จากตำราการทำ Asset Allocation นอกเหนือจากหุ้นแล้ว “ตราสารหนี้” เป็นอีกสินทรัพย์ที่มีบทบาทในการจัดพอร์ต ซึ่งในปัจจุบันมี “กองทุนตราสารหนี้” ในท้องตลาดมากมายให้เลือกลงทุน และเชื่อเลยว่ามีนักลงทุนหลายท่านที่กำลังพิจารณาเลือกลงทุนกองทุนตราสารหนี้อยู่
แต่ก่อนจะลงทุนพี่ทุยเลยขอพาไปดู 5 ข้อต้องรู้ก่อนซื้อกองทุนตราสารหนี้
1. “กองทุนตราสารหนี้” มีกี่ประเภท ?
ขั้นตอนแรกกองทุนตราสารหนี้ที่อยู่ในตลาดแบ่งเป็น 2 ประเภทหลัก ก็คือ “กองทุนตราสารหนี้ในประเทศ” และ “กองทุนตราสารหนี้ต่างประเทศ”
สำหรับกองทุนในประเทศแบ่งได้อีกด้วยอายุตราสารหนี้ที่กองทุนสามารถลงทุนได้ขึ้นอยู่กับดัชนีอ้างอิง ดังนี้ กองทุนตราสารหนี้ระยะสั้น ระยะกลาง และระยะยาว ซึ่งส่วนใหญ่ก็จะลงทุนในพันธบัตรและหุ้นกู้เอกชนในประเทศไทย
ซึ่งสามารถตรวจสอบได้จากหนังสือชี้ชวนส่วนสรุปข้อมูลสำคัญกองทุนทั้งส่วนนโยบายการลงทุน สัดส่วนของประเภททรัพย์สินที่ลงทุน และดัชนีชี้วัด
ส่วนกองทุนตราสารหนี้ต่างประเทศในตลาดจะเป็นกองทุนแบบ Feeder fund โดยจะแบ่งตามภูมิภาคหลักหรือประเภทตราสารหนี้ที่ลงทุน เช่น กองทุนตราสารหนี้ทั่วโลก, กองทุนตราสารหนี้ Emerging markets, กองทุนตราสารหนี้เอเชีย, กองทุนตราสารหนี้สหรัฐฯ, กองทุนตราสารหนี้จีน, กองทุนตราสารหนี้เอกชนทั่วโลก เเละกองทุนตราสารหนี้ High yield เป็นต้น
ซึ่งก็สามารถดูหนังสือชี้ชวนส่วนสรุปข้อมูลสำคัญกองทุนว่ากองทุนในไทยลงทุนผ่านกองทุนใดในต่างประเทศ จากนั้นควรเข้าไปดูขอบเขตการลงทุนของกองทุนต่างประเทศผ่านหนังสือชี้ชวนในส่วนดัชนีชี้วัด
การรู้ว่ากองทุนลงทุนในตราสารหนี้ประเภทใด ภูมิภาคใด จะช่วยให้ติดตามสภาวะการลงทุนได้อย่างถูกต้องเพื่อไม่ให้พลาดโอกาส
2. ผลตอบแทนกองทุนตราสารหนี้มาจากไหนบ้าง ?
ตราสารหนี้ไม่ว่าจะเป็นพันธบัตรหรือหุ้นกู้จะได้ผลตอบแทนแบ่งเป็น 2 ส่วน ส่วนแรกจากดอกเบี้ยรับตามที่กำหนดไว้ (Coupon rate) อาจจ่ายทุก 3 เดือน 6 เดือน หรือ 1 ปี อีกส่วนก็จะได้มาจากส่วนต่างราคาซื้อขาย (Capital gain) ซึ่งมาจากการนำตราสารหนี้ในพอร์ตกองทุนไป Mark to Market กับราคาในตลาดรอง ดังนั้นผลรวมจากทั้ง 2 ส่วนนี้จะส่งผลต่อการปรับตัวขึ้นหรือลงของ NAV กองทุน
3. “กองทุนตราสารหนี้” ขาดทุนได้
แน่นอนว่าการ Mark to Market กับราคาในตลาดรองเป็นปัจจัยที่มีโอกาสทำให้ NAV กองทุนปรับตัวลงได้ โดยมีหลายปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการเคลื่อนไหวของราคาในตลาดรอง เช่น แนวโน้มอัตราดอกเบี้ยขาขึ้นส่งผลให้ราคาในตลาดรองปรับตัวลง บริษัทที่ออกหุ้นกู้ถูกปรับลดอันดับความน่าเชื่อถือ ราคาหุ้นกู้ก็จะลดลง หรือสภาพเศรษฐกิจในประเทศซบเซาก็กดดันให้ราคาตราสารหนี้ปรับตัวลงได้เช่นกัน
4. ค่าธรรมเนียมสิ่งที่ทำร้ายผลตอบแทนกองทุนตราสารหนี้
ผู้ลงทุนต้องเสียค่าธรรมเนียมอย่างแน่นอนเมื่อซื้อหรือขาย (Front-end / Back-end fee) หากเป็นกองทุนตราสารหนี้ระยะสั้นก็อาจไม่เรียกเก็บ ส่วนกองทุนตราสารหนี้ต่างประเทศก็อาจมีค่าธรรมเนียมประมาณ 0.5-1%
นอกจากนี้ยังต้องเสียค่าธรรมเนียมเพิ่มอีก จากส่วนที่เรียกว่า ค่าใช้จ่ายที่เรียกเก็บจากกองทุน ซึ่งจะเก็บจากเงินลงทุนของเราในกองทุนด้วยการตัดออกแบบรายวันจากมูลค่าเงินในพอร์ต (โดยไม่รู้ตัว) เนื่องจาก NAV ที่ประกาศออกมาทุกวันได้หักค่าใช้จ่ายนี้ไปแล้วนั่นเอง
ทั้งค่าธรรมเนียมตอนซื้อขายและค่าใช้จ่ายที่เรียกเก็บจากกองทุนกระทบต่อผลตอบแทนของกองทุนรวมอย่างมากโดยเฉพาะกองทุนตราสารหนี้ เช่น กองทุนตราสารหนี้โลกที่คาดหวังผลตอบแทนเฉลี่ย 3-4% ต่อปี โดนหักค่าธรรมเนียมตอนซื้อไปแล้ว 1% ต้องลงทุนอย่างน้อย 3-4 เดือน ผลตอบแทนถึงจะกลับมาคุ้มทุน
นอกเหนือจากนั้นยังโดนหักค่าใช้จ่ายที่เรียกเก็บจากกองทุน 0.9966% ก็เรียกได้ว่าถ้าทำผลตอบแทนได้ 3-4% ก็จะเหลืออยู่ประมาณ 2-3% ยิ่งในยุคที่ดอกเบี้ยต่ำขนาดนี้โอกาสที่จะทำผลตอบแทนได้ถึง 3-4% ต่อปี ยิ่งเป็นเรื่องยาก ดังนั้นผลตอบแทนสุทธิอาจเสมอตัวเมื่อเทียบกับเงินเฟ้อได้เลย
5. ลงทุนตราสารหนี้ดีกว่ากองทุนตราสารหนี้จริงหรือ?
สิ่งที่นักลงทุนส่วนใหญ่มักเข้าใจผิดคือ การลงทุนตราสารหนี้รายตัวจะไม่ขาดทุนเหมือนกองทุนตราสารหนี้ ซึ่งในความจริงนั้นไม่เป็นความจริงเพราะนักลงทุนที่ลงทุนในตราสารหนี้รายตัวแค่ไม่เห็นการขาดทุนจากการ Mark to Market ซึ่งหากนักลงทุนได้ทำการ Mark to Market ก็จะพบการขาดทุนได้เช่นกัน
นักลงทุนสถาบันหรือกลุ่มกองทุนขนาดใหญ่มักมีได้รับโอกาสเลือกตราสารหนี้ก่อนนักลงทุนรายย่อย ซึ่งแน่นอนว่าก็ต้องเลือกของคุณภาพดี ผลตอบแทนเหมาะสม ดังนั้นนักลงทุนรายย่อยต้องใช้ความสามารถวิเคราะห์อย่างมาก และหากมีการผิดชำระหนี้นักลงทุนก็ต้องดำเนินการฟ้องร้องสร้างความยากลำบากมากขึ้น ท้ายที่สุดการลงทุนผ่านกองทุนตราสารหนี้ช่วยกระจายความเสี่ยงได้ดีกว่าลงทุนตราสารหนี้รายตัว
พี่ทุยหวังว่าข้อมูลเหล่านี้จะช่วยให้นักลงทุนหลายท่านเข้าใจมากขึ้นรวมไปถึงสามารถนำประยุกต์ใช้เพื่อลดความผิดพลาดในการลงทุนกองทุนตราสารหนี้