ทำไม “นิตยสาร Forbes” จัดอันดับ “มหาเศรษฐีโลก” ได้ - เริ่มต้นจากอะไร ?

ทำไม “นิตยสาร Forbes” จัดอันดับ “มหาเศรษฐีโลก” ได้ – เริ่มต้นจากอะไร ?

3 min read  

ฉบับย่อ

  • นิตยสารการเงิน Forbes เริ่มจัดอันดับมหาเศรษฐีที่รวยที่สุดของสหรัฐฯ ครั้งแรก ค.ศ. 1982 หลังจากนั้นจึงเริ่มจัดอันดับมหาเศรษฐีรวยที่สุดในโลก ค.ศ. 1987 จนถึงปัจจุบัน
  • มหาเศรษฐีอันดับ 1 ของโลกคนแรกที่ Forbes จัดอันดับคือ Yoshiaki Tsutsumi เจ้าของธุรกิจโรงแรมและสัมปทานรางรถไฟในญี่ปุ่น เขาอยู่ในอันดับ 1 นานถึง 4 ปี
  • Bill Gates เจ้าพ่อ Microsoft รั้งตำแหน่งคนรวยที่สุดในโลกต่อเนื่องกันยาวถึง 13 ปี ก่อนจะเสียตำแหน่งให้กับ Warren Buffett แต่รวม ๆ แล้ว จนถึงปัจจุบันเขาครองตำแหน่งคนที่รวยที่สุดในโลกมากถึง 18 ปี

รูปบน ของ desktop
รูปล่าง ของ mobile
"เปิดบัญชี Windsor Broker"
"เปิดบัญชี Windsor Broker"

นิตยสาร Forbes ของสหรัฐฯ ได้จัดอันดับมหาเศรษฐีของปี 2022 โดยเจ้าของสถิติอันดับ 1 ตกเป็นของ Elon Musk ผู้บริหารบริษัท Tesla และเขาเพิ่งซื้อหุ้นของบริษัทสื่อสังคมออนไลน์อย่าง Twitter ไป ก่อนหน้านั้นไม่นาน Elon Musk มีทรัพย์สินทั้งสิ้น 219,000 ล้านดอลลาร์ แซงหน้า Jeff Bezos ผู้บริหารบริษัทค้าปลีกออนไลน์ Amazon 

เมื่อ Forbes ประกาศผลการจัดอันดับแบบนี้ทุกปี แฟน ๆ ของพี่ทุยอาจจะอยากรู้ว่า นิตยสาร Forbes เป็นใคร ? ทำไมถึงลุกขึ้นมาจัดอันดับมหาเศรษฐีของโลก วันนี้พี่ทุยเอาเกร็ดประวัติศาสตร์ของนิตยสาร Forbes มาเล่าให้ฟัง

นิตยสารการเงินอายุร้อยกว่าปีที่ชื่อว่า Forbes

นิตยสาร Forbes เป็นนิตยสารการเงินการลงทุนของสหรัฐฯ ก่อตั้งเมื่อ ค.ศ. 1917 โดย Bertie Charles Forbes เป็นนักเขียนผลงานเกี่ยวกับการเงินการลงทุนมาก่อน นิตยสารเล่มนี้เป็นหนังสือนิตยสารการเงินหัวแรก ๆ ของสหรัฐฯ ออกเป็นรายปักษ์หรือสัปดาห์เว้นสัปดาห์ มีบทบาทสำคัญในช่วง ค.ศ. 1920-1930 ก่อนจะมีนิตยสารดังอย่าง Business Week และ Fortune เกิดขึ้นตามมาทีหลังและดังกว่า เพราะ Fortune เริ่มเผยแพร่การจัดอันดับบริษัทที่มีรายได้สูงที่สุดในโลก 500 อันดับแรกหรือนักลงทุนคุ้นหูกันดีว่า Fortune 500 มาตั้งแต่ ค.ศ. 1955 

เมื่อ “นิตยสาร Forbes” อยากจัดอันดับมหาเศรษฐีอเมริกัน

ต่อมา Forbes เริ่มลงเล่นสนามการจัดอันดับกับเขาด้วยเหมือนกัน โดยเริ่มเผยแพร่สถิติมหาเศรษฐีที่ร่ำรวยที่สุดในสหรัฐฯ เมื่อ ค.ศ. 1982 กับการจัดอันดับในชื่อว่า Forbes Richest 400 (มหาเศรษฐีอเมริกันที่รวยที่สุด 400 อันดับแรก) และทำให้ Forbes กลับมาอยู่ในความสนใจของผู้ติดตามข่าวการเงินผ่านนิตยสารอีกครั้ง

แนวคิดของการจัดอันดับครั้งนี้มาจากการตั้งคำถามของ Malcolm Forbes ทายาท Bertie Charles Forbes และเป็นผู้บริหารนิตยสารในตอนนั้นว่า ถ้าหากเขาอยากรู้ว่าใครรวยที่สุดในสหรัฐฯ เขาจะหาคำตอบได้จากไหน? นั่นทำให้ Jim Michaels บรรณาธิการและ Harold Seneker ผู้ช่วยบรรณาธิการต้องรับโจทย์ยากของเจ้านายเพื่อหาคำตอบ 

ที่ยากก็เพราะไม่มีใครหรือหน่วยงานไหนเคยจัดอันดับสถิติเศรษฐีผู้ร่ำรวยที่สุดของสหรัฐฯ อย่างจริงจังมาก่อน แถมยังไม่รู้อีกด้วยว่า หากเดินหน้าถามข้อมูลนี้จากเศรษฐีทุกคนและบริษัทต่าง ๆ พวกเขาจะยอมตอบข้อมูลจริงกันมั้ย และทีม Forbes จะตกหล่นรายชื่อของใครคนไหนไปหรือเปล่า? (ลองนึกถึงยุคที่ไม่มี Google ให้หาข้อมูล และทุกอย่างยังถูกบันทึกไว้เป็น “กระดาษ” ดูนะ)

ภารกิจตามหาข้อมูล “มหาเศรษฐี” ผู้ร่ำรวยจากทั่วสหรัฐฯ

แต่นั่นก็ไม่ได้ทำให้ Harold Seneker เจ้าของงานสำคัญครั้งนี้ของ Forbes จะล้มเลิกการจัดอันดับไปได้ เขาและทีมใช้เวลาร่วมปีในการเดินทางสัมภาษณ์กับเหล่ามหาเศรษฐี หน่วยงานทั้งรัฐและเอกชนทั่วประเทศด้วยตัวเองมากกว่า 1,000 ครั้ง รวมถึงขอข้อมูลจากนักข่าวสำหรับมหาเศรษฐีคนที่ไม่ยอมเปิดเผยข้อมูล 

เรื่องตลกระหว่างการสัมภาษณ์ครั้งหนึ่งก็คือ ทีมงาน Forbes ได้รับโทรศัพท์จากนักธุรกิจชื่อดังนามว่า Donald Trump (คนเดียวกับอดีตประธานาธิบดีสหรัฐฯ คนนั้นนั่นแหละ) ที่โทรมาล็อบบี้ว่าเขาร่ำรวยมากขนาดไหน ก่อนที่สุดท้ายทีม Forbes จะพบว่านั่นไม่ใช่ตัวเลขทรัพย์สินของตา Trump จริง ๆ! 

ความมหัศจรรย์ของการจัดอันดับของ Forbes ก็คือ เมื่อจัดหลายปีและมากครั้งขึ้นเรื่อย ๆ มหาเศรษฐีแต่ละคน บริษัทต่าง ๆ ของพวกเขา และสถาบันการเงินต่าง ๆ ก็จะโทรมาแจ้งข้อมูลทางการเงินที่ถูกต้องเอง เพื่อไม่ให้ Forbes รายงานผิดพลาด และนั่นก็ทำให้ทีม Forbes ได้ข้อมูลจากหลากหลายทางเพื่อนำมา cross-check ตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูลอันดับมหาเศรษฐีด้วยกันเอง

มหาเศรษฐีโลกอันดับ 1 คนแรกเป็นชาวเอเชีย ?

หลังจากจัดอันดับ Forbes Richest 400 มาได้ 5 ปี Forbes ก็เริ่มเผยแพร่อันดับมหาเศรษฐีของโลกที่ไม่ใช่เฉพาะแค่เศรษฐีในสหรัฐฯ เท่านั้น โดยขยายไปจัดอันดับมหาเศรษฐีของโลกเลย พวกเขาใช้เกณฑ์ว่า หากเศรษฐีคนไหนมีทรัพย์สินมากกว่า 1,000 ล้านดอลลาร์ก็จะถูกนำชื่อมาจัดอันดับด้วย ใน ค.ศ. 1987 Forbes นับเศรษฐีที่เข้าเกณฑ์ได้ 140 คนจาก 24 ประเทศ และรู้หรือไม่ว่า มหาเศรษฐีอันดับ 1 คนแรกของ Forbes ในปีนั้นกลับไม่ใช่ชาวตะวันตกแต่เป็นชาวเอเชีย 

เขาคนนั้นคือ Yoshiaki Tsutsumi เจ้าของทรัพย์สิน 20,000 ล้านดอลลาร์ เจ้าของธุรกิจโรงแรมและสัมปทานรางรถไฟในญี่ปุ่น เขาอยู่ในอันดับ 1 นาน 4 ปีก่อนจะเสียตำแหน่งอันดับ 1 ให้กับ Taikichiro Mori เจ้าของธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ชาวญี่ปุ่นอีกคน แต่ในปี ค.ศ. 1993-1994 Yoshiaki Tsutsumi ก็กลับมาทวงตำแหน่งคืนไปได้

เจ้าของสถิติรวยที่สุด-ยาวนานที่สุดในโลกของ “นิตยสาร Forbes” ก็คือ…?

ส่วนผู้ที่อยู่รวยอันดับ 1 เป็นมหาเศรษฐีโลกมากครั้งและยาวนานที่สุดก็คือใคร เขาคนนั้นก็คือเจ้าพ่อ Microsoft อย่าง Bill Gates นั่นเอง 

ชื่อของเขาขึ้นอันดับ 1 ครั้งแรกในปี ค.ศ. 1995 กับทรัพย์สิน 12,900 ล้านดอลลาร์ในปีที่หุ้นของ Microsoft ทยานขึ้นอย่างมหาศาล ก่อนที่ปี ค.ศ. 1999 เขาจะมีทรัพย์สินเพิ่มขึ้นกว่าเดิมไปอีกเกือบ 10 เท่าที่ 128,000 ล้านดอลลาร์ 

Bill Gates รั้งตำแหน่งคนรวยที่สุดในโลกต่อเนื่องกัน 13 ปี ก่อนที่ ค.ศ. 2008 เขาจะเสียตำแหน่งให้กับปู่ Warren Buffett แห่ง Berkshire Hathaway ที่ชนะไป เพราะในปีนั้นหุ้นของ Microsoft ตกลง 15% หลังเทคโอเวอร์คู่แข่งอย่าง Yahoo ส่วนหุ้นของ Berkshire Hathaway นั้นขึ้นในปีนั้นถึง 18%

อย่างไรก็ตาม ใน ค.ศ. 2009 Bill Gates ก็กลับมาทวงสถิติได้อีกครั้ง รวมถึงใน ค.ศ. 2014-2017 ด้วย ทำให้รวมแล้ว Bill Gates ครองสถิติรวยที่สุดในโลกทั้งหมดมากถึง 18 ปีด้วยกัน ส่วนปู่ Warren Buffett ก็ครองสถิติที่ไม่ธรรมดา เพราะเขากลายเป็นเศรษฐีหนึ่งในไม่กี่คนที่ยังมีชีวิตอยู่ และอยู่ในการจัดอันดับมาตลอดตั้งแต่เริ่มแรก ค.ศ. 1987 จนถึงปัจจุบันเลยทีเดียว

คงต้องมาติดตามกันต่อไป (อีกหลายปี) ว่า สองมหาเศรษฐีนักธุรกิจในยุคปัจจุบันอย่าง Jeff Bezos ผู้ครองตำแแหน่งมาแล้ว 4 ปีและ Elon Musk ผู้ที่เพิ่งครองตำแหน่งปีนี้เป็นปีแรก ใครจะโค่นสถิติ 18 ปีของ Bill Gates ลงได้ หรือไม่แน่นะ เขา อาจจะมาเพิ่มสถิติมากขึ้นไปอีกในเร็ว ๆ นี้ก็ได้.

อ่านเพิ่ม

รูปบน ของ desktop
รูปล่าง ของ mobile
error: