ส่องประวัติ Bill Gates เจ้าพ่อ Microsoft ทั้งด้านสว่างและด้านมืด

ส่องประวัติ Bill Gates เจ้าพ่อ Microsoft ทั้งด้านสว่างและด้านมืด

6 min read  

ฉบับย่อ

  • Bill Gates แฮ็กคอมพิวเตอร์เป็นตั้งแต่อายุ 13 และเขียนโปรแกรมคอมพิวเตอร์ (ในยุคที่ไม่มีใครรู้จัก) ได้เองตั้งแต่อายุ 17 จนกระทั่งในวัย 21 เขาตัดใจลาออกจากการเรียนมหาวิทยาลัยเพื่อร่วมก่อตั้งบริษัท Microsoft Corporation กับเพื่อนในปี 1976
  • จุดเริ่มต้นความสำเร็จเกิดขึ้นตอนที่ IBM จ้างให้ Microsoft เขียนระบบปฏิบัติการสำหรับคอมพิวเตอร์รุ่นใหม่ด้วยข้อเสนอค่าเขียนโปรแกรมแบบซื้อขาดจำนวน 50,000 ดอลลาร์ แต่ Bill กลับขอเป็นค่าสิทธิของระบบปฏิบัติการแทน รวมถึงเขียนสัญญาให้เขาขายโปรแกรมให้คู่แข่ง IBM ได้ด้วย นั่นทำให้เขาได้ส่วนแบ่งจากคอมพิวเตอร์ทุกเครื่องของ IBM ที่ขายออกไปและของบริษัทคอมพิวเตอร์อื่น ๆ อีก
  • Bill Gates ครองสถิติของรวยที่สุดในโลกมากครั้งและยาวนานที่สุด โดยรั้งตำแหน่งอันดับ 1 ของนิตยสาร Forbes ต่อเนื่องกัน 13 ปี และหากรวมถึงปี 2014-2017 ที่เขากลับมาทวงตำแหน่งได้อีกครั้ง รวมแล้วเขาครองสถิติรวยที่สุดในโลกทั้งหมดมากถึง 18 ปี

รูปบน ของ desktop
รูปล่าง ของ mobile

หากกล่าวถึงมหาเศรษฐีที่ประสบความสำเร็จอยู่แถวหน้าของโลกตลอด 20 ปีที่ผ่านมา คงไม่มีใครจะไม่นึกถึงชื่อของ Bill Gates เจ้าพ่อ Microsoft ไปได้

สถิติของเขาก็คือการอยู่ในอันดับ 1 การเป็นมหาเศรษฐีโลกมากครั้งและยาวนานที่สุดของนิตยสาร Forbes โดยขึ้นอันดับ 1 ครั้งแรกในปี 1995 กับทรัพย์สิน 12,900 ล้านดอลลาร์ในปีที่หุ้นของ Microsoft ทยานขึ้นอย่างมหาศาล ก่อนที่ปี 1999 เขาจะมีทรัพย์สินเพิ่มขึ้นกว่าเดิมไปอีกเกือบ 10 เท่าที่ 128,000 ล้านดอลลาร์

Bill Gates รั้งตำแหน่งคนรวยที่สุดในโลกต่อเนื่องกัน 13 ปี และหากรวมถึงปี 2014-2017 ที่เขากลับมาทวงตำแหน่งได้อีกครั้ง รวมแล้วเขาครองสถิติรวยที่สุดในโลกทั้งหมดมากถึง 18 ปี

ได้ฟังแบบนี้แล้วเชื่อว่า ทุกคนคงอยากทำความรู้จักเรื่องราวชีวิตของมหาเศรษฐีวัย 66 ปีที่เรียกว่า “รวยที่สุด-นานที่สุด” รุ่งเรืองมากับยุคเปลี่ยนผ่านของระบบปฏิบัติการคอมพิวเตอร์คนนี้ และพี่ทุยก็คิดว่าเกือบทุกคนบนโลกน่าจะต้องเคยใช้ผลิตภัณฑ์ของเขาอย่าง Microsoft และ Windows มาแล้ว วันนี้พี่ทุยจะพาไปลงลึกแง่มุมต่าง ๆ ของชีวิตผู้ชายชื่อ Bill Gates กัน

Bill Gates แฮ็กระบบคอมฯ โรงเรียนได้ตั้งแต่อายุ 17

William Henry Gates III หรือที่เรารู้จักกันในชื่อว่า Bill Gates เกิดเมื่อ 28 ต.ค. ปี 1955 ที่เมืองซีแอตเทิล รัฐวอชิงตันของสหรัฐ เป็นลูกชายของ William Henry Gates Sr. และ Mary Maxwell Gates พ่อของเขาทำงานเป็นทนายความ ส่วนแม่เคยเป็นครูและต่อมาได้กลายเป็นผู้บริหารในบริษัทการเงินและองค์กรการกุศล

ส่องประวัติ Bill Gates เจ้าพ่อ Microsoft ทั้งด้านสว่างและด้านมืด

บิล เกตส์ ในวัย 13 เรียนที่โรงเรียนเลคไซด์ ซึ่งในตอนที่เขาเรียนอยู่ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ทางโรงเรียนได้นำคอมพิวเตอร์เข้ามาใช้สอนในห้องเรียน Bill สนใจเครื่องคอมพิวเตอร์มาก ถึงขนาดยอมโดดเรียนไปแอบเล่นคอมพิวเตอร์กับเพื่อนซี้ Paul Allen ซึ่งต่อมาก็คือผู้ร่วมก่อตั้งบริษัท Microsoft ปกติทางโรงเรียนจะกำหนดให้นักเรียนเล่นคอมพิวเตอร์แค่ไม่กี่ชั่วโมง แต่ทั้งสองก็แอบแฮ็กเข้าไปเปลี่ยนระบบเวลาให้พวกเขาได้เล่นแบบไม่จำกัดจนระบบล่มหลายต่อหลายครั้ง รวมถึงแก้ตารางเรียนของนักเรียนหญิงหน้าตาดีให้มาเข้าเรียนตรงกันกับพวกเขาด้วย

ส่องประวัติ Bill Gates เจ้าพ่อ Microsoft ทั้งด้านสว่างและด้านมืด

ที่สุดแล้วพวกเขาถึงกับโดนสั่งห้ามไม่ให้เล่นคอมพิวเตอร์อีก แต่คำสั่งห้ามนี้ก็ไม่อาจหยุด Bill และ Paul ได้ พวกเขาติดต่อไปยังบริษัทเจ้าของคอมพิวเตอร์ที่โรงเรียนเช่ามา เพื่อบอกข้อบกพร่องต่าง ๆ ของระบบจนทำให้พวกเขาสามารถแฮ็กได้เพื่อขอแลกเปลี่ยนกับการที่พวกเขาจะกลับเข้ามาใช้งานคอมพิวเตอร์ได้อีกครั้ง

ในปี 1973 ก่อนที่ Bill จะเรียนจบจากเลคไซด์ในวัย 17 เขายังเขียนโปรแกรมขายให้กับโรงเรียนของตัวเอง ซึ่งถือได้ว่าเป็นซอฟต์แวร์ชิ้นแรกที่เขาสามารถหารายได้เข้ากระเป๋าได้สำเร็จ Bill สอบจบขั้นมัธยมปลายได้คะแนน 1590 คะแนน จากคะแนนเต็ม 1600 ทำให้เขามีสิทธิสอบเข้ามหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด

แต่ Bill กลับเลือกปฏิเสธมหาวิทยาลัยระดับโลก เลือกไปเรียนกฎหมายตามพ่อที่เป็นทนายความ แต่ในเวลาว่างจากการเรียน เขามักจะใช้เวลาจดจ่ออยู่กับเรื่องคอมพิวเตอร์ที่เขาชอบ (ถึงจะไม่ได้เรียนที่มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด แต่ให้หลัง 32 ปี ในปี 2007 เขาก็กลับไปรับปริญญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์จากมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด)

ส่องประวัติ Bill Gates เจ้าพ่อ Microsoft ทั้งด้านสว่างและด้านมืด

ทำดีกับพวกเนิร์ดไว้ วันหนึ่งคุณอาจจะต้องทำงานให้กับพวกเขา” – Bill Gates

ก้าวแรกของบริษัทซอฟต์แวร์

ในปี 1974 Bill และ Paul เคยร่วมกันตั้งบริษัท Traf-O-Data ซึ่งป็นแพลตฟอร์มเก็บข้อมูลบนถนนและวิเคราะห์ข้อมูลให้กับวิศวกรการจราจร แต่สุดท้ายไม่ประสบความสำเร็จ ขาดทุนไปราว 3,494 ดอลลาร์

ต่อมาในปี 1975 Bill ได้อ่านเจอเรื่องราวของ “ไมโครคอมพิวเตอร์” รุ่นใหม่ที่มีชื่อว่า Altair BASIC 8800 ในบทความของนิตยสาร Popular Electronics Altair BASIC คือภาษาโปรแกรมระดับสูงภาษาแรกที่ใช้กับไมโครคอมพิวเตอร์ ผลิตโดย Micro Instrumentation and Telemetry Systems หรือ MITS Bill มองเห็นโอกาสทางธุรกิจว่า คอมพิวเตอร์กำลังจะได้รับความนิยมในวงกว้างเพราะจะมีขนาดเล็กลงกว่ารุ่นก่อน ๆ ที่มีขนาดใหญ่และใช้ยาก และสิ่งที่คอมพิวเตอร์ขาดไม่ได้ก็คือ ซอฟต์แวร์หรือระบบปฏิบัติการที่จะทำให้เครื่องคอมพิวเตอร์ทำงานตามคำสั่งของผู้ใช้

Bill จึงตัดสินใจติดต่อบริษัท MITS ว่าเขามีโปรแกรม Altair BASIC ที่สามารถใช้กับเครื่องคอมพิวเตอร์ของ MITS ได้เป็นอย่างดี ทั้ง ๆ ที่ตอนนั้นเอง Bill ก็ยังไม่ได้เขียนโปรแกรมที่ว่าขึ้นมาจริง ๆ ด้วยซ้ำ

แต่ MITS เรียกตัวเข้าไปคุยธุรกิจ Bill ชวน Paul ไปด้วย และพวกเขาช่วยกันเขียนโปรแกรมจำลองขึ้นมาในช่วงไม่กี่สัปดาห์ก่อนที่เสนอผลงานกับ MITS และสุดท้าย MITS ก็ชอบโปรแกรมของพวกเขาอย่างไม่น่าเชื่อ ท้ายที่สุดทั้งสองคนได้เข้าไปทำงานกับ MITS

Bill ในวัย 21 ต้องตัดใจลาออกจากการเรียนมหาวิทยาลัยเพื่อร่วมก่อตั้งบริษัทกับ Paul ในชื่อว่า Microsoft Corporation เมื่อ 26 พ.ย. ปี 1976 ออฟฟิศตั้งอยู่ที่เมืองแอลบูเคอร์คี รัฐนิวเม็กซิโก ผลิตภัณฑ์ของบริษัทอย่างโปรแกรม Microsoft’s Altair ได้รับความนิยมจากผู้ใช้คอมพิวเตอร์จำนวนมาก แต่ บิล เกตส์ ก็พบว่า คนส่วนใหญ่ที่ใช้โปรแกรม BASIC ของพวกเขามากจากการก๊อปปี้แจกจ่ายกันต่อ ๆ แบบฟรี ๆ โดยไม่ได้มีการจ่ายเงินให้ Microsoft มากถึง 90 เปอร์เซ็นต์ 

Bill จึงร้องเรียน MITS ว่าพวกเขาไม่ได้รับความเป็นธรรมจากการขายโปรแกรมโดย MITS ด้วยเหตุนี้ Microsoft จึงหลุดพ้นจากสัญญาของ MITS หรือพูดง่าย ๆ ก็คือ Microsoft เป็นอิสระไม่ได้ขึ้นกับ MITS อีกต่อไป

ข้อตกลงขายสิทธิระบบปฏิบัติการให้ IBM

พวกเขาย้ายไปตั้งออฟฟิศใหม่ที่เมืองเบลวิว รัฐวอชิงตัน เมื่อวันที่ 1 ม.ค. 1979 จนกระทั่ง ก.ค. 1980 บริษัท IBM ได้เบนเข็มที่จะบุกตลาดคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคล (Personal Computer: PC) จึงได้ส่งคำเชิญมายัง Microsoft ให้เขียนระบบปฏิบัติการสำหรับคอมพิวเตอร์รุ่นใหม่ของพวกเขา 

Bill Gates และ Paul Allen ได้เขียนระบบปฏิบัติการที่ชื่อว่า “Quick and Dirty Operating System (86-DOS)” (ต่อมาเปลี่ยนชื่อเป็นระบบปฏิบัติการ MS-DOS) บริษัท IBM เสนอค่าเขียนระบบนี้แบบซื้อขาดเป็นจำนวน 50,000 ดอลลาร์ หรือคิดเป็นเงินราว ๆ 1 ล้านบาท

แต่ บิล เกตส์ ขอเปลี่ยนข้อตกลงจากการขายขาดเป็นการค่าสิทธิ (Royalty Fee) ของระบบปฏิบัติการแทน ทำให้ทุกครั้งที่คอมพิวเตอร์ของ IBM ถูกขายออกไปพร้อมกับระบบปฏิบัติการของ Microsoft บิล เกตส์ จะได้ส่วนแบ่งจากคอมพิวเตอร์ทุกเครื่อง และเมื่อคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคลของ IBM ออกขายก็ได้รับความนิยมแบบถล่มทลาย และแน่นอนว่าทำให้ Bill Gates ได้รับส่วนแบ่งรายได้ในครั้งนี้ไปแบบมหาศาลเช่นกัน (มากกว่า 50,000 ดอลลาร์หลายเท่า)

เมื่อบริษัทคอมพิวเตอร์อื่น ๆ เห็นว่า IBM ขายได้อย่างถล่มทลาย จึงกระโดดเข้าสู่ตลาดคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคลด้วยและทุกเจ้าก็วิ่งมาขอซื้อลิขสิทธิ์ระบบปฏิบัติการของ Microsoft กันทั้งนั้น จนระบบนี้กลายเป็นรับระบบพื้นฐานที่คอมพิวเตอร์ทุกเครื่องต้องมี

Microsoft ยังฉลาดที่เขียนข้อสัญญาไว้กับ IBM ว่า สามารถขายระบบปฏิบัติการ MS-DOS ให้กับคู่แข่งรายต่าง ๆ ของ IBM ได้โดยตรง ความสำเร็จทวีคูนของ Bill ทำให้ต่อมาในวันที่ 13 มี.ค. 1986 บิล เกตส์ ได้นำพา Microsoft เข้าสู่ตลาดหุ้น Nasdaq ได้สำเร็จ

คนเรามักกลัวการเปลี่ยนแปลง อย่างที่กลัวไฟฟ้าในตอนที่ถูกสร้างใหม่ ๆ ไม่ใช่หรือ” – Bill Gates

ความล้มเหลว (อยู่บ้าง) ของ Microsoft

แม้ว่าหลายคนจะจดจำความสำเร็จของ Microsoft ได้จากการทำสัญญาครั้งสำคัญกับบริษัท IBM ที่นำไปสู่การพัฒนาระบบปฏิบัติการ MS-DOS และการเปิดตัว Microsoft Windows 95 แต่ก็มีอยู่บ้างที่ Microsoft ไม่ประสบความสำเร็จในตลาดอย่างเช่นผลิตภัณฑ์ Windows Vista และการเจาะตลาด Smartphone ของ Microsoft

มีคนตั้งข้อสังเกตว่า Bill ไม่ชอบเสี่ยงกับเทคโนโลยีอินเทอร์เน็ตมาตั้งแต่ปี 1993 และครั้งหนึ่งที่เขาได้ให้สัมภาษณ์ในปี 1998 ว่า เมื่ออินเตอร์เน็ตเกิดขึ้นบนโลก Microsoft ไม่ได้ให้ความสนใจเท่าที่ควรถึงขนาดจัดลำดับความสำคัญเพื่อเลือกมาพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวกับอินเทอร์เน็ตไว้ที่ลำดับที่ 5 หรือ 6 เลยด้วยซ้ำ นี่จึงเป็นการตัดสินใจที่ผิดพลาดครั้งหนึ่งของ บิล เกตส์ ในยุค 90s

มันก็ดีนะที่จะยินดีกับความสำเร็จ แต่ที่สำคัญกว่าคือบทเรียนแห่งความผิดพลาด” – บิล เกตส์

Microsoft VS. Apple

หากย้อนกลับไปในยุค 90s Bill Gates ได้รับฉายาว่านายทุนปีศาจ จากที่หลายคนมองว่าเขาลอกการออกแบบคอมพิวเตอร์ Macintosh ของ Apple เพื่อนำไปใช้ในระบบปฏิบัติการของ Windows ในทีแรกพวกเขายังเป็นพันธมิตรทางธุรกิจกัน Microsoft ได้สร้างซอฟต์แวร์ให้กับเครื่องคอมพิวเตอร์ Apple

จนกระทั่งปี 1985 Microsoft เปิดตัวระบบปฏิบัติการ Windows ซึ่งเป็นระบบปฏิบัติการแรกที่ใช้ GUI ซึ่งเป็นการประสานกับผู้ใช้งานคอมพิวเตอร์ผ่านภาพหรือสัญลักษณ์ (ต่างจาก MS-DOS ที่ใช้ผ่านตัวอักษร) และก่อนหน้านี้มีแค่คอมพิวเตอร์ของ Apple ที่ใช้ GUI ในปี 1987 Apple จึงฟ้องร้อง Microsoft ในข้อหาละเมิดสิทธิบัตร

แต่สุดท้ายแล้วศาลตัดสินว่าเทคโนโลยีดังกล่าวไม่สามารถจดสิทธิบัตรได้ เนื่องจากคอมพิวเตอร์โดยทั่วไปก็กำลังเปลี่ยนมาใช้ GUI ด้วยกันทั้งหมด ข้อต่อสู้ของ Apple จึงตกเป็นโมฆะและยิ่งเพิ่มพลังให้ Microsoft ผูกขาดตลาดซอฟต์แวร์มากขึ้นไปอีก

การผูกขาดตลาดครั้งนี้ไม่ใช่แค่ครั้งเดียวที่ Microsoft ฆ่าบริษัทอื่น ๆ ให้มลายหายไปจากตลาดการแข่งขัน พวกเขายังทำให้ Netscape เว็บเบราว์เซอร์ที่ออกมาก่อนต้องขาดทุนเพราะ Microsoft ออก Internet Explorer มาแล้วได้รับความนิยมมากกว่า หรือแม้แต่โปรแกรม WordPerfect ที่ออกมาก่อนแต่ก็เสื่อมความนิยมทันที เมื่อโลกได้รู้จักกับ Microsoft Word ซึ่งในส่วนนี้ก็คงขึ้นอยู่กับมุมมองของแต่ละคนที่มองว่า การทำธุรกิจในโลกทุนนิยมนั้นถือได้ว่าเขาเป็นผู้ร้ายหรือไม่?

Microsoft ผูกขาดตลาด?

ในปี 1998 กระทรวงยุติธรรมของสหรัฐฯ ฟ้อง Microsoft ต่อศาลในข้อหามีพฤติกรรมต่อต้านการแข่งขันในตลาดหรือผูกขาดตลาดจากกรณีที่ Microsoft จำหน่ายเว็บเบราว์เซอร์ Internet Explorer (IE) พ่วงไปกับระบบปฏิบัติการ Windows ที่เป็นที่ต้องการของคนจำนวนมาก ต่อมาในปี 1999 ศาลได้ตัดสินให้ Microsoft ต้องแยกขายระบบปฏิบัติการและเว็บเบราว์เซอร์รวมถึงซอฟต์แวร์อื่น ๆ ที่ไม่ใช่ระบบปฏิบัติการออกจากกัน

ท้ายที่สุดแม้ว่าศาลอุทธรณ์จะกลับคำตัดสินและให้ Microsoft เป็นฝ่ายชนะ แต่มีการประเมินว่าจากเหตุการณ์นี้ทำให้ชื่อเสียงของ Microsoft และ Bill Gates ถูกทำลายลงอย่างมากยิ่งกว่าครั้งไหน มากไปกว่านั้น Bill ยังถูกสั่งให้จ่ายค่าปรับต่อคณะกรรมาธิการยุโรปที่ตัดสินว่า Microsoft มีพฤติกรรมละเมิดมาตรฐานด้านความสามารถในการแข่งขัน โดยต้องจ่ายค่าปรับมากถึง 794 ล้านดอลลาร์

อย่างไรก็ตาม ในปี 2018 บิล เกตส์ มีรายได้ประมาณ 90,000 ล้านดอลลาร์ซึ่งเป็นรายได้จากการที่ Microsoft สามารถครองตลาดส่วนแบ่งในอุตสาหกรรมระบบปฏิบัติการมากกว่า 44 เปอร์เซ็นต์ ส่งผลให้บริษัทคู่แข่งคนอื่น ๆ ในตลาดอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์ไม่สามารถสู้ได้

แนวคิดการทำงานแบบ Bill Gates

บิล เกตส์ ขยันหาความรู้อยู่เสมอ เขาเชื่อว่า “ความสงสัย” เป็นกุญแจสำคัญของผู้นำในการแสวงหาความรู้ไม่มีที่สิ้นสุดและมันก็ได้พิสูจน์มาหลายครั้งตลอดชีวิตของเขาว่า การมีความรู้ไว้เต็มกระเป๋า ช่วยให้เขาเตรียมพร้อมรับมือกับการเปลี่ยนแปลงตลอดช่วงที่เขาดำรงตำแหน่ง CEO ของบริษัท Microsoft

นอกจากนั้น ผู้นำยังต้องสามารถดึงศักยภาพของลูกน้องออกมาให้ได้ ทั้งในสถานการณ์การทำงานปกติและในช่วงที่มีองค์กรประสบภาวะวิกฤตด้วยวิธีกล้ามอบหมายงานยาก ๆ ให้ลูกน้องทำเพื่อเรียนรู้ มากกว่ากลัวว่างานจะผิดหรือล้มเหลว ผู้นำที่ดีจะต้องเอาใจใส่ เห็นอกเห็นใจ เข้าถึงเพื่อรับฟังปัญหาต่าง ๆ ของพนักงานด้วย ไม่ว่าจะเป็นปัญหาในที่ทำงานหรือปัญหาส่วนตัว เพราะพนักงานก็เป็นมนุษย์ที่เจอปัญหาชีวิตได้ทุกวันและสุดท้าย

สิ่งที่ผู้นำที่ดีควรฝึกและเรียนรู้อยู่เสมอ คือการรู้ว่าเรื่องไหน  “สำคัญหรือไม่สำคัญ” และตัดสินใจได้ว่างานใด “เร่งด่วนหรือไม่เร่งด่วน” จากนั้นต้องจัดลำดับความสำคัญให้ถูกต้อง เหมาะสมกับสถานการณ์ เพราะแน่นอนว่า ใคร ๆ ก็รู้หลักการของว่า สิ่งที่สำคัญและเร่งด่วนคือสิ่งที่ต้องทำเป็นอันดับแรก แต่บทที่จะต้องทำจริง ๆ หรืออยู่ในสถานการณ์ที่ยาก การฝึกฝนเป็นประจำจะช่วยให้เรารู้และตัดสินใจได้ง่ายขึ้น

นอกจากนั้น Bill จะใช้เวลา 1-2 สัปดาห์ต่อปี ลาพักผ่อนเพื่อทบทวนการทำงานของตัวเอง  ถ้าเจาะลึกลงถึงวิธีการทบทวนที่ว่า Bill จะใช้ตัวชี้วัดที่คือ OKR หรือ Objective Key Results โดยมีหลักการตั้งตำถามกับตัวเองง่าย ๆ 3 ข้อคือ อะไรคือเป้าหมายในปีที่ผ่านมา? อะไรคือสิ่งที่ได้ทำไปแล้ว เพื่อให้ตัวเองไปถึงเป้าหมายบ้าง ? และผลลัพธ์ที่ได้มาในปีที่ผ่านมาคืออะไร?

บิล เกตส์ ก็ยังวางแผนชีวิตในหน่วยย่อยระดับหลัก “นาที” เลยทีเดียว Alyssa Atkinson นักเขียนในเว็บไซต์ Medium ได้รวบรวมคำให้สัมภาษณ์ของ Bill มาประมวลเอาไว้ว่า เขามีการจัดการตารางเวลาของตัวเองหรือที่เรียกว่า Time Boxing แบ่งออกเป็นช่วงละ 5 นาที  แสดงให้เห็นถึงการใช้เวลาทำกิจกรรมต่าง ๆ ที่รวดเร็ว และให้คุณค่ากับทุกนาทีที่ผ่านไปอย่างแท้จริง ในขณะเดียวกัน งานที่เกิดขึ้นมากมายต่อวันของเขา ก็ทำให้เห็นว่า เขาทำงานเยอะมากด้วย

ชีวิตครอบครัวและข่าวฉาว

Bill Gates สนิทกับ Mary แม่ของเขามากที่สุดในครอบครัว แต่เธอได้จากไปในปี 1994 ด้วยโรคมะเร็งเต้านม Bill เสียใจอย่างมากระดับสติแตก ในช่วงแห่งการสูญเสียเขาถูกตำรวจเรียกให้หยุดรถหลังขับรถด้วยความเร็วสูง แต่การสูญเสียแม่ก็ผลักดันให้เขาหันมาทำงานการกุศลมากขึ้นตามความตั้งใจที่แม่ฝากเอาไว้กับเขาผ่านจดหมายที่เขียนถึงลูกสะใภ้ Melinda Gates ในงานแต่งงานว่า “ยิ่งให้ก็ยิ่งได้” หลังจากนั้นอีก 6 เดือน Mary ก็เสียชีวิต หลังจากนั้น Bill บริจาคเงิน 10 ล้านดอลลาร์ให้กับมหาวิทยาลัยวอชิงตันเพื่อจัดตั้งทุนการศึกษาในชื่อ Mary Gates

Bill แต่งงานกับ Melinda Gates หลังจากคบหากันตั้งแต่ปี 1987 ขณะนั้น Melinda เข้ามาทำงานใน Microsoft ในตำแหน่ง General Manager และทั้งคู่มีโอกาสได้นั่งข้าง ๆ กันในงานเลี้ยงของบริษัทงานหนึ่งต่อมาก็ได้พัฒนาความสัมพันธ์และแต่งงานกันในปี 1994 พวกเขามีลูกด้วยกันสามคน แม้ว่าเขาจะเป็นมหาเศรษฐีติดอันดับโลก แต่กลับไม่เลี้ยงลูกอย่างตามใจ บิล เกตส์ เคยให้สัมภาษณ์ว่า เขาจะยกมรดกแก่ลูก ๆ ทั้งสามคน คนละ 10 ล้านดอลลาร์ ซึ่งนับว่าเป็นเงินจำนวนที่น้อยมาก ๆ เมื่อเทียบกับทรัพย์สินทั้งหมดที่เขามี นั่นก็เพราะเขาต้องการสอนให้ลูก ๆ รู้จักทำมาหากินด้วยตัวเอง

กระทั่งในปี 2021 Bill และ Melinda Gates ประกาศผ่านทาง Twitter ส่วนตัวว่าทั้งคู่ตัดสินใจที่จะหย่าร้าง ยุติความสัมพันธ์ยาวนาน 27 ปีลงท่ามกลางความสงสัยของคนที่ติดตาม ต่อมาถึงมีรายงานข่าวออกมาถึงพฤติกรรมในอดีตของ บิล เกตส์ ที่เขาไม่เห็นคุณค่าในตัว Melinda เท่าที่ควรเมื่ออยู่ที่ทำงาน รวมถึงชอบวางอำนาจในระหว่างการประชุมที่มูลนิธิ Bill and Melinda Gates Foundation

นอกจากนั้นยังมีข่าวว่า เขาทำตัวไม่เหมาะสมกับพนักงานหญิงจำนวนมากใน Microsoft พนักงานหลายคนให้ข้อมูลไปในทิศทางเดียวกัน เกี่ยวกับความสัมพันธ์ลับเชิงชู้สาวกับวิศวกรหญิงคนหนึ่งในบริษัทที่กินเวลานานหลายปีตั้งแต่ปี 2000 ผลสุดท้ายการสอบสวนของบริษัทก็ไม่ได้มีข้อสรุป เพราะ Bill ลาออกจากทุกตำแหน่งของ Microsoft ไปก่อนตอนต้นปี 2020

Bill Gates เจ้านายสุดโหด

บิล เกตส์ เคยให้สัมภาษณ์ว่า เขาไม่ได้เป็นคนที่ใจดีกับลูกน้องมากเท่าไหร่นัก แต่เขาเป็นคนที่ชอบกดดันและเข้มงวดกับการทำงานของลูกน้อง เหมือนที่ Steve Jobs ชอบทำ เขาเปรียบตัวเองกับ Michael Jordan นักบาสเกตบอลระดับตำนานที่ขึ้นชื่อเรื่องความเข้มงวดกับการเล่นของตัวเองและลูกทีมเพื่อเล่นให้ดีที่สุด และเขาก็ชอบตั้งมาตรฐานกับการทำงานของตัวเองที่สูงและกับลูกน้องก็เช่นกัน

เคยมีการเปิดเผยในหนังสือชีวประวัติของ Bill เมื่อปี 1993 ว่า ครั้งหนึ่งเขาเคยส่งอีเมล์หาพนักงานคนหนึ่งตอนกลางดึก โดยมีข้อความว่าต่อว่าว่าพนักงานคนนั้น “เขียนโค้ดแบบโง่ ๆ” นอกจากนี้ยังมีการซุบซิบกันว่า เขาชอบแอบดูอยู่ที่ลานจอดรถว่าใครเข้ามาทำงานในวันหยุด ใครเข้างานกี่โมง และเลิกงานตอนกี่โมงบ้าง ไม่เพียงแค่นั้น ในปี 2001 มีหนังสือ “World War 3.0: Microsoft and Its Enemies” ของ Ken Auletta อดีตผู้ร่วมงานกับ Bill ได้กล่าวไว้ว่า ว่า “บิล เกตส์ มีนิสัยเหมือนเด็ก และทำตัวเหมือนเด็กโมโหตลอดเวลา”

แม้แต่ Paul Allen คู่หูผู้ก่อตั้งบริษัทมาด้วยกันก็ยังไม่เว้น เพราะ Paul เคยได้ยิน บิล เกตส์ คุยกับคนอื่นว่าเขามีประสิทธิภาพการทำงานแย่ลง และอยากจะลดอำนาจของเขาใน Microsoft ทั้งที่ในตอนนั้นเขากำลังอยู่ระหว่างการรักษาตัวจากโรคมะเร็งต่อมน้ำเหลืองและเสียชีวิตไปในปี 2018

ผมเลือกคนขี้เกียจมาทำงานยาก ๆ เนื่องจากคนขี้เกียจจะหาวิธีง่าย ๆ ในการทำงาน” – Bill Gates

วันพักผ่อนธรรมดา ๆ ของ Bill Gates

บิล เกตส์ เชื่อในหลักของการทำงานหนักแล้วต้องได้พักผ่อนอย่างเต็มที่ เขาคิดค้นสูตรการลาพักผ่อนของตัวเอง เรียกมันว่า Think Week มาตั้งแต่ปี 1980 โดยเขาเชื่อว่า การพักผ่อนที่เต็มที่นั้นจะทำให้ได้ทบทวนความคิด เสริมประสิทธิภาพให้กับการทำงานโดยเฉพาะด้านการตัดสินใจ เมื่อต้องกลับมาทำงานอีกครั้ง

Bill จะเซ็ต Think Week ไว้ด้วยการกำหนดลาพักผ่อนต่อเนื่องราว 1-2 สัปดาห์ต่อไป เลือกสถานที่ปลีกวิเวกที่สงบ ที่สำคัญคือตัดขาดจากโลกภายนอก (ที่ ๆ เขาชอบไปบ่อย ๆ คือ กระท่อมกลางป่าในรัฐออริกอนในสหรัฐฯ) โดยกิจกรรมที่เขาชอบทำระหว่างลาพักผ่อน ก็จะมีตั้งแต่ทบทวนงานของตัวเองในปีที่ผ่านมา วางแผนงานในอนาคต และอ่านหนังสือที่เสริมสร้างแรงบันดาลใจให้กับเขาได้

Think Week

นอกจากนั้น เขายังชอบพกกระเป๋าถือสำหรับเดินทางไปไหนต่อไหน ซึ่งในนั้นจะมีหนังสือมากกว่า 10 เล่ม เขาจะจัดตารางการอ่านหนังสือไว้เป็นธีมหรือแนวเดียวกันทั้ง 10 เล่ม และจะอ่านให้จบเป็นชุด ๆ ทุกวันเขาจะอ่านหนังสือวันละ 3 ชั่วโมง Bill เชื่อในเรื่องความรู้รอบตัวและเชื่อว่า หนังสือดี ๆ เพิ่มมุมมองให้กับชีวิตได้ แต่ตอนที่อ่านหนังสือนั้น ต้องมั่นใจว่า เราจะมีสมาธิกับหนังสือเล่มนั้นได้ตั้งแต่ต้นจนจบจริง ๆ

เรื่องไหนที่อ่านยาก ๆ อาจอ่านซ้ำสองหรือสามรอบได้ โดยเฉพาะหนังสือที่มีเนื้อหาเป็นเรื่องใหม่และไม่คุ้นเคยกับเรามาก่อน หลังจากอ่านจบแล้ว Bill บอกให้ สรุปใจความสำคัญให้ได้สัก 1 ใน 5 ของเนื้อหาทั้งหมด โดยสรุปให้กระชับ ไม่ยาว ไม่สั้นเกินไป ที่สำคัญควรครอบคลุมทุกประเด็นที่น่าสนใจ เพื่อจะได้เอาไปใช้ต่อยอดในการทำงานหรือในชีวิตได้

Bill ยังบอกเคล็ดลับอีกด้วยว่า การจดสรุปด้วยมือจะช่วยให้จดจำข้อมูลได้ดีกว่าการพิมพ์ นอกจากนี้ ถ้าเกิดอ่าน ๆ ไปแล้ว มีส่วนไหนที่รู้สึกว่าอ่านแล้ว รู้สึกไม่เห็นด้วยหรือเห็นต่างก็ให้เขียนความเห็นของเราหรือมุมมองในด้านอื่นต่อชุดข้อมูลนั้น เอาไว้ที่ว่างของหน้ากระดาษนั้น

มหาเศรษฐีที่มีใจรักการกุศล

บิล เกตส์ ลาออกจากตำแหน่ง CEO ของ Microsoft ในปี 2000 แต่ยังความเป็นสมาชิกของคณะกรรมการบริษัทและผู้ถือหุ้นใน Microsoft อยู่ประมาณ 1% จนกระทั่งปี 2020 หลังจากนั้นเขาและอดีตภรรยาได้หันมาทุ่มเทเวลากับมูลนิธิเพื่อการกุศลที่ชื่อว่า Bill & Melinda Gates Foundation ซึ่งก่อตั้งในปี 2000 เช่นกัน

CEO ของ Microsoft

มูลนิธิแห่งนี้ถือว่าเป็นมูลนิธิที่ดำเนินการด้วยเงินส่วนตัวของเอกชนรายใหญ่ที่สุดในโลก พวกเขาช่วยเหลือด้านการค้นคว้าวิจัยด้านการแพทย์ การผลิตยาและวัคซีน และเข้าร่วมกับสมาคมโรตารีเพื่อขจัดโรคโปลิโอ รวมไปถึงการพัฒนาน้ำดื่มสะอาดสำหรับคนในประเทศกำลังพัฒนา

ข้อมูลในปี 2014 มูลนิธิแห่งนี้ได้บริจาคเงินไปแล้วมากกว่า 42,000 ล้านดอลลาร์ และ Bill ก็บริจาคเงินส่วนตัวไปแล้วกว่า 28,000 ล้านดอลลาร์ นอกจากนี้ บิล เกตส์ ยังเข้าร่วมโครงการ The Giving Pledge ในปี 2010 ที่รณรงค์ให้มหาเศรษฐีทั่วโลกเช่น Mark Zuckerberg แห่ง Facebook ออกมาให้สัญญาประชาคมว่า จะบริจาคทรัพย์สินที่ตัวเองมีมากกว่าครึ่งหนึ่งไปใช้ทำงานการกุศลด้วย

The Giving Pledge

นี่อาจจะเป็นการแสดงออกถึงการเปลี่ยนแปลงของ บิล เกตส์ จากนักธุรกิจที่กระหายความสำเร็จจนหลายคนใช้คำว่าจอมละโมภและผู้โหดร้ายต่อคู่แข่งในตลาดการแข่งขันเดียวกัน กลายมาเป็นมหาเศรษฐีนักบุญที่บริจาคเงินให้โลกและผู้คนต่าง ๆ มากมาย

มันไม่ผิดที่จะเกิดมา แต่มันจะผิดตอนที่คุณตายไปแบบจน ๆ” – Bill Gates

และทั้งหมดนี้ก็คือแง่มุมด้านต่าง ๆ ทั้งร้ายและดีของมหาเศรษฐีระดับโลกชื่อ บิล เกตส์ ที่พี่ทุยเอามาฝากกัน เชื่อว่าเรื่องราวของเขาที่ไม่ได้มีแต่ด้านดีหรือประสบความสำเร็จไปเสียทุกอย่าง จะทำให้แฟน ๆ พี่ทุยได้หยิบเอาข้อดีไปใช้กับชีวิตตัวเอง หรือข้อที่ไม่ดีก็หยิบไปเรียนรู้เป็นตัวอย่างเพื่อจะไม่ทำตาม ซึ่ง Bill เองก็ได้เรียนรู้ปรับเปลี่ยนแนวคิดตลอดชีวิตการทำงานที่ผ่านร้อนผ่านหนาวมายาวนานของเขาเช่นกัน

อ่านเพิ่ม

อ้างอิง

รูปบน ของ desktop
รูปล่าง ของ mobile
error: