ทำไมต้อง “เก็บภาษี” ? จุดเริ่มต้นจาก 5,000 ปีที่แล้ว

ทำไมต้อง “เก็บภาษี” ? จุดเริ่มต้นจาก 5,000 ปีที่แล้ว

4 min read  

ฉบับย่อ

  • อียิปต์โบราณจะเก็บผลผลิต 1 ใน 5 ส่วน จีนจะส่งคนไปเก็บผลผลิตและเงินจากภูมิภาค กรีกจะเก็บเงินมาสร้างอาวุธและเลี้ยงกองทัพ โรมันเก็บเงินส่วนแบ่งจากพ่อค้าที่ใช้เส้นทางสายไหม เกิดภาษีการค้าและส่งออก (Tariff) ขึ้นสำหรับการค้าข้ามชาติ รวมถึงการเกณฑ์แรงงานคนก็เป็นภาษีที่สำคัญในอารยธรรมโบราณ
  • ในยุคกลางของยุโรปเกิดภาษีที่หักจากรายได้ของประชาชนและพัฒนาเป็นภาษีเงินได้อัตราก้าวหน้าในยุคต่อมา ในช่วงปฏิวัติอุตสาหกรรมเกิดภาษีสรรพสามิต และในปี 1954 ฝรั่งเศสเกิดภาษีมูลค่าเพิ่มหรือ VAT ขึ้น 
  • ภาษีของไทย มีรูปแบบชัดเจนในช่วงรัชกาลที่ 5 ซึ่งสร้างหอรัษฎากรพิพัฒน์เป็นหน่วยงานกลางในการเก็บภาษีทั่วประเทศ และในช่วงเปลี่ยนแปลงการปกครอง รัฐบาลก็เอารูปแบบภาษีของตะวันตกเข้ามาใช้อย่างจริงจังจนปัจจุบัน

รูปบน ของ desktop
รูปล่าง ของ mobile
"เปิดบัญชี Windsor Broker"
"เปิดบัญชี Windsor Broker"

ภาษี คือ เงินหรือทรัพย์ที่ประชาชนต้องส่งให้กับรัฐตามที่กฎหมายกำหนด เพื่อรัฐจะได้เอาเงินส่วนนี้ไปขับเคลื่อนสังคมและเศรษฐกิจของประเทศ โดยในปัจจุบันทั่วทั้งโลกต่างรู้จักภาษีในความหมายนี้ และมีรูปแบบการ “เก็บภาษี” ที่ค่อนข้างคล้ายคลึงกัน

แต่รู้หรือไม่ว่า ภาษีได้พัฒนาปรับเปลี่ยนคู่กับพัฒนาการของมนุษยชาติมาอย่างยาวนาน รวมถึงมีเรื่องราวที่น่าสนใจอยู่ไม่น้อยเลยทีเดียว และวันนี้พี่ทุยจะจูงมือทุกคนย้อนเวลากลับไปตั้งแต่ 5,000 ปีที่แล้ว เพื่อดูว่าภาษีมีการเปลี่ยนแปลงและพัฒนายังไง จนมาเป็นภาษีแบบที่เราคุ้นเคยกันในปัจจุบันนี้ ถ้าพร้อมแล้วตามพี่ทุยไปดูกันได้เลย

ตามรอยต้นกำเนิดภาษีจากอารยธรรมโบราณ

ในช่วงแรกนั้น มนุษย์ใช้ชีวิตแบบเร่ร่อนหาของป่า ก่อนที่ในเวลาต่อมาจะเลิกเร่ร่อน แล้วหันมาทำเกษตรแทนจนรวมกันเป็นชุมชน เริ่มมีผู้นำเป็นหัวหน้าชุมชน หมอผี หรือกษัตริย์ โดยผลผลิตการเกษตรเริ่มมีการแบ่งไว้กับตัวเองและแบ่งรวมไว้เป็นของส่วนกลาง แต่ก็ยังไม่ได้มีการกำหนดจำนวนการแบ่งที่แน่นอน

คราวนี้ชุมชนเริ่มพัฒนากลายไปเป็นเมืองที่คนเริ่มเยอะขึ้น การปกครองจึงต้องมีระบบมากขึ้นเป็นธรรมดา อย่างที่อียิปต์โบราณที่ฟาโรห์ได้กำหนดว่าประชาชนต้องมอบผลผลิตทางการเกษตรที่ทำได้ให้ส่วนกลาง 1 ใน 5 ส่วน โดยฟาโรห์จะออกจากวังไปตระเวนเก็บผลผลิตจากประชาชนตามบ้านทุก 2 ปี 

หรือในจีนที่สเกลพื้นที่ของอาณาจักรใหญ่โต ก็เกิดระบบราชการขึ้นมา ส่งคนจากส่วนกลางไปปกครองภูมิภาคแล้วก็มีการเก็บทั้งผลผลิตและเงินจากภูมิภาคต่าง ๆ มาด้วย หรือในอารยธรรมกรีกที่อาจจะทำสงครามอยู่บ่อย ๆ  ก็มีการเก็บเงินเข้าส่วนกลางเพื่อสร้างอาวุธและเลี้ยงกองทัพ

เรียกได้ว่า ถึงแม้จะอยู่ห่างกันขนาดไหน แต่อารยธรรมโบราณต่าง ๆ ก็มีแนวคิดในการเก็บส่วนแบ่งจากการผลิตของประชาชนคล้าย ๆ กัน เพราะความอยู่รอดและความก้าวหน้าของอาณาจักรนั้นขึ้นอยู่กับส่วนแบ่งนี้นั่นเอง

แต่ในสมัยโบราณ ผลผลิตหรือเงินตรายังไม่ใช่ภาษีที่สำคัญที่สุด เพราะฟันเฟืองที่พัฒนาอาณาจักรคือคน ที่มีความเชื่อว่าประชาชนเป็นทรัพย์สินของกษัตริย์ กษัตริย์ก็สามารถเกณฑ์แรงงานคนมาสร้างนั่นสร้างนี่หรือออกไปรบราฆ่าฟันเพื่ออาณาจักรได้ พี่ทุยจึงมองว่าการเกณฑ์แรงงานในสมัยโบราณก็ถือเป็นการเก็บภาษีอีกรูปแบบหนึ่งและเรียกได้ว่าเป็นภาษีที่สำคัญที่สุดเลยทีเดียว

โรมัน ผู้เริ่มต้น “เก็บภาษี” การค้าและการส่งออก

เรื่องราวสำคัญที่เป็นตัวเปลี่ยนแปลงการค้าของโลกคงไม่พ้นเรื่องการขยายอำนาจของ อเล็กซาน เดอร์มหาราช ที่นำกองทัพกรีกเข้าตีอาณาจักรต่าง ๆ เชื่อมโลกตะวันตกและโลกตะวันออกเข้าด้วยกัน ซึ่งเส้นทางการเดินทัพของอเล็กซานเดอร์ได้ถูกพัฒนาต่อโดยจักรวรรดิโรมันกลายเป็นเส้นทางการค้าทางบกขนาดใหญ่ที่เรียกว่า “เส้นทางสายไหม (Silk Road)” 

เส้นทางสายไหมเป็นการเชื่อมการค้าของเอเชียและยุโรปเข้าด้วยกัน เกิดเป็นการค้าข้ามชาติขนาดใหญ่ สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจตามรายทางมากมายมหาศาล โรมันที่เห็นโอกาสทองสร้างเม็ดเงินให้กับตัวเอง เลยเรียกเก็บเงินส่วนแบ่งจากการค้าขายของพ่อค้าที่ใช้เส้นทางสายไหมในอัตรา 5 – 25% (แล้วแต่ช่วงเวลา) แลกกับการที่โรมันจะคุ้มครองสินค้าและความปลอดภัยของตัวพ่อค้าจากการค้าขายในเส้นทางนี้ 

ถึงแม้ส่วนแบ่งที่โรมันเรียกเก็บจะสูง แต่มูลค่าที่ได้จากการใช้เส้นทางสายไหมนั้นมากพอที่เหล่าพ่อค้ายอมจ่าย ทำให้รูปแบบนี้ส่งต่อไปยังอาณาจักรต่าง ๆ ที่สามารถหารายได้จากการค้าข้ามชาติด้วยวิธีแบบโรมัน จนพัฒนามาเป็นสิ่งที่เราเรียกว่า “Tariff” หรือภาษีศุลกากรนั่นเอง

อ่านเพิ่ม

ยุคกลาง : ภาษีความเชื่อและภาษีเงินได้

จริง ๆ แล้ว ภาษีที่หักจากรายได้นั้นเกิดขึ้นตั้งแต่สมัยโรมัน แต่ยังไม่ได้มีรูปแบบชัดเจนว่าเก็บกี่เปอร์เซ็นต์ รู้แค่ว่าในช่วงสงครามจะเก็บมากกว่าช่วงปกติ  หรือในฟากโลกตะวันออกอย่างจีนก็มีการเก็บภาษีที่หักจากรายได้ในสมัยฮ่องเต้ หวางหม่าง แต่จะหักเท่ากันทั้งหมดไม่ว่าจะจนหรือรวย

หลังกรุงโรมที่เป็นศูนย์กลางของโรมันตะวันตกล่มสลาย ยุโรปก็เข้าสู่ยุคกลางที่คริสต์ศาสนามีอิทธิพลครอบงำการเมืองและสังคม เงินส่วนใหญ่จึงไหลไปที่วัดและคริสตจักรเพราะเป็นศูนย์กลางความเชื่อของคน ถึงขนาดมีการออกกฎหมายเก็บภาษีเข้าคริสตจักรโดยหักจากรายได้ของแต่ละคน

แต่น่าสนใจที่ว่า ฝ่ายคริสตจักรใช้ความเชื่อสร้างระบบการหักภาษีจากรายได้ที่มีรูปแบบชัดเจน อย่างคนที่มีรายได้มากก็จะต้องเสียภาษีมาก คนที่มีรายได้น้อยก็จะเสียภาษีน้อย โดยในยุคต่อมาที่คนหลุดจากกรอบความเชื่อของศาสนาและเข้าสู่การสร้างชาติ ระบบภาษีในยุคกลางที่เข้าท่านี้ ก็ถูกประยุกต์ไปเป็นระบบภาษีเงินได้อัตราก้าวหน้าในประเทศต่าง ๆ จนกลายเป็นมาตรฐานและนิยมใช้ในปัจจุบัน

ปฏิวัติอุตสาหกรรม จุดกำเนิดภาษีสรรพสามิต

หลังยุโรปพ้นจากยุคกลาง ก็เกิดทั้งการฟื้นฟูศิลปวิทยาการ ปฏิรูปศาสนา ปฏิวัติวิทยาศาสตร์ โดยเหตุการณ์ต่าง ๆ เหล่านี้ก็นำไปสู่การปฏิวัติอุตสาหกรรม ซึ่งเปลี่ยนแปลงสังคมของมนุษย์ไปอีกรูปแบบหนึ่ง จากการผลิตโดยใช้แรงงานคนที่ได้ผลผลิตน้อยและใช้เวลานาน กลายไปเป็นการใช้เครื่องจักรและระบบโรงงานที่ได้ผลผลิตมหาศาลด้วยเวลาอันรวดเร็ว

ขนาดของเศรษฐกิจในยุคนี้ก็ขยายใหญ่ขึ้นแบบที่ไม่เคยเป็นมาก่อน เกิดสินค้ารูปแบบใหม่ ๆ ที่กระจายถึงมือคนในจำนวนมากขึ้น อังกฤษซึ่งเป็นเจ้าแรกที่บุกเบิกอุตสาหกรรม ก็เห็นช่องทางในการหารายได้จึงมีการหักภาษีสินค้าจากอุตสาหกรรม ซึ่งภาษีรูปแบบนี้ก็ได้ต่อยอดไปสู่ภาษีสรรพสามิต ที่เก็บจากสินค้าบางประเภทตามแต่รัฐบาลเจาะจง

จักรวรรดิอังกฤษ ผู้ทลายกำแพงภาษีของโลก

การปฏิวัติอุตสาหกรรม ยังทำให้เกิดเทรนด์การล่าอาณานิคมเพื่อแย่งชิงดินแดนและทรัพยากรขึ้นมาอีกด้วย ซึ่งอังกฤษที่เป็นแค่เกาะเล็ก ๆ ก็ได้ก้าวข้ามหน้าข้ามตาชาติอื่นเป็นมหาอำนาจของโลกอย่างรวดเร็ว เข้าไปล่าอาณานิคมในดินแดนต่าง ๆ ทั้งทวีปอเมริกา แอฟริกา ออสเตรเลีย และเอเชีย ทำให้ตลาดเศรษฐกิจทั่วทั้งโลกถูกเชื่อมเข้าด้วยกันจากการโยงใยของจักรวรรดิอังกฤษ

การล่าอาณานิคมของอังกฤษ เป็นการเอาทรัพยากรจากอาณานิคมมาป้อนใส่โรงงานแล้วผลิตเป็นสินค้ากลับออกไปขายให้กับคนในอาณานิคมและดินแดนอื่น ๆ อังกฤษที่เป็นเจ้าอาณานิคมก็จะได้เม็ดเงินจากตรงนี้ไปเต็ม ๆ ซึ่งแต่ละดินแดนก่อนที่อังกฤษจะเข้ามานั้น เวลาที่จะทำการค้ากับต่างชาติก็จะมีการเก็บ Tariff เป็นธรรมเนียมอยู่แล้ว 

แต่พออังกฤษเข้ามายึดเรียบร้อยก็จะจัดการกด Tariff ให้ต่ำลงมากที่สุด เพื่อลดต้นทุนการผลิต สร้างสินค้าที่ราคาถูกแล้วเข้าไปตีตลาดในดินแดนอื่น ๆ ต่อไป ทำให้วิธีการของอังกฤษเกิดวัฒนธรรมแบบการค้าเสรีขึ้นอย่างรวดเร็ว ทรัพยากร สินค้า และคนเคลื่อนย้ายไปมาทั่วทั้งโลกเพราะกำแพงภาษีถูกทำลายลงไป รวมถึงรูปแบบการจัดเก็บภาษีประเภทต่าง ๆ ของโลก เริ่มมีมาตรฐานแบบเดียวกันอีกด้วย

การรวมกลุ่มทางเศรษฐกิจและการสร้าง VAT

ในช่วงทศวรรษ 1950 เป็นช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ที่ประเทศต่าง ๆ กำลังฟื้นฟูตัวเองจากสงครามอย่างขยันขันแข็ง โดยเฉพาะในยุโรปที่บ้านเมืองเละเทะจากสงครามอย่างหนักก็ผุดไอเดียมาจับมือร่วมกันฟื้นฟูเศรษฐกิจโดยสร้างกลุ่มขึ้นมา ซึ่งกลุ่มที่ว่าก็พัฒนาเป็นสหภาพยุโรป (European Union) ในภายหลัง

ประเด็นสำคัญอีกอย่างหนึ่งคือในปี 1954 ฝรั่งเศสที่ต้องการเงินมาฟื้นฟูประเทศก็คิดภาษีโฉมใหม่ขึ้นมาอย่างภาษีมูลค่าเพิ่มหรือที่เราคุ้นเคยในชื่อของ VAT ซึ่งจะหักจากสินค้าและบริการทุกชนิดในอัตราที่เท่ากัน

อีกทั้งการจับมือร่วมฟื้นฟูเศรษฐกิจของยุโรปทำให้ไอเดียเรื่อง VAT ของฝรั่งเศสฮิตขึ้นมาอย่างรวดเร็ว ประเทศอื่น ๆ เอาไปใช้กันอย่างแพร่หลาย จนปัจจุบันทั่วทั้งโลกต่างก็เก็บ VAT กันเป็นปกติ แค่ต่างกันที่เปอร์เซ็นต์การเก็บ (พี่ทุยเสริมว่า VAT ของไทยจะอยู่ที่ 7%)

เหตุการณ์เปลี่ยนแปลงประวัติศาสตร์จากการ “เก็บภาษี”

ภาษีก็เหมือนดาบสองคมสำหรับรัฐบาล เพราะเป็นรายได้หลักที่จะเอาไปบริหาร แต่อีกด้านหนึ่งก็อาจเป็นหายนะที่นำไปสู่การเปลี่ยนแปลงหรือกระทั่งโค่นล้มรัฐบาลเลยทีเดียว โดยพี่ทุยมีเคสตัวอย่างที่จะเล่าให้ฟังด้วยกัน 3 เคส

1. แมกนาคาร์ตา

เคสแรกเกิดในอังกฤษช่วงยุคกลางที่กษัตริย์มีอำนาจในการเก็บภาษีอย่างอิสระ ซึ่งปัญหาเกิดขึ้นเมื่อกษัตริย์จอห์นดันเก็บภาษีในอัตราที่สูงเกินไป ประชาชนส่วนใหญ่จ่ายไม่ไหว ทำให้มีการรวมตัวกันโค่นล้มและตัดหัวกษัตริย์จอห์น พร้อมสร้างกฎหมายที่เรียกว่า “แมกนาคาร์ตา (Magna Carta)” ขึ้นมา เพื่อกำหนดว่ากษัตริย์ไม่สามารถกำหนดอัตราภาษีได้ตามใจชอบ ชาติอื่น ๆ ก็ได้เอาเคสนี้เป็นตัวอย่าง พากันเก็บภาษีในอัตราที่เหมาะสม 

2. ปฏิวัติอเมริกา

เคสที่สองเกิดใน 13 อาณานิคม ที่เป็นอาณานิคมของอังกฤษในทวีปอเมริกา โดยอังกฤษก็มีการเก็บภาษีหลายประเภทที่ไม่ค่อยสมเหตุสมผล ทำให้ 13 อาณานิคมต้องการให้มีผู้แทนของตัวเองเข้าไปกำหนดการเก็บภาษีในสภาของอังกฤษด้วย

แต่กลับโดนปฏิเสธ จนในปี 1773 ก็เกิดการจราจลยึดเรือสินค้าของอังกฤษในเมืองบอสตัน แล้วโยนหีบชาซึ่งเป็นสินค้ายอดฮิตของอังกฤษลงทะเล หรือที่เรียกกันว่าเหตุการณ์ Boston Tea Party จุดเล็กๆ นี้ก็บานปลายไปสู่สงครามใหญ่ ซึ่งสุดท้าย 13 อาณานิคมก็เป็นฝ่ายชนะตั้งประเทศของตัวเองขึ้นมาคือสหรัฐอเมริกา

3. ปฏิวัติฝรั่งเศส

กรณีสุดท้ายเกิดที่ฝรั่งเศสในช่วงพระเจ้าหลุยส์ที่ 16 โดยในตอนนั้น ฝรั่งเศสเจอปัญหาเศรษฐกิจตกต่ำและเริ่มถังแตก รัฐบาลเลยแก้ปัญหาโดยการเก็บภาษีเพิ่ม ซึ่งปัญหาอยู่ที่ว่าชนชั้นขุนนางและนักบวชนั้นไม่ต้องเสียภาษี แต่ชนชั้นอื่น ๆ ที่ต่ำลงมาต้องเสียภาษี 

ทำให้ชนชั้นเหล่านี้ที่เจอปัญหาเศรษฐกิจรุมเร้าอยู่แล้ว ยังเจออัตราภาษีสุดโหดเข้าไปอีก ก็ไม่พอใจรวมตัวกันประท้วงเกิดเป็นการปฏิวัติฝรั่งเศสในปี 1789 โค่นล้มหลุยส์ที่ 16 และชนชั้นสูง พร้อมสร้างแนวคิดว่าใครก็ตามไม่ว่าชนชั้นไหนก็ต้องเสียภาษีเหมือนกันทั้งหมด

เรียกได้ว่า ทั้งสามเคสนั้น ได้ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงแนวคิดและรูปแบบการเก็บภาษีของโลกไปอย่างมากมายเลยทีเดียว ทั้งการเก็บภาษีที่ต้องสัมพันธ์กับรายได้ การมีผู้แทนของตัวเองเข้าไปกำหนดเรื่องภาษี และการที่ทุกคนไม่ว่าจนหรือรวยก็ต้องเสียภาษีอย่างเท่าเทียมกัน

รูปแบบภาษีของโลกสู่รูปแบบ “เก็บภาษี” ของไทย

พี่ทุยพาไปดูพัฒนาการภาษีของโลกกันแล้ว คราวนี้เราลองมาดูพัฒนาการภาษีของไทยกันบ้าง โดยไทยนั้นก็เหมือนกับที่อื่น ๆ ของโลก ที่มีการเก็บส่วนแบ่งจากผลผลิตทางการเกษตรของประชาชนและเกณฑ์แรงงานคน รวมถึงในช่วงอยุธยาก็มีการหักภาษีจากรายได้ที่เรียกว่า อากร หรือการเก็บค่าธรรมเนียมที่เรียกว่า ฤชา

ภาษีของไทยมีรูปแบบมากขึ้นในช่วงรัชกาลที่ 5 ที่มีการสร้างหน่วยงานชื่อว่าหอรัษฎากรพิพัฒน์ เพื่อเก็บภาษีทั้งประเทศมารวมไว้ที่ส่วนกลางทั้งหมด (หน่วยงานหอรัษฎากรพิพัฒน์นี้ได้พัฒนาต่อไปเป็น กระทรวงการคลังในปัจจุบัน) 

จุดเปลี่ยนสำคัญอีกจุดคือเกิดการเปลี่ยนแปลงการปกครองที่มีการนำรัฐธรรมนูญเข้ามาใช้และกำหนดในกฎหมายเลยว่าการเสียภาษีเป็นหน้าที่ของประชาชนทุกคน การเปลี่ยนแปลงการปกครองยังทำให้เกิดการเขียน พ.ร.บ.ภาษีต่าง ๆ ขึ้นมาหลายฉบับ

โดยในช่วงนี้นี่แหละที่ไทยเอารูปแบบการเก็บภาษีของตะวันตกมาใช้แบบจริงจัง ทั้งภาษีเงินได้อัตราก้าวหน้า ภาษีสรรพสามิต ภาษีศุลกากร ฯลฯ รวมถึง VAT ที่เกิดขึ้นภายหลัง ไทยก็เอามาปรับใช้ด้วยเช่นเดียวกันจนปัจจุบัน

จากเรื่องราวที่พี่ทุยเล่าไปจะเห็นได้ว่า ตลอดประวัติศาสตร์ไม่ว่าจะช่วงเวลาไหน ภาษีก็เป็นสิ่งสำคัญลำดับต้น ๆ และเป็นโจทย์ปัญหาที่ผู้นำต้องแก้ออกมาให้ดีที่สุดอยู่เสมอ หากแก้ได้แย่ก็อาจเกิดหายนะกับทั้งผู้นำและประเทศแบบเคสตัวอย่างมากมายที่เกิดขึ้นมาแล้ว

แต่หากแก้ได้ดีก็จะพัฒนาสังคมและเศรษฐกิจให้กับประเทศได้ เพราะตั้งแต่อดีตกาล 5,000 ปีจนปัจจุบัน พี่ทุยบอกได้เลยว่าภาษีเป็นตัวกำหนดชีวิตของมนุษย์ทุกคนอย่างไม่ต้องสงสัย

อ้างอิง

Blankson, Samuel. A Brief History of Taxation. England : Blankson Enterprises Limited, 2007.

Burg, F. David. A World History of Tax Rebellions: An Encyclopedia of Tax Rebels, Revolts, and Riots from Antiquity to the Present. Oxfordshire : Routledge, 2003.

Federer, J. William. The Interesting History of Income Tax. United States : Amerisearch Inc, 2004. 

ฉัตรทิพย์ นาถสุภา และสมภพ มานะรังสรรค์. ประวัติศาสตร์เศรษฐกิจไทยจน พ.ศ. 2484. กรุงเทพฯ : มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, 2527. 

รังสรรค์ ธนะพรพันธุ์. ภาษีอากรในประวัติศาสตร์เศรษฐกิจไทย. กรุงเทพฯ : มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, 2527. 

รูปบน ของ desktop
รูปล่าง ของ mobile
error: