เมื่อ "Fed ขึ้นดอกเบี้ย" ควรปรับพอร์ตลงทุนยังไงดี ?

เมื่อ “Fed ขึ้นดอกเบี้ย” ควรปรับพอร์ตลงทุนยังไงดี ?

5 min read  

ฉบับย่อ

  • ธนาคารกลางมีหน้าที่หลัก 2 ข้อ คือ สนับสนุนให้เกิดการเติบโตของเศรษฐกิจและควบคุมเสถียรภาพของราคา โดยมี “อัตราดอกเบี้ยนโยบาย” เป็นหนึ่งในเครื่องมือที่ใช้ควบคุมสภาพเศรษฐกิจ ซึ่งการปรับอัตราดอกเบี้ยมีผลกระทบทั้งราคาสินค้าและสินทรัพย์การเงิน
  • ตราสารหนี้ กองทุนอสังหาฯ และ REITs ได้รับผลเชิงลบจากการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย เช่นเดียวกับหุ้นกลุ่มเติบโต ขณะที่หุ้นกลุ่มการเงิน สินค้าฟุ่มเฟือย ผู้ผลิตสินค้าและอุตสาหกรรมได้รับผลดีจากการขึ้นอัตราดอกเบี้ยและสภาพเศรษฐกิจ ณ ขณะนั้น
  • นักลงทุนสามารถพิจารณาลดสัดส่วนการลงทุนในตราสารหนี้ กองทุนอสังหาฯ และ REITs สินค้าโภคภัณฑ์ บิตคอยน์ (BTC) และเพิ่มสัดส่วนกลุ่มการเงิน จากนั้นเมื่อเศรษฐกิจเข้าสู่ช่วงขยายตัวจึงลดสัดส่วนกลุ่มการเงินและเพิ่มสัดส่วนกลุ่มสินค้าฟุ่มเฟือย ขณะเดียวกันใช้โอกาสที่หุ้นกลุ่มเติบโตปรับตัวลง ทยอยสะสมหุ้นเทคโนโลยีซึ่งมีแนวโน้มเติบโตในระยะยาว

อย่างที่พี่ทุยเคยเล่าไว้ก่อนหน้านี้ว่า “Fed ขึ้นดอกเบี้ย” หลังจากที่มีการประชุมและตกลงกันเป็นที่เรียบร้อย ถ้าใครยังไม่เคยอ่าน สามารถย้อนไปอ่านได้ที่ 

ปกติแล้วธนาคารกลางไม่ว่าจะเป็นประเทศใดก็ตามมีหน้าที่หลัก 2 ข้อ คือ “สนับสนุนการเติบโตของเศรษฐกิจ” และ “ควบคุมเสถียรภาพของราคา” โดยมี “อัตราดอกเบี้ยนโยบาย” เป็นหนึ่งในเครื่องมือที่ใช้ควบคุมสภาพเศรษฐกิจ

สำหรับกลไกพื้นฐานในการใช้อัตราดอกเบี้ยนโยบายในการควบคุม กรณีเศรษฐกิจร้อนแรงมาก (Overheat) จนอัตราเงินเฟ้อพุ่งสูง ธนาคารกลางจำเป็นต้องปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบาย และหากเศรษฐกิจซบเซาพร้อมมีสัญญาณชะลอตัวในตลาดแรงงาน ธนาคารกลางก็จะปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบาย

ซึ่งในเวลานี้เศรษฐกิจสหรัฐฯ กำลังฟื้นตัวพร้อมอัตราเงินเฟ้อที่เพิ่มขึ้นทำให้ธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) ส่งสัญญาณปรับขึ้น “อัตราดอกเบี้ยนโยบาย” สร้างความผันผวนไปทั่วทุกสินทรัพย์ในตลาดการเงิน 

การปรับขึ้น “อัตราดอกเบี้ยนโยบาย” แน่นอนว่าส่งผลต่อทิศทางราคาสินทรัพย์การเงินอย่างแน่นอน พี่ทุยเลยขอพาไปดูว่าจะมีผลดีผลเสียต่อสินทรัพย์ใดบ้าง ควรลงทุนหรือหลีกเลี่ยง

1. ตราสารหนี้

เมื่อใดก็ตามที่ขึ้นอัตราดอกเบี้ย ราคาตราสารหนี้มีแนวโน้มปรับตัวลง เพราะตราสารหนี้ที่ออกใหม่จะมีอัตราดอกเบี้ยหน้าตั๋วสูงขึ้นหลังอัตราดอกเบี้ยปรับขึ้น ส่งผลให้ตราสารหนี้ที่อยู่ในตลาดซึ่งมีอัตราดอกเบี้ยหน้าตั๋วต่ำกว่าได้รับความสนใจจากนักลงทุนน้อยลง จึงมีแรงเทขายมากกว่าแรงซื้อ ภาพรวมราคาตราสารหนี้จึงปรับตัวลง หรือที่เราจะมักจะเรียกความเสี่ยงนี้ว่า “ความเสี่ยงจากอัตราดอกเบี้ย (Interest Risk)”

อย่างไรก็ตามตราสารหนี้แต่ละช่วงอายุได้รับผลกระทบเชิงลบจากการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยที่ต่างกัน โดยทั่วไปแล้วราคาของตราสารหนี้ระยะสั้นจะได้รับผลกระทบน้อยกว่าตราสารหนี้ระยะยาว ดังนั้น การลงทุนในส่วนตราสารหนี้จึงควรเป็นตราสารหนี้ระยะสั้น

สำหรับใครยังสนใจการลงทุนในตราสารหนี้อยู่ ก็สามารถลงทุนตราสารหนี้ที่มีการปรับอัตราดอกเบี้ยหน้าตั๋วตามอัตราดอกเบี้ยในตลาดหรืออัตราเงินเฟ้อ เช่น ตราสารหนี้ดอกเบี้ยลอยตัว (Floating-Rate Note), ตราสารหนี้ที่มีอัตราดอกเบี้ยแปรผันตามอัตราเงินเฟ้อ (Inflation-Linked Bond) เพื่อบริหารความเสี่ยงในส่วนนี้ได้ 

2. กองทุนอสังหาฯ และ REITs

การปรับขึ้นของอัตราดอกเบี้ยส่งผลเสียอย่างชัดเจนต่อกองทุนอสังหาฯ และ REITs โดยตลาดจะเปรียบเทียบอัตราการปันผล (Dividend Yield) กับอัตราดอกเบี้ยของพันธบัตร ซึ่งเป็นสินทรัพย์การเงินที่มีความเสี่ยงต่ำ และการที่พันธบัตรกำลังมีอัตราดอกเบี้ยหน้าตั๋วเพิ่มขึ้น ส่งผลให้เมื่อเปรียบเทียบกับความเสี่ยงของสินทรัพย์แล้วมีความน่าสนใจมากขึ้น ทำให้มีแนวโน้มเม็ดเงินลงทุนจึงไหลออกจากกลุ่มกองทุนอสังหาฯ และ REITs ซึ่งเป็นสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงสูง

3. หุ้น (Stock)

การปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยไม่ได้ส่งผลกระทบโดยตรงต่อหุ้นเหมือนอย่างที่เกิดกับตราสารหนี้ แต่เป็นผลกระทบทางอ้อมต่อทั้งการใช้จ่ายที่น้อยลงของผู้บริโภคและบริษัท รวมถึงในแง่ของการคำนวณมูลค่าบริษัท แต่จากข้อมูลในอดีตที่พี่ทุยลองไปส่อง ๆ มาดู ก็ยังไม่มีหลักฐานหรือความสัมพันธ์ที่ชัดเจนว่าการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยจะส่งผลเสียต่อตลาดหุ้นทั้งหมด แต่พบว่ามีผลดีและผลเสียต่อแต่ละกลุ่มอุตสาหกรรมที่แตกต่างกันออกไป

3.1 หุ้นกลุ่มเติบโต (Growth stocks)

เพียงแค่ชื่อก็บ่งชี้ชัดเจนว่านักลงทุนในตลาดคาดหวังให้หุ้นกลุ่มนี้ยังคงเติบโตในระดับสูงอย่างต่อเนื่องเพื่อให้พื้นฐานยังรองรับมูลค่าได้ต่อไป แต่การที่อัตราดอกเบี้ยเพิ่มขึ้นส่งผลเสียต่อหุ้นกลุ่มนี้อย่างมากเนื่องจากผลตอบแทนของหุ้นกลุ่มนี้ขึ้นอยู่กับระดับมูลค่าในปัจจุบันและความคาดหวังของตลาด

ผลกระทบเห็นได้อย่างชัดเจนผ่านการคำนวณมูลค่าด้วยการ “คิดลดกระแสเงินสด (Discount Cash Flow)” ในอนาคต เมื่ออัตราดอกเบี้ยเพิ่มขึ้นมูลค่าปัจจุบันที่ได้จากการคิดลดกระแสเงินก็จะลดลง ประกอบกับความคาดหวังหลักของตลาดต่อหุ้นกลุ่มนี้ขึ้นอยู่กับมูลค่าในปัจจุบัน ราคาหุ้นกลุ่มเติบโตจึงปรับตัวลงแรงอย่างที่เกิดขึ้น

3.2 กลุ่มหุ้นที่ได้รับประโยชน์จากการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย

  • กลุ่มการเงิน (Financial Sector)

เป็นหนึ่งในกลุ่มที่รับผลดีโดยตรงจากการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มธนาคารที่ใช้เงินระยะสั้น (เงินฝาก) ไปปล่อยกู้ระยะยาวจึงได้ทำกำไรจากส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยเงินฝากและเงินกู้ได้มากขึ้น

กลุ่มบริษัทประกันที่ก็มีโอกาสทำกำไรส่วนเพิ่มได้มากขึ้นด้วยผลตอบแทนในกรมธรรม์แบบอัตราคงที่ (Fixed rate) แต่สร้างผลตอบแทนด้วยอัตราดอกเบี้ยลอยตัว (Floating rate) ในตลาด ซึ่งกำลังมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น หรือแม้กระทั่งกลุ่มบริษัทหลักทรัพย์ที่ทำกำไรได้เพิ่มขึ้นจากอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ยืมที่สูงขึ้น

  • กลุ่มสินค้าฟุ่มเฟือย (Consumer Discretionary)

ก็เป็นอีกกลุ่มที่มีผลตอบแทนโดดเด่นในช่วงที่เศรษฐกิจกลับมาเติบโต เนื่องจากการจ้างงานกลับมาขยายตัวส่งผลดีต่อรายได้ และสุดท้ายทำให้ผู้บริโภคจับจ่ายใช้สินค้าฟุ่มเฟือยมากขึ้น เมื่อเศรษฐกิจขยายตัวก็มักเป็นช่วงเวลาที่อัตราดอกเบี้ยปรับเพิ่มขึ้นเช่นกัน ดังนั้น การปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยจึงไม่ได้ส่งผลดีโดยตรงแต่ใช้เป็นสัญญาณชี้นำล่วงหน้าได้ว่ากลุ่มสินค้าฟุ่มเฟือยกำลังจะมีผลตอบแทนที่โดดเด่น และก็เป็นกลุ่มผู้ผลิตและอุตสาหกรรมที่ได้รับอานิสงค์จากการฟื้นตัวของการบริโภค

  • กลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภค (Consumer Staples) และกลุ่มสาธารณูปโภค (Utillity)

มีแนวโน้มทำผลตอบแทนลดลงแต่ไม่มากนัก แม้บางบริษัทอาจมีต้นทุนการลงทุนที่เพิ่มขึ้นแต่ราคาวัตถุดิบจะคงที่หรือลดลงเมื่ออัตราดอกเบี้ยปรับขึ้น ผลกระทบจากต้นทุนที่เพิ่มขึ้นจึงหักล้างกับราคาวัตถุดิบที่มีแนวโน้มลดลง

การปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยอาจส่งผลกระทบในระยะสั้นต่อตลาดหุ้น แต่อาจไม่ได้เป็นผลเสียในระยะยาวเพราะการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยมักเกิดขึ้นในช่วงเวลาที่กิจกรรมเศรษฐกิจคึกคัก ผลเสียจากการขึ้นอัตราดอกเบี้ยจะถูกหักล้างด้วยผลประกอบการของบริษัทที่ดีกว่าคาดการณ์และมีแนวโน้มดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง

ทั้งนี้การเลือกลงทุนในหุ้นสิ่งที่สำคัญที่สุดคือ “พื้นฐาน (Fundamental)” ของกิจการ จะต้องมีการเติบโตของรายได้และกำไรในอนาคต ถึงแม้จะมีปัจจัยบวกเข้ามา แต่ถ้าบริษัทไม่ได้สามารถโตตามเศรษฐกิจที่ฟื้นตัวได้ หุ้นตัวนั้นก็ถือว่าไม่เป็นน่าสนใจในการลงทุน

  • ค่าเงินดอลลาร์และสินค้าโภคภัณฑ์

เมื่อ “Fed ขึ้นดอกเบี้ย” ย่อมดึงดูดเม็ดเงินให้เข้ามาลงทุนในสินทรัพย์การเงินที่เป็นสกุลดอลลาร์ (USD Denominated Assets) ทำให้สกุลเงินดอลลาร์แข็งค่า ซึ่งเงินดอลลาร์ก็เป็นหนึ่งในต้นทุนของสินค้าโภคภัณฑ์ (Commodity) การแข็งค่าของดอลลาร์ทำให้ต้นทุนสินค้าโภคภัณฑ์เพิ่มขึ้น จึงส่งผลให้ความต้องการสินค้าโภคภัณฑ์ลดลง ท้ายที่สุดราคาสินค้าโภคภัณฑ์จึงมีแนวโน้มลดลง

  • บิตคอยน์ (BTC)

บิตคอยน์ (BTC) ถูกใช้ในหลายวัตถุประสงค์หนึ่งในนั้นเป็นสินทรัพย์ป้องกันความเสี่ยงอัตราเงินเฟ้อ เมื่อมีการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเพื่อสกัดการเพิ่มขึ้นของอัตราเงินเฟ้อ จะส่งผลให้เม็ดเงินไหลออกจากสินทรัพย์ป้องกันความเสี่ยงอัตราเงินเฟ้อ และก็เป็นขณะเดียวกันที่เงินดอลลาร์แข็งค่า สร้างแรงกดดันต่อบิตคอยน์ซึ่งมีความสัมพันธ์ตรงข้ามกับทิศทางค่าเงินดอลลาร์ ดังนั้น การปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยจึงส่งผลในเชิงลบต่อแนวโน้มราคาบิตคอยน์

ในช่วงที่มีการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย นักลงทุนอาจจะพิจารณาลดสัดส่วนการลงทุนในตราสารหนี้โดยสัดส่วนที่อยู่ควรเน้นไปยังตราสารหนี้ระยะสั้น ตราสารหนี้ดอกเบี้ยลอยตัว (Floating-Rate Note) ตราสารหนี้ที่มีอัตราดอกเบี้ยแปรผันตามอัตราเงินเฟ้อ (Inflation-Linked Bond)

ส่วนด้านกองทุนอสังหาฯ และ REITs ก็สามารถปรับลดสัดส่วนการลงทุน รวมไปถึงกลุ่มสินค้าโภคภัณฑ์และบิตคอยน์ซึ่งอาจมีค่าเงินดอลลาร์เป็นอีกปัจจัยที่มีอิทธิพลเหนืออัตราดอกเบี้ยต่อทิศทางราคาสินค้าโภคภัณฑ์ในบางช่วงเวลา

และควรเพิ่มสัดส่วนการลงทุนในหุ้นกลุ่มการเงิน จากนั้นเมื่อเศรษฐกิจเข้าสู่ช่วงขยายตัวจึงลดสัดส่วนกลุ่มการเงินและเพิ่มสัดส่วนกลุ่มสินค้าฟุ่มเฟือย ขณะเดียวกันในโลกแห่งเทคโนโลยีที่มีโอกาสเปิดกว้างสำหรับหุ้นกลุ่มเติบโตในระยะยาว นักลงทุนควรใช้โอกาสที่ราคาปรับตัวลงมาทยอยสะสมหุ้นกลุ่มเติบโตเข้าพอร์ตการลงทุนอย่างต่อเนื่องนั่นเอง

ฟัง Podcast เพิ่มเติม

รูปบน ของ desktop
รูปล่าง ของ mobile
"Forex" FXTM
"Forex" FXTM
error: