพย์สินที่ลงทุน และดัชนีชี้วัด

5 ข้อต้องรู้ก่อนซื้อ "กองทุนตราสารหนี้"

ส่วนกองทุนตราสารหนี้ต่างประเทศในตลาดจะเป็นกองทุนแบบ Feeder fund โดยจะแบ่งตามภูมิภาคหลักหรือประเภทตราสารหนี้ที่ลงทุน เช่น กองทุนตราสารหนี้ทั่วโลก, กองทุนตราสารหนี้ Emerging markets, กองทุนตราสารหนี้เอเชีย, กองทุนตราสารหนี้สหรัฐฯ, กองทุนตราสารหนี้จีน, กองทุนตราสารหนี้เอกชนทั่วโลก เเละกองทุนตราสารหนี้ High yield เป็นต้น 

5 ข้อต้องรู้ก่อนซื้อ "กองทุนตราสารหนี้"

ซึ่งก็สามารถดูหนังสือชี้ชวนส่วนสรุปข้อมูลสำคัญกองทุนว่ากองทุนในไทยลงทุนผ่านกองทุนใดในต่างประเทศ จากนั้นควรเข้าไปดูขอบเขตการลงทุนของกองทุนต่างประเทศผ่านหนังสือชี้ชวนในส่วนดัชนีชี้วัด

การรู้ว่ากองทุนลงทุนในตราสารหนี้ประเภทใด ภูมิภาคใด จะช่วยให้ติดตามสภาวะการลงทุนได้อย่างถูกต้องเพื่อไม่ให้พลาดโอกาส

2. ผลตอบแทนกองทุนตราสารหนี้มาจากไหนบ้าง ?

ตราสารหนี้ไม่ว่าจะเป็นพันธบัตรหรือหุ้นกู้จะได้ผลตอบแทนแบ่งเป็น 2 ส่วน ส่วนแรกจากดอกเบี้ยรับตามที่กำหนดไว้ (Coupon rate) อาจจ่ายทุก 3 เดือน 6 เดือน หรือ 1 ปี อีกส่วนก็จะได้มาจากส่วนต่างราคาซื้อขาย (Capital gain) ซึ่งมาจากการนำตราสารหนี้ในพอร์ตกองทุนไป Mark to Market กับราคาในตลาดรอง ดังนั้นผลรวมจากทั้ง 2 ส่วนนี้จะส่งผลต่อการปรับตัวขึ้นหรือลงของ NAV กองทุน

3. “กองทุนตราสารหนี้” ขาดทุนได้

5 ข้อต้องรู้ก่อนซื้อ "กองทุนตราสารหนี้"

แน่นอนว่าการ Mark to Market กับราคาในตลาดรองเป็นปัจจัยที่มีโอกาสทำให้ NAV กองทุนปรับตัวลงได้ โดยมีหลายปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการเคลื่อนไหวของราคาในตลาดรอง เช่น แนวโน้มอัตราดอกเบี้ยขาขึ้นส่งผลให้ราคาในตลาดรองปรับตัวลง บริษัทที่ออกหุ้นกู้ถูกปรับลดอันดับความน่าเชื่อถือ ราคาหุ้นกู้ก็จะลดลง หรือสภาพเศรษฐกิจในประเทศซบเซาก็กดดันให้ราคาตราสารหนี้ปรับตัวลงได้เช่นกัน

4. ค่าธรรมเนียมสิ่งที่ทำร้ายผลตอบแทนกองทุนตราสารหนี้

ผู้ลงทุนต้องเสียค่าธรรมเนียมอย่างแน่นอนเมื่อซื้อหรือขาย (Front-end / Back-end fee) หากเป็นกองทุนตราสารหนี้ระยะสั้นก็อาจไม่เรียกเก็บ ส่วนกองทุนตราสารหนี้ต่างประเทศก็อาจมีค่าธรรมเนียมประมาณ 0.5-1%

5 ข้อต้องรู้ก่อนซื้อ "กองทุนตราสารหนี้"

นอกจากนี้ยังต้องเสียค่าธรรมเนียมเพิ่มอีก จากส่วนที่เรียกว่า ค่าใช้จ่ายที่เรียกเก็บจากกองทุน ซึ่งจะเก็บจากเงินลงทุนของเราในกองทุนด้วยการตัดออกแบบรายวันจากมูลค่าเงินในพอร์ต (โดยไม่รู้ตัว) เนื่องจาก NAV ที่ประกาศออกมาทุกวันได้หักค่าใช้จ่ายนี้ไปแล้วนั่นเอง

5 ข้อต้องรู้ก่อนซื้อ "กองทุนตราสารหนี้"

ทั้งค่าธรรมเนียมตอนซื้อขายและค่าใช้จ่ายที่เรียกเก็บจากกองทุนกระทบต่อผลตอบแทนของกองทุนรวมอย่างมากโดยเฉพาะกองทุนตราสารหนี้ เช่น กองทุนตราสารหนี้โลกที่คาดหวังผลตอบแทนเฉลี่ย 3-4% ต่อปี โดนหักค่าธรรมเนียมตอนซื้อไปแล้ว 1% ต้องลงทุนอย่างน้อย 3-4 เดือน ผลตอบแทนถึงจะกลับมาคุ้มทุน

นอกเหนือจากนั้นยังโดนหักค่าใช้จ่ายที่เรียกเก็บจากกองทุน 0.9966% ก็เรียกได้ว่าถ้าทำผลตอบแทนได้ 3-4% ก็จะเหลืออยู่ประมาณ 2-3% ยิ่งในยุคที่ดอกเบี้ยต่ำขนาดนี้โอกาสที่จะทำผลตอบแทนได้ถึง 3-4% ต่อปี ยิ่งเป็นเรื่องยาก ดังนั้นผลตอบแทนสุทธิอาจเสมอตัวเมื่อเทียบกับเงินเฟ้อได้เลย

5. ลงทุนตราสารหนี้ดีกว่ากองทุนตราสารหนี้จริงหรือ?

สิ่งที่นักลงทุนส่วนใหญ่มักเข้าใจผิดคือ การลงทุนตราสารหนี้รายตัวจะไม่ขาดทุนเหมือนกองทุนตราสารหนี้ ซึ่งในความจริงนั้นไม่เป็นความจริงเพราะนักลงทุนที่ลงทุนในตราสารหนี้รายตัวแค่ไม่เห็นการขาดทุนจากการ Mark to Market ซึ่งหากนักลงทุนได้ทำการ Mark to Market ก็จะพบการขาดทุนได้เช่นกัน

นักลงทุนสถาบันหรือกลุ่มกองทุนขนาดใหญ่มักมีได้รับโอกาสเลือกตราสารหนี้ก่อนนักลงทุนรายย่อย ซึ่งแน่นอนว่าก็ต้องเลือกของคุณภาพดี ผลตอบแทนเหมาะสม ดังนั้นนักลงทุนรายย่อยต้องใช้ความสามารถวิเคราะห์อย่างมาก และหากมีการผิดชำระหนี้นักลงทุนก็ต้องดำเนินการฟ้องร้องสร้างความยากลำบากมากขึ้น ท้ายที่สุดการลงทุนผ่านกองทุนตราสารหนี้ช่วยกระจายความเสี่ยงได้ดีกว่าลงทุนตราสารหนี้รายตัว

พี่ทุยหวังว่าข้อมูลเหล่านี้จะช่วยให้นักลงทุนหลายท่านเข้าใจมากขึ้นรวมไปถึงสามารถนำประยุกต์ใช้เพื่อลดความผิดพลาดในการลงทุนกองทุนตราสารหนี้

รูปบน ของ desktop
รูปล่าง ของ mobile
"ลงทุนหุ้น" ภายใน 30 วัน
"ลงทุนหุ้น" ภายใน 30 วัน
error: