“หมู่เกาะเคย์แมน” ดินแดนแห่งการฟอกเงิน สวรรค์ของคนรวยหนีภาษี

“หมู่เกาะเคย์แมน” ดินแดนแห่งการฟอกเงิน สวรรค์ของคนรวยหนีภาษี

3 min read  

ฉบับย่อ

  • หมู่เกาะเคย์แมนตั้งอยู่ในทะเลแคริบเบียน ทางใต้ของสหรัฐฯ ถูกค้นพบครั้งแรกโดย Christopher Columbus ต่อมาตกเป็นเมืองอาณานิคมของอังกฤษ มีตำนานว่าเจ้าชายอังกฤษเคยรอดชีวิตจากเรือแตก จนกษัตริย์ผู้เป็นพ่อสั่งยกเว้นภาษีให้คนบนเกาะตลอดไป
  • มีชื่อเสียงด้านธุรกิจการเงินและการธนาคาร เป็นจุดหมายปลายของบุคคลระดับโลกและบริษัทชั้นนำในการซุกซ่อนเงินที่ไม่อยากถูกตรวจสอบ ปัจจุบันมีบริษัทที่จดทะเบียนมากกว่า 100,000 บริษัท มากกว่าจำนวนประชากรบนเกาะ
  • ปี 2019  หมู่เกาะเคย์แมนมี GDP สูงกว่าไทย 165 เท่า และใน ปี 2020 ดัชนีชี้วัดชื่อว่า Financial Secrecy Index ได้จัดให้เป็นดินแดนที่รักษาความลับทางการเงินได้เก่งที่สุดในโลก

รูปบน ของ desktop
รูปล่าง ของ mobile

พี่ทุยคิดว่าบรรดานักลงทุนทั้งหลายน่าจะเคยได้ยินชื่อ “หมู่เกาะเคย์แมน” ผ่านหูกันมาบ้าง เพราะสถานที่แห่งนี้ถูกจดจำในฐานะ Tax heaven ดินแดนปลอดภาษีที่ซุกซ่อนเงินของนักธุรกิจและบริษัทชั้นนำทั่วโลกไปจนถึงการตลาดมืดของอาชญากรรมทางการเงิน

คนทั่วไปอาจรู้จักหมู่เกาะแห่งนี้ผ่านหนังดังเรื่อง The Firm (1993) ที่มีพระเอก Tom Cruise แสดงนำ แล้ว “หมู่เกาะเคย์แมน” มีที่มาที่ไปยังไง เรื่องราวของเกาะแห่งนี้ที่มีจำนวนบริษัทมากกว่าจำนวนบนเกาะและกลายเป็นสวรรค์ของการฟอกเงินจะมีอะไรน่าสนใจบ้าง วันนี้พี่ทุยจะมาเล่าให้ฟัง

ประวัติศาสตร์ “หมู่เกาะเคย์แมน”

หมู่เกาะเคย์แมนตั้งอยู่บริเวณทะเลแคริบเบียนหรืออเมริกากลาง อยู่ใต้สหรัฐฯ บริเวณใกล้เคียงกับคิวบา มีพื้นที่ 264 ตารางกิโลเมตร (ขนาดใหญ่กว่าเกาะสมุย จังหวัดสุราษฎร์ธานีไม่มากนัก)

หมู่เกาะเคย์แมนถูกค้นพบครั้งแรกโดย Christopher Columbus (นักสำรวจคนดังผู้ค้นพบทวีปอเมริกาเป็นคนแรก) เมื่อ 10 พ.ค. 1503 ซึ่งนับเป็นการเดินทางสำรวจโลกรอบที่ 4 ของเขาก่อนที่เขาจะเสียชีวิตในอีก 3 ปีต่อมา

เดิมทีเกาะแห่งนี้เคยมีชื่อตามภาษาท้องถิ่นว่า Las Tortugas ที่แปลว่าเกาะเต่า เนื่องจากมีเต่าเป็นจำนวนมาก และยังเป็นธุรกิจหลักของชาวเคย์แมนที่จับเต่าส่งขายที่จาไมกาอย่างเป็นล่ำเป็นสัน

“หมู่เกาะเคย์แมน” ดินแดนแห่งการฟอกเงิน สวรรค์ของคนรวยหนีภาษี

ส่วนที่มาของชื่อเกาะเคย์แมนนั้นมาจากนักสำรวจชื่อ Cayman ผู้มาค้นพบเกาะนี้อีกครั้ง เมื่อปี 1523 จนกระทั่งปี 1586 Sir Francis Drake นักสำรวจชาวอังกฤษได้เดินทางมาถึงหมู่เกาะเคย์แมนเป็นหนที่ 3 และได้เข้ายึดครองเป็นอาณานิคมของอังกฤษ

ต่อมาในปี 1670 ภายใต้ข้อตกลงมาดริดได้กำหนดให้จาไมกาและหมู่เกาะในแถบทะเลแคริบเบียน (รวมถึงหมู่เกาะเคย์แมนด้วย) ตกเป็นของอังกฤษอย่างเป็นทางการ จนกระทั่งจาไมกาประกาศตัวเป็นอิสระในปี 1962 ส่วนหมู่เกาะเคย์แมนนั้นยังตกอยู่ภายใต้การปกครองของอังกฤษมาจนถึงปัจจุบัน

“หมู่เกาะเคย์แมน” ดินแดนแห่งการฟอกเงิน สวรรค์ของคนรวยหนีภาษี

หมู่เกาะเคย์แมนมีรัฐธรรมนูญของตัวเองฉบับแรกเมื่อปี 1972 ต่อมาอังกฤษได้ยืนยันว่าจะปกครองเคย์แมนภายใต้หลักการสิทธิมนุษยชนสากลของสหภาพยุโรป ช่วงปี 1999 ต่อมาก็ได้ให้สิทธิพลเมืองอังกฤษกับชาวเคย์แมนทุกคนในปี 2002

ด้วยความเป็นมาทางประวัติศาสตร์นี้ จึงทำให้ประชากรส่วนใหญ่ของหมู่เกาะเคย์แมนเต็มไปด้วยทหารเรืออังกฤษและทาสชาวแอฟริกาที่ถูกขายมาอยู่ที่เกาะแห่งนี้จนต่อมาจำนวนประชากรมีมากขึ้นตลอดศตวรรษที่ 18 นอกจากนั้นก็ยังมีโจรสลัดและกลุ่มคนเรือแตกที่รอดชีวิตจากเรือล่มซึ่งส่วนใหญ่เป็นผู้อพยพชาวสเปนอาศัยอยู่บนเกาะแห่งนี้ด้วย

เล่าถึงตรงนี้ทุกคนอาจจะนึกภาพจากบรรยากาศจากในหนัง Pirates of the Caribbean (2003) ก็ไม่ถือว่าผิด

ตำนานเล่าขานก่อกำเนิด “หมู่เกาะเคย์แมน” ดินแดนปลอดภาษี

มีการเล่าขานกันว่า ในปี 1974 เรือสินค้าของอังกฤษจำนวน 10 ลำเกิดอับปางลงแถวตะวันออกของหมู่เกาะ ผู้คนของเคย์แมนต่างไม่ลังเลที่จะเข้าไปช่วยผู้รอดชีวิต ผู้รอดชีวิตในครั้งนั้นคนหนึ่งเป็นเจ้าชายลูกหลานของพระเจ้า George ที่ 3 แห่งอังกฤษอยู่ด้วย ทำให้พระเจ้า George ประกาศไม่เก็บภาษีจากเกาะเคย์แมนอีกต่อไปเพื่อแทนคุณความกล้าหาญในครั้งนี้ นี่จึงเป็นตำนาน “ที่มาที่ไป” ที่อาจจะทำให้เคย์แมนเป็นแดนปลอดภาษีมาจนถึงปัจจุบัน

“หมู่เกาะเคย์แมน” ดินแดนแห่งการฟอกเงิน สวรรค์ของคนรวยหนีภาษี

อย่างไรก็ตาม เรื่องเล่านี้ไม่มีเอกสารหลักฐานยืนยันข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์ เป็นเพียงตำนานที่บอกเล่ากันต่อ ๆ มา

ส่วนข้อมูลที่อ้างอิงได้จริงถึงการที่รัฐบาลไม่เก็บภาษีประชาชนจนถึงกลางศตวรรษที่ 20 นั้น มีการบันทึกไว้ว่าเป็นเพราะประชากรมีน้อยมากและยังประกอบอาชีพเลี้ยงสัตว์ ทำประมง ค้าขายเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่ทำให้ประชาชนมีรายได้ไม่มากนัก รัฐจึงเลือกจะยกเว้นการเก็บภาษีให้กับทุกคนไปเลยง่ายกว่า

ความรุ่งเรืองของการท่องเที่ยวและธุรกิจธนาคาร

ธุรกิจการบิน การท่องเที่ยว โรงแรม และการธนาคารเริ่มเกิดขึ้นที่เคย์แมนช่วงทศวรรษ 1950-1960 เมื่อหลายธุรกิจดูจะไปได้สวย รัฐบาลของเคย์แมนก็ตัดสินใจออกกฎหมายยกเว้นภาษีเต็มรูปแบบเพื่อส่งเสริมให้ธุรกิจการต่าง ๆ เติบโตอย่างก้าวกระโดด

เคย์แมนได้กลายเป็นจุดหมายปลายทางด้านการท่องเที่ยวแถบทะเลแคริบเบียน ประชากรจากหลักร้อยคนได้เพิ่มเป็นหลักหมื่นในช่วงไม่กี่ปี เต็มไปด้วยเชื้อชาติต่าง ๆ มากกว่า 130 เชื้อชาติ และมีนักท่องเที่ยวเดินทางมาที่นี่มากกว่า 2 ล้านคนต่อปี

ในปี 2019  หมู่เกาะเคย์แมนมี GDP สูงที่สุดในประวัติศาสตร์ของตัวเองราว 90,000 ล้านดอลลาร์ (หรือประมาณ 3.1 ล้านล้านบาท สูงกว่าไทยในปีเดียวกันนั้นถึง 165 เท่า) รายได้หลักมาจากธุรกิจการธนาคารและให้บริการด้านการเงินมากกว่า 90% ที่เหลืออีกเล็กน้อยเป็นรายได้จากอุตสาหกรรมและเกษตรกรรม

ส่วนในปี 2021 ก็มีจำนวนบริษัทที่จดทะเบียนดำเนินการมากถึง 116,996 บริษัท เป็นบริษัทจดทะเบียนใหม่ภายในปีเดียวมากถึง 16,748 บริษัท ซึ่งเป็นสถิติมากที่สุดที่เคยมีมาของเกาะ และเมื่อเทียบกับจำนวนประชากรของเกาะในปัจจุบันซึ่งมีเพียง 65,720 คน จะเห็นว่า “หมู่เกาะเคย์แมนมีจำนวนบริษัทมากกว่าประชากรบนเกาะตัวเองรวมกันทั้งหมดเสียอีก”

สวรรค์ “ปลอดภาษี” ดินแดนแห่งการ “ฟอกเงิน”

เกาะเคย์แมนมีหลายปัจจัยที่ดึงดูดนักลงทุนและเจ้าของกิจการทั่วโลก เช่น การไม่เก็บภาษีรายได้นิติบุคคล กำไรจากผลประกอบการหรือการลงทุน ดินแดนแห่งนี้ถูกขนานนามในหลายชื่อไม่ว่าจะเป็น Tax heaven, No-tax jurisdiction (ดินแดนปลอดภาษี) หรือ Secrecy jurisdictions (ดินแดนที่มีขอบเขตอำนาจเป็นความลับ) 

ที่นี่บริษัทจดทะเบียนทั้งหลายไม่มีข้อผูกมัดต้องรายงานข้อมูลต่อรัฐบาล มีกฎหมายรักษาข้อมูลทางธุรกิจและธุรกรรมการเงินของกิจการบริษัทต่างประเทศไว้เป็นความลับ คล้ายกับที่สวิตเซอร์แลนด์ทำ

เกาะเคย์แมนมีข้อตกลงกับหลายประเทศเพื่อที่จะไม่เข้ามาตรวจสอบธุรกรรมทางการเงิน เช่น ข้อตกลงกับสหรัฐฯ ด้วยเหตุนี้เกาะเคย์แมนจึงเป็นสถานที่ที่ทั้งง่ายและสะดวกสบายต่อบุคคลและธุรกิจที่มีความลับ ต้องการหลบเลี่ยงจากสายตากฎหมายประเทศตัวเอง ไปจนถึงธุรกิจอาชญากรรมทางการเงินข้ามประเทศ

ปี 2016 เอกสารลับของบุคคลสำคัญของโลก อาทิ นักการเมืองมากกว่า 330 คน จาก 90 ประเทศ รวมถึงบริษัทชั้นนำได้หลุดรั่วออกมาครั้งใหญ่ที่สุดครั้งหนึ่ง เอกสารลับชุดนี้เรียกว่า “แพนดอรา เปเปอร์ส” (Pandora paper) เปิดเผยว่าบริษัทนอร์มินีหรือบริษัทกระดาษที่ถูกตั้งขึ้นในชื่อเรียกว่า บริษัท ออฟชอร์ (Offshore) จะทำหน้าที่ซ่อนทรัพย์สินที่เป็นความลับไว้

ชุดเอกสารที่หลุดออกมานี้มีขนาดข้อมูลถึง 2.94 เทระไบต์ตกถึงมือสมาคมนักข่าวสืบสวนระหว่างประเทศ (ICIJ) ซึ่งทำการแชร์ไปยังสำนักข่าวและสื่อพันธมิตรทั่วโลก ระบุว่า ทรัพย์สินมหาศาลถูกซุกซ่อนไว้ยังเกาะบริติชเวอร์จิน, สาธารณรัฐเซเชลส์, ฮ่องกง, ปานามา, เซาต์ ดาโกตา และแน่นอนว่าต้องมีหมู่เกาะเคย์แมนด้วย

ปี 2020 หมู่เกาะเคย์แมนได้รับการจัดอันดับจากดัชนี Financial Secrecy Index ให้เป็นดินแดนที่รักษาความลับทางการเงินได้เก่งที่สุดในโลก ดัชนีนี้ยังชี้อีกว่า สัดส่วนของการให้บริการด้านการเงินข้ามพรมแดนมายังเคย์แมนก็สูงถึง 4.58% ของโลกด้วย (ส่วนประเทศที่มีค่าดัชนีความลับทางการเงินรองลงมาคือ สหรัฐฯ สวิตเซอร์แลนด์ ฮ่องกง และสิงคโปร์ตามลำดับ) 

แต่ถ้าหากจะดูค่าดัชนีระดับ “เครือข่ายประเทศ” ที่มีความลับทางการเงินสูงที่สุดในโลก เจ้าของตำแหน่งนี้ตกเป็นของอังกฤษ เพราะทั้งหมู่เกาะเคย์แมน หมู่เกาะบริติชเวอร์จิน สองเกาะแหล่งซุกซ่อนเงินระดับโลกก็อยู่ในเครือข่ายการปกครองของอังกฤษทั้งหมด นอกจากนี้จากรายงานข่าวของสำนักข่าวรอยเตอร์ ปี 2021 ระบุว่า หมู่เกาะเคย์แมนเป็นดินแดนที่ถูกซุกซ่อนเงินจากการทำธุรกิจและมีการฟอกเงินมากที่สุดในโลกอีกด้วย

อ่านเพิ่ม

อ้างอิง

รูปบน ของ desktop
รูปล่าง ของ mobile
error: