เป็นปัญหาที่ถูกพูดถึงบ่อยขึ้นเรื่อย ๆ สำหรับอิทธิพลที่จีนมีต่อเศรษฐกิจไทย ทั้งกลุ่มทุนรุกซื้อกิจการไทย และการส่งออกที่ไทยขาดดุลจีน ทุกคนต่างตั้งคำถามว่าจะแก้ปัญหาเหล่านี้อย่างไร ? และล่าสุดตัวเลขการค้าของจีนกับไทยที่ออกมาก็ทำทุกคนอึ้ง เพราะ ไทยขาดดุลจีน ถึง 1.3 ล้านล้านบาท วันนี้พี่ทุยจึงขอพาไปดูว่ามีปัญหาอยู่ที่จุดไหนบ้าง และวิธีแก้ปัญหาของประเทศอื่นที่เจอปัญหาเดียวกับไทย ถ้าพร้อมแล้วไปลุยกันเลย!!!
ทุนจีนรุกหนัก ซื้อหลายกิจการในไทยไปแล้ว
เมื่อวันที่ 6 ก.พ. 2567 Kerry Express บริษัทขนส่งชื่อดัง ขายกิจการพร้อมหุ้น 100% ให้บริษัท เอสเอฟ อินเตอร์เนชั่นแนล โฮลดิ้ง (ประเทศไทย) จำกัด บริษัทย่อยของ S.F. Holding Co. ยักษ์ใหญ่ด้านขนส่งจากจีน เรียกได้ว่า Kerry ที่ชาวไทยรู้จักกันอย่างดี เปลี่ยนมือมีเจ้าของเป็นสัญชาติจีนเต็มตัว
การรุกคืบซื้อกิจการในไทยของกลุ่มทุนจีนมีมาอย่างต่อเนื่อง ก่อนหน้านี้ปี 2561 อีลี่กรุ๊ป บริษัทผู้ผลิตผลิตภัณฑ์นมสัญชาติจีนทุ่มเงินซื้อบริษัท จอมธนา จำกัด ผู้ผลิตไอศกรีมแบรนด์ “Cremo”, ติ่มซำแช่แข็ง และธุรกิจรถห้องเย็นขนส่งสินค้า เพื่อรุกตลาดไทยและอาเซียน
ด้านการศึกษาพบว่ามี 3 มหาวิทยาลัยเอกชนไทย ได้แก่ มหาวิทยาลัยเกริก, มหาวิทยาลัยนานาชาติสแตมฟอร์ด และมหาวิทยาลัยเมธารัถย์ มีกลุ่มทุนจีนเป็นผู้ถือหุ้น มีผู้บริหารและกรรมสภามหาวิทยาลัยเป็นชาวจีน
ขณะที่อุตสาหกรรมยางพาราที่เป็นสินค้าส่งออกหลักของไทยก็มีกลุ่มทุนจีนเข้ามาเทคโอเวอร์บริษัทไทยเช่นกัน โดยมีถึง 2 บริษัทใน 5 บริษัทผู้ค้ายางพารารายใหญ่ของไทย (มีฉายา 5 เสือยางไทย) ถูกกลุ่มทุนจีนซื้อกิจการไปแล้ว
ฝั่งการค้า ไทยขาดดุลกับจีน มากที่สุดเป็นประวัติการณ์
ฝั่งการค้าปัญหายิ่งชัด!!! ปี 2566 ประเทศไทยขาดดุลการค้า 5,192 ล้านดอลลาร์ (188,871 ล้านบาท) เนื่องจากมูลค่าการนำเข้ามากกว่าการส่งออก ประเด็นที่น่าสนใจ คือ ประเทศจีนเป็นประเทศที่ไทยขาดดุลให้มากที่สุดถึง 36,635 ล้านดอลลาร์ (1,332,689 ล้านบาท) เป็นการขาดดุลที่มากสุดเป็นประวัติการณ์
เครื่องจักรและเครื่องใช้ไฟฟ้าเป็นสินค้าที่ไทยขาดดุลจีนมากที่สุด ตามด้วยเครื่องจักรที่ใช้ในโรงงานรวมถึงรถยนต์ ซึ่งสินค้าประเภทรถยนต์เป็นกลุ่มที่ขาดดุลพุ่งขึ้นชัดเจน โดยปี 2564 ไทยแทบไม่ขาดดุลการค้าสินค้ากลุ่มนี้เลย แต่หลังกระแสรถยนต์ EV มาแรงในไทย ปี 2566 ไทยขาดดุลสินค้าประเภทรถยนต์ให้จีนไปถึง 3,892 ล้านดอลลาร์
การที่บริษัทจีนหลายแห่งเข้ามาตั้งฐานการผลิตรถยนต์ EV ในไทยและต้องนำเข้าชิ้นส่วนรถยนต์มากขึ้น คาดว่าไทยมีแนวโน้มขาดดุลสินค้าประเภทรถยนต์กับจีนมากขึ้น
ส่วนฝั่งไทยมีสินค้าประเภทผลไม้สด ยางพารา และไม้ ที่เกินดุลการค้ากับจีน แต่มูลค่าไม่สูงพอชดเชยสินค้าที่ขาดดุล
ส่วนปี 2567 เดือน ม.ค. ไทยยังคงขาดดุลการค้าต่อเนื่องสูงถึง 2,757 ล้านดอลลาร์ ประเทศที่ไทยขาดดุลการค้าสูงสุด อันดับ 1 ยังคงเป็น จีน ขาดดุล 4,613 ล้านดอลลาร์
เมื่อย้อนเวลาไปราว 20 ปี ฉายภาพการขาดดุลกับจีนที่เริ่มกลายเป็นปัญหาของไทยชัดเจนยิ่งขึ้น เมื่อปี 2546 ไทยขาดดุลให้จีน 313 ล้านดอลลาร์ ปี 2556 ขาดดุล 10,494 ล้านดอลลาร์ มาถึงปี 2566 ขาดดุลเป็น 36,635 ล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้นถึง 117 เท่า และดูมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นต่อในอนาคต คำถามคือ ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น?
ปัญหา ไทยขาดดุลจีน เพิ่มขึ้นเกิดจากอะไร?
นอกจากจีนมีเงินทุนหนาแล้ว สาเหตุแท้จริงเกิดจากโครงสร้างการค้าไทยกับจีน ประกอบด้วย
- ไทยไม่มีความสามารถผลิตสินค้ามูลค่าสูง
รายชื่อสินค้าที่ไทยขาดดุลจีนต่างเป็นสินค้ามูลค่าสูงที่ใช้เทคโนโลยีหรือการประหยัดต้นทุนจากปริมาณผลิตเยอะ สวนทางกับฝั่งไทยที่เกินดุลสินค้าเกษตร ซึ่งมีการเพิ่มมูลค่าน้อย ต้องใช้ปริมาณเข้าสู้ แถมการแข่งขันสูงจากคู่แข่งเข้ามาชิงส่วนแบ่งตลาดสินค้าเกษตรในจีน
- สินค้าจีนทะลักเข้าไทย บุกง่ายผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์
เมื่อจีนได้เปรียบไทยด้านต้นทุนการผลิต สินค้าที่ใช้ในชีวิตประจำวันจากจีนต่างไหลเข้ามาบุกตลาดไทย นอกจากนี้สินค้าจากจีนที่มีมูลค่าไม่เกิน 1,500 บาท ได้รับการยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่ม แถมขายถึงมือคนไทยง่ายผ่านแพลตฟอร์ม e-Commerce
- ต่างชาติย้ายฐานผลิตออกจากจีน กระทบถึงส่งออกไทย
สงครามการค้าระหว่างสหรัฐฯ และจีนที่เริ่มขึ้นเมื่อปี 2561 ทวีความรุนแรงขึ้น ต่างชาติเริ่มย้ายฐานการผลิตออกจากจีน ส่งผลให้ภาคอุตสาหกรรมไทยที่เคยส่งออกสินค้าให้ภาคอุตสาหกรรมจีนมีแนวโน้มลดลงไปด้วย
ยิ่งมองไปฝั่งอุตสาหกรรมไทยยิ่งพบปัญหาว่าไทยไม่มีอุตสาหกรรมใหม่ที่สามารถแข่งขันกับประเทศอื่นและเป็นเครื่องยนต์ขับเคลื่อนการส่งออกไทย ในอนาคตปัญหาอาจไม่ใช่แค่การขาดดุลการค้ากับประเทศจีนอีกต่อไป แต่ลุกลามไปถึงการส่งออกที่เติบโตลดลงเรื่อย ๆ กระทบสภาพเศรษฐกิจไทยที่มีปัญหาหนี้ครัวเรือนสูงเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว
มาตรการแก้ไขปัญหา ไทยขาดดุลจีน ตอนนี้ของไทย
ผู้ประกอบการ SME เป็นหนึ่งในกลุ่มที่ได้รับผลกระทบมากที่สุดจากปัญหาทุนจีนบุกไทยและการขาดดุลการค้ากับจีน เบื้องต้นภาครัฐเผย 2 มาตรการเร่งด่วนแก้ไขปัญหา
ประกอบด้วย 1. มาตรการสร้างอาชีพผ่านระบบแฟรนไชส์ ซึ่งจะจัดหาทำเลค้าขายราคาประหยัดสำหรับธุรกิจแฟรนไชส์และ SME และ 2. มาตรการเพิ่มกำลังซื้อภายในประเทศ โดยกระตุ้นและส่งเสริมให้แรงงานต่างด้าวที่อยู่ในไทยซื้อสินค้าในประเทศส่งกลับภูมิลำเนา
ด้านสมาพันธ์เอสเอ็มอีไทยเสนอแนวทางแก้ปัญหา เช่น ทบทวนอัตราภาษีนำเข้า FTA กลุ่มสินค้าที่ไทยเสียเปรียบ, ใช้กฎหมายเก็บภาษีมูลค่าเพิ่ม ภาษีธุรกิจการค้ากับนักธุรกิจจีน, ส่งเสริมธุรกิจเกษตรกรไทยลดการนำเข้าจากจีน
ในรายละเอียดอาจยังไม่มีแนวทางการแก้ปัญหาที่เป็นรูปธรรมและทันเวลา แต่ประเทศอื่นก็เจอปัญหาขาดดุลการค้ากับจีนเช่นกัน ซึ่งมีบางประเทศที่ใช้มาตรการที่น่าสนใจ อาจปรับใช้กับสถานการณ์ตอนนี้ได้ เช่น อินเดียและอินโดนิเซีย
อินเดียและอินโดนิเซียไม่นิ่งนอนใจ จัดมาตรการแก้ปัญหาแล้ว
จีนเป็นหนึ่งในคู่ค้าหลักของอินเดีย ซึ่งอินเดียขาดดุลการค้ากับจีนจำนวนมาก รัฐบาลอินเดียจึงต้องแก้ปัญหานี้แต่ต้องเป็นมาตรการที่แนบเนียนไม่สร้างความขัดแย้งกับจีน ทางอินเดียได้ปรับเปลี่ยนแนวทางการอนุมัติการลงทุน FDI โดยระบุว่าต้องมีการตรวจสอบและพิจารณาปัจจัยด้านความมั่นคงอย่างรอบคอบสำหรับการลงทุน FDI จากประเทศที่มีพรมแดนทางบกร่วมกับอินเดีย ซึ่งมีหลายประเทศที่มีพรมแดนติดกับอินเดีย แต่เป้าหมายของมาตรการนี้ก็คือ ประเทศจีน
ฝั่งจีนก็ไม่สามารถตอบโต้กับมาตรการนี้ได้เต็มที่ เพราะมาตรการนี้ไม่ได้กีดกันจีนโดยตรง อย่างไรก็ตามระหว่างปี 2563-2566 บริษัทจีนยื่นขอลงทุนในอินเดีย 435 ข้อเสนอ แต่ได้รับการอนุมัติน้อยกว่า 1 ใน 4
ส่วนอินโดนิเซียออกกฎหมายเข้มงวด 2 ข้อ คือ รัฐบาลออกกฎหมายปกป้องเกษตรกร โดยสินค้าเกษตรจากจีนที่เข้ามาจำหน่ายในอินโดนิเซียต้องไม่ตรงกับช่วงที่ผลผลิตสินค้าเกษตรในประเทศออกสู่ตลาด
ด้านปัญหาสินค้าจากจีนทะลักเข้าประเทศผ่านแพลตฟอร์ม e-Commerce อินโดนิเซียมีกฎหมายระบุว่าสินค้าที่มูลค่าต่ำกว่า 3,500 บาท ห้ามจำหน่ายบนแพลตฟอร์ม e-Commerce
นอกจากนี้ยังมีกฎหมายศุลกากรที่ระบุว่า หากสินค้านำเข้ามีราคาต่ำกว่าสินค้าที่ผลิตในประเทศ จะต้องเสียภาษีนำเข้า และถ้าสินค้าที่นำเข้าขึ้นฝั่งที่ท่าเรือใกล้กับแหล่งผลิตในประเทศ ให้นำสินค้าไปขึ้นที่ท่าเรืออื่น ซึ่งจะเพิ่มค่าขนส่ง ลดความได้เปรียบด้านราคากับสินค้าในประเทศ
พี่ทุยคิดว่าระยะสั้นประเทศไทยต้องเร่งแก้ปัญหาการเสียดุลการค้าด้วยการหยิบยืมมาตรการจากประเทศมาปรับใช้ให้เร็วที่สุด จากนั้นเล็งเป้าหาอุตสาหกรรมใหม่ที่เพิ่มมูลค่าสูง เช่น Semiconductor และส่งเสริมให้เป็นสินค้าส่งออกหลัก ก่อนที่ทุกอย่างจะสายเกินแก้
อ่านเพิ่ม
