ข่าวร้อน ๆ ช่วงต้นปีก็คงต้องเป็น ข่าวกระทรวงการคลังมีแผนทบทวนโครงสร้างภาษีนำเข้าสำหรับสินค้าที่มีการสั่งซื้อและส่งมาจากต่างประเทศ หลังเอกชนเจอปัญหา สินค้านำเข้าจีน ราคาถูกมาก ตีตลาดไทยกระจุย เพราะนำเข้ามาได้โดยไม่ต้องเสียภาษี ปัจจุบันการเก็บภาษีนี้เป็นยังไง แล้วไอเดียปรับโครงสร้างภาษีจะช่วยผู้ประกอบการได้แค่ไหน มาดูกัน
ภาษีนำเข้า เก็บกับใคร?
- เก็บจากผู้นำสินค้าเข้ามาในไทย กรมศุลกากร มีหน้าที่จัดเก็บ
ภาษีนำเข้า ประกอบด้วยอะไรบ้าง?
1. ภาษีนำเข้า หรือ อากรขาเข้า
- สินค้าแต่ละประเภทมีอัตราอากรต่างกัน
- การคิดภาษีจะคิดจากมูลค่ารวม CIF (ราคาสินค้า + ประกันภัย + ค่าขนส่ง) และสินค้าบางประเภทได้สิทธิพิเศษทางภาษี
2. ภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) กรมศุลกากร จัดเก็บและนำส่งให้กรมสรรพากร
รัฐกำหนดเก็บ = ภาษีนำเข้า + VAT 7%
นำเข้าสินค้าแบบไหนไม่เสียภาษีในปัจจุบัน
- นำเข้าสินค้าจากต่างประเทศผ่านบริการขนส่งไปรษณีย์ โดยของแต่ละหีบห่อมีราคา รวมค่าขนส่ง และประกันภัย ไม่เกิน 1,500 บาท
- เป็นตัวอย่างสินค้า ใช้ได้แค่เป็นตัวอย่าง ไม่มีราคาทางการค้า ไม่เป็นของต้องห้ามหรือต้องกำกัด (จำกัด) การนำเข้า
- เป็นของยกเว้นอากรขาเข้า ภาษีสรรพสามิต และภาษีมูลค่าเพิ่ม นำเข้ามาได้แบบปลอดภาษี
- นำเข้าสินค้าโดยหิ้วเข้ามาเอง ไม่เกินเกณฑ์ที่กรมศุลกากรกำหนด เช่น ของใช้ส่วนตัวมูลค่ารวมไม่เกิน 20,000 บาท ของที่นำเข้าไม่อยู่ในลักษณะการค้า (ตัวอย่างลักษณะการค้า คือ ซื้อมาจำนวนมาก ๆ ถึงแม้มูลค่ารวมจะไม่ถึง 20,000 บาท ก็เข้าข่ายซื้อมาเพื่อขาย ต้องเสียภาษีนำเข้า)
จากโครงสร้างภาษีนำเข้าที่พี่ทุยเล่าให้ฟังไปแล้ว ขอให้ทุกคนโฟกัสที่การนำเข้าสินค้าจากต่างประเทศผ่านบริการขนส่งไปรษณีย์ โดยของแต่ละหีบห่อมีราคา รวมค่าขนส่ง และประกันภัย ไม่เกิน 1,500 บาท พูดง่าย ๆ ก็คือ ของที่เรากดสั่งซื้อผ่านแอปรวมสินค้าต่าง ๆ นั่นแหละ ซึ่งที่เห็นของแบบเดียวกัน ราคาถูก ๆ จนผิดหูผิดตา จากร้านค้าเจ้าอื่นในแอปเดียวกัน ส่วนใหญ่ก็จะเป็นสินค้าที่นำเข้าจากจีนทั้งสิ้น
และด้วยปัญหาของถูกจีนตีตลาดผู้ประกอบการไทยเละเทะ เพราะได้ประโยชน์จากการไม่เก็บภาษีนำเข้ากับสินค้าหีบห่อที่ส่งมา มีราคารวมค่าส่ง ค่าประกันภัย ไม่เกิน 1,500 บาท นั่นเอง
ทำไมถึงคิดเก็บภาษี VAT สินค้านำเข้าจีน
จากเหตุผลที่ผู้ประกอบการไทยเสียเปรียบ ต่างชาติ เพราะว่า สั่งซื้อสินค้าออนไลน์ ผู้ประกอบการไทยเสียภาษีปกติ ในขณะที่สินค้านำเข้าจากต่างประเทศถ้าไม่เกิน 1,500 บาท ไม่เสียภาษี
จึงทำให้ ที่ประชุมคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) ได้แก่ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย และ สมาคมธนาคารไทย ออกมาขอให้รัฐทบทวนการยกเว้นการจัดเก็บ VAT สำหรับการซื้อสินค้าออนไลน์ไม่เกิน 1,500 บาท เพื่อให้ยุติธรรมกับผู้ประกอบการไทยที่ต้องเสียภาษี VAT กับสินค้าตั้งแต่บาทแรกเลย ซึ่งการยกเว้น VAT ให้สินค้านำเข้าไม่เกิน 1,500 บาทนี้ ก็ทำให้สินค้าราคาถูกในต่างประเทศ เข้ามาตีตลาดไทยกระจุยกระจาย
กระทรวงการคลัง ก็เลยเรียกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมาประชุมร่วมกัน เพื่อทบทวนการยกเว้นภาษีสินค้านำเข้าที่มีการสั่งซื้อและส่งเข้ามาจากต่างประเทศ โดยการประชุมเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 15 ก.พ. 2567 ซึ่งทางปลัดกระทรวงการคลัง ได้เรียกตัวแทน 4 หน่วยงานร่วมหารือ ได้แก่ กรมสรรพากร กรมศุลกากร สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) และกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ จากกระทรวงพาณิชย์ ได้ข้อสรุปดังนี้
- เห็นควรให้เก็บภาษี VAT 7% กับสินค้าที่สั่งมาจากต่างประเทศ จะได้แก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำทางภาษีได้ โดยเฉพาะการจัดการกับสินค้าจีนที่นำเข้ามาทุ่มตลาดในไทย ซึ่งมีหลายครั้งจงใจเลี่ยงภาษีนำเข้า ด้วยการแจ้งราคาสินค้าที่ต่ำกว่าจริง จะได้ไม่ต้องเสียภาษีนำเข้า
- ถ้าจะเก็บภาษี VAT 7% กับสินค้าที่สั่งมาจากต่างประเทศ ที่มีมูลค่าต่ำกว่า 1,500 บาท จะต้องไปแก้ไขกฎหมายกรมสรรพากรก่อน เพราะปัจจุบัน สินค้านำเข้าที่มูลค่าต่ำกว่า 1,500 บาท ได้รับยกเว้นภาษี VAT เนื่องจากประมวลรัษฎากร เขียนผูกไว้กับกฎหมายศุลกากร ที่ให้ยกเว้นเก็บภาษี VAT ในสินค้านำเข้าที่กรมศุลกากรยกเว้นอากรให้ ซึ่งหนึ่งในนั้นที่ได้คือ สินค้าที่มูลค่าต่ำกว่า 1,500 บาท
- หากให้เจ้าหน้าที่เปิดตรวจสอบสินค้าทุกชิ้น ที่วันหนึ่งมีเป็นหลายสิบล้านชิ้น เพื่อเก็บภาษีกับสินค้าที่นำเข้ามาคงจะเป็นเรื่องยาก เบื้องต้น อาจให้แพลตฟอร์มออนไลน์ที่ขายสินค้าออนไลน์นั้นเป็นคนจัดเก็บภาษี แล้วนำส่งรายได้ให้รัฐบาลไทย
- การยกเว้นภาษีอากรขาเข้า หรือภาษีศุลกากร ในกลุ่มสินค้าราคาไม่เกิน 1,500 บาท เป็นส่วนหนึ่งในข้อตกลงระหว่างประเทศ ที่ยกเว้นภาษีกลุ่มสินค้าราคาต่ำ จึงต้องพิจารณาประเด็นนี้อย่างรอบคอบ
- กระทรวงการคลังได้มอบหมายหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ไปทบทวนเรื่องอัตราภาษีใหม่ ทั้งการยกเว้นภาษี VAT และการปรับอากรขาเข้าหรือภาษีศุลกากรสำหรับสินค้าที่ราคาไม่เกิน 1,500 บาท
- ไม่ได้มีการคุยกันถึงประเด็นการลดมูลค่าสินค้านำเข้าที่ได้รับยกเว้นอากรขาเข้าของกรมศุลกากร จากปัจจุบันอยู่ที่ 1,500 บาท เพราะมองว่า การปรับเรื่องมูลค่าไม่ได้ช่วยแก้ปัญหา
พี่ทุยต้องบอกว่า ไอเดียของกรมสรรพากร ที่จะแก้ปัญหานี้ ไม่ได้เพิ่งจะมาเกิดในสมัยรัฐบาลนายกเศรษฐาหรอก เพราะก่อนหน้านี้กระทรวงการคลังก็เคยฉายไอเดียนี้มาแล้ว เมื่อครั้ง นายอภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์ เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง หรือประมาณ 7 ปีที่แล้ว
ในเวลานั้นมีไอเดียว่า ต้องการให้เก็บภาษีนำเข้ากันตั้งแต่บาทแรกที่นำเข้ามาเลย เหตุผลที่ต้องการจัดเก็บ ก็เหมือนครั้งนี้ คือ มองว่า จะช่วยให้เกิดความเป็นธรรมกับผู้ประกอบการภายในประเทศ ส่วนการเก็บนั้น ก็จะดำเนินการเก็บจากผู้ที่สั่งซื้อสินค้านั่นเอง ซึ่งพอไอเดียนี้ออกมา ก็ไม่เป็นที่พึงพอใจนัก จากเหล่านักชอป เพราะหากได้รับไฟเขียว ก็ต้องรับภาระจ่ายเงินซื้อสินค้าที่นำเข้ามาด้วยต้นทุนที่แพงขึ้น
คราวนี้มาดูกันดีกว่าว่า ปัจจุบัน ไทยเรานำเข้าสินค้าจากจีน มูลค่ามากแค่ไหน
สรุปมูลค่า สินค้านำเข้าจีน
- ปี 2563 1,567,640.64 ล้านบาท
- ปี 2564 2,127,955.63 ล้านบาท
- ส่วนปี 2565 2,487,122.83 ล้านบาท
- ปี 2566 2,472,784.53 ล้านบาท
สัดส่วนมูลค่าการนำเข้าจากจีนเทียบทั่วโลก ในปี 2566 : 24.45%
ที่มา : ศูนย์เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร สำนักงานปลัดกระทรวงพาณิชย์ โดยความร่วมมือจากกรมศุลกากร
สุดท้ายนี้ พี่ทุยจะพาไปดูว่า ในต่างประเทศ ที่เป็นประเทศสำคัญ ๆ กำหนดราคาสินค้าขั้นต่ำที่ต้องเสียภาษีนำเข้า หรือเก็บหมดทุกราคา
ประเทศที่กำหนดราคาขั้นต่ำสินค้านำเข้าที่ต้องเสียภาษี
- กัมพูชา อัตราภาษี 10% ราคาขั้นต่ำที่ต้องเสียภาษี 50 ดอลลาร์
- อินโดนีเซีย อัตราภาษี 10-15% ราคาขั้นต่ำที่ต้องเสียภาษี 75 ดอลลาร์
- ญี่ปุ่น อัตราภาษี 10% ราคาขั้นต่ำที่ต้องเสียภาษี 10,000 เยน
- เกาหลีใต้ อัตราภาษี 10% ราคาขั้นต่ำที่ต้องเสียภาษี 150 ดอลลาร์
- ฟิลิปปินส์ อัตราภาษี 12% ราคาขั้นต่ำที่ต้องเสียภาษี 10,000 เปโซ
- สิงคโปร์ อัตราภาษี 9% ราคาขั้นต่ำที่ต้องเสียภาษี 400 ดอลลาร์สิงคโปร์
ประเทศที่ต้องเสียภาษีสินค้านำเข้าทุกรายการ ไม่มีขั้นต่ำ
- บราซิล 17-19%
- จีน 13%
- ฝรั่งเศส 20%
- เยอรมนี 16%
- อินเดีย 18-28%
- มาเลเซีย 10%
- เมียนมา 5%
- อังกฤษ 20%
ถ้าสังเกตดี ๆ ก็จะพบว่า ประเทศแถบยุโรป ส่วนใหญ่เก็บภาษีนำเข้ากับสินค้าทุกรายการเลย ไม่สนว่าราคาเท่าไหร่ ไม่กำหนดขั้นต่ำว่า แต่ถ้าเป็นประเทศแถบเอเชีย ส่วนใหญ่ก็ยังมีการกำหนดเก็บภาษีกับสินค้าที่มีราคาขั้นต่ำในระดับที่กำหนดอยู่ แต่ก็มีบ้างบางประเทศที่เก็บกับสินค้าทุกรายการ
ทั้งนี้ ถ้ามองในมุมของคนซื้อ ก็ต้องถือว่าจะมีต้นทุนที่สูงขึ้น ถ้าช้อปสินค้าออนไลน์ที่นำเข้ามาจากต่างประเทศ แต่ถ้ามองในมุมของคนที่ทำธุรกิจในไทย การเก็บภาษีนำเข้ากันตั้งแต่บาทแรก ก็จะทำให้พวกเขาได้รับความยุติธรรมมากขึ้น ฉะนั้นเรื่องนี้ ดีหรือไม่ดี ก็อยู่ที่ เราอยู่ในฐานะอะไร ผู้ซื้อ หรือ ผู้ขาย แต่ที่ดีแน่ๆ ก็คือ ประเทศได้ เพราะมีโอกาสที่จะจัดเก็บรายได้ภาษีได้มากขึ้นนั่นเอง
อ่านเพิ่ม
