[สรุป] มาตรการ "คว่ำบาตรรัสเซีย" ของชาติตะวันตก - ทำไมรัสเซียยังเดินหน้าบุกยูเครน

[สรุป] มาตรการ “คว่ำบาตรรัสเซีย” ของชาติตะวันตก – ทำไมรัสเซียยังเดินหน้าบุกยูเครน

3 min read  

ฉบับย่อ

  • รัสเซียให้น้ำหนักปัจจัยความมั่นคงเหนือเศรษฐกิจ เพราะยูเครนถือเป็นดินแดนหลังบ้านที่หลงเหลืออยู่เพียงไม่กี่แห่ง จึงไม่สามารถยอมสูญเสียไปให้กลุ่ม NATOได้อีกแล้ว
  • มาตรการลงโทษทางเศรษฐกิจยังไม่แรงพอ เนื่องจากยุโรปไม่กล้าแตะภาคพลังงานที่ถือเป็นเส้นเลือดหลักที่หล่อเลี้ยงรัสเซีย และหากทำจริงยุโรปเองก็จะเดือดร้อนไปด้วย
  • มีจีนเป็นทางเลือกเพื่อบรรเทาผลกระทบจากมาตรการลงโทษของฝั่งสหรัฐฯ และพันธมิตรในยุโรป

รูปบน ของ desktop
รูปล่าง ของ mobile
"เปิดบัญชี Windsor Broker"
"เปิดบัญชี Windsor Broker"

ช่วงนี้เราจะเห็นข่าวออกโครมครามว่าหลาย ๆ ประเทศ ประกาศมาตรการ “คว่ำบาตรรัสเซีย” โดยเฉพาะในกลุ่มประเทศยุโรป สืบเนื่องจากสงครามระหว่าง “รัสเซีย-ยูเครน”

การตัดสินใจกรีธาทัพเข้าบุกยูเครนครั้งนี้ของกองทัพรัสเซียสร้างความตกตะลึงไปทั่วโลก เพราะถือเป็นการปฏิบัติการทางทหารครั้งใหญ่ในรอบหลายสิบปีในทวีปยุโรป และเป็นการละเมิดข้อตกลงระหว่างประเทศที่ห้ามใช้กำลังทางทหารรุกรานประเทศอื่น 

ขณะที่นักวิเคราะห์บางส่วนถึงขั้นมองว่าอาจเป็นชนวนเหตุลุกลามไปสู่การก่อ “สงครามโลกครั้งที่ 3”  ได้เลยทีเดียว เพราะเอาเข้าจริงแล้วยูเครนไม่ได้อยู่โดดเดี่ยวตามลำพัง หากแต่มีกลุ่มชาติตะวันตก เช่น สหรัฐฯ และเหล่าชาติพันธมิตรในกลุ่มสนธิสัญญาป้องกันแอตแลนติกเหนือ (NATO) คอยแอบสนับสนุนอยู่ข้างหลัง 

แม้ในขณะนี้จะยังเป็นเพียงการเผชิญหน้าทางทหารระหว่างกองทัพรัสเซียกับกองทัพยูเครน แต่กลุ่มชาติพันธมิตรตะวันตกอย่าง สหรัฐฯ และเหล่าชาติพันธมิตร NATO อาทิ สหราชอาณาจักร เยอรมนี และฝรั่งเศส ได้ชิงเปิดมาตรการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจก่อนแล้ว เพื่อลงโทษรัสเซียต่อพฤติกรรมดังกล่าว และหวังใจว่ารัสเซียจะเปลี่ยนใจ

โดยมาตรการต่าง ๆ ที่ออกมาครอบคลุมทั้งการอายัดทรัพย์สินของผู้นำและผู้มีส่วนเกี่ยวข้องระดับสูงของรัฐบาลรัสเซีย การยุติส่งออกเทคโนโลยีระดับสูง และล่าสุดคือมาตรการแบนรัสเซียออกจากระบบการเงิน SWIFT ซึ่งเป็นผลให้ธนาคารของรัสเซียไม่สามารถดำเนินธุรกรรมการเงินระหว่างประเทศได้อย่างสะดวก

สรุปมาตรการ “คว่ำบาตรรัสเซีย” ทางเศรษฐกิจ ของประเทศต่าง ๆ

[สรุป] มาตรการ "คว่ำบาตรรัสเซีย" ของชาติตะวันตก - ทำไมรัสเซียยังเดินหน้าบุกยูเครน

แม้มาตรการที่ออกมาจะดูรุนแรงไม่น้อย แต่ทำไมรัสเซียยังคงเลือกเดินหน้าใช้กำลังอยู่ต่อไป วันนี้พี่ทุยมีคำตอบให้

รัสเซียให้น้ำหนักปัจจัยความมั่นคงมากกว่าเศรษฐกิจ

ในสายตาของผู้นำรัสเซียมองว่าดินแดนยูเครนถือเป็นพื้นที่หลังบ้านของตนเอง และที่ผ่านมา NATO ซึ่งถือเป็นศัตรูตัวฉกาจของรัสเซียมาตั้งแต่สมัยที่รัสเซียยังเป็นสหภาพโซเวียต ก็มีท่าทีชัดเจนว่าจะขยายอิทธิพลเข้ามายังพื้นที่ยุโรปตะวันออกที่เคยอยู่ภายใต้สหภาพโซเวียตอย่างต่อเนื่อง

กล่าวให้เข้าใจง่าย ๆ คือรัสเซียสูญเสียลูกน้องเก่าไปอยู่กับศัตรูของตนเองมามากพอแล้ว หากต่อไปจะเสียยูเครนที่มีพรมแดนติดตนเองไปก็เห็นทีว่าจะยอมไม่ได้อีกต่อไปแล้ว  

ดังนั้นรัสเซียจึงต้องการแสดงพลังให้เห็นว่า รัสเซียยังมีแสงยานุภาพต่อภูมิภาคยุโรปตะวันออกอยู่มาก โดยเฉพาะถ้าเป็นเรื่องความมั่นคงและศักดิ์ศรีของชาติยิ่งเป็นเรื่องที่ยอมกันไม่ได้เข้าไปใหญ่

ผลกระทบจำกัดแค่กลุ่มคนใกล้ชิดรัฐบาล

เอาเข้าจริงแล้วมาตรการลงโทษทางเศรษฐกิจและการเงินดูจะมุ่งเป้าไปที่กลุ่มบุคคลวงในที่เกี่ยวข้องกับรัฐบาลรัสเซีย รัฐวิสาหกิจ และกลุ่มธุรกิจภาคการเงินเป็นหลัก 

ในขณะที่ประชาชนชาวรัสเซียส่วนใหญ่เป็นคนจน ซึ่งมีรายได้เฉลี่ยต่อหัวอยู่ที่ 10,126 ดอลลาร์สหรัฐ (334,158 บาท) หรือคิดเป็นหนึ่งในห้าของรายได้เฉลี่ยต่อหัวของชาวอเมริกันเท่านั้น  ดังนั้นจึงไม่ได้กระทบต่อเศรษฐกิจภาพใหญ่ของรัสเซียมากนัก

นอกจากนี้ ดูเหมือนว่ารัสเซียจะชินชากับมาตรการลงโทษที่เคยได้รับมาหลายครั้งหลายหนเสียแล้วแล้ว ดีไม่ดีอาจมีเทคนิคในการหลบเลี่ยงบทลงโทษเสียด้วยซ้ำไป

เพราะรัสเซียเองก็เคยมีประสบการณ์จากการโดนกลุ่มชาติตะวันตกคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจมาแล้วตั้งแต่เมื่อครั้งที่รัฐบาลรัสเซียผนวกดินแดนไครเมียของยูเครนเข้าเป็นส่วนหนึ่งของประเทศตนเองเมื่อปี 2014 ซึ่งครั้งนั้นก็ไม่ได้ทำให้รัฐบาลรัสเซียเปลี่ยนใจแต่อย่างใด

มาตรการ “คว่ำบาตรรัสเซีย” ยังไม่ได้กระทบแหล่งรายได้หลัก

มาตรการลงโทษที่ชาติตะวันตกงัดออกมารอบนี้ดูจะยังไม่ได้ไปแตะต้องที่ภาคพลังงาน เช่น น้ำมันและก๊าซธรรมชาติที่เป็นเส้นเลือดหลักคอยหล่อเลี้ยงเศรษฐกิจของรัสเซียเสียเท่าไร 

เพราะพี่ทุยเข้าใจว่ายุโรปเองยังคงต้องพึ่งพาการนำเข้าพลังงานจากรัสเซียอยู่ โดยเฉพาะก๊าซธรรมชาติเพื่อไว้สำหรับสร้างพลังงานความร้อนและผลิตไฟฟ้าหล่อเลี้ยงทั้งทวีป 

ดังนั้นหากยุโรปตัดการนำเข้าพลังงานจากรัสเซียไปก็เท่ากับทำร้ายตัวเองไปด้วย ในขณะที่แหล่งพลังงานทางเลือกอื่นก็ยังไม่สามารถทดแทนการนำเข้าจากรัสเซียได้ 

รัสเซียมีทางเลือกอื่น

อย่างไรก็ดี ต่อให้ยุโรปตัดสินใจยุติการนำเข้าพลังงานขึ้นมาจริง ๆ  ก็ใช่ว่ารัสเซียจะแคร์เสียเมื่อไหร่

เพราะที่ผ่านมารัสเซียก็หันไปเปิดตลาดการส่งออกก๊าซธรรมชาติและพลังงานกับชาติอื่น ๆ มากขึ้น โดยมีจีนเป็นผู้นำเข้ารายใหญ่

ปัจจุบันมูลค่าการค้าระหว่างรัสเซียกับจีนอยู่ที่ 1.46 แสนล้านดอลลาร์ (ราว 4.8 ล้านล้านบาท) และในอดีตที่ผ่านมาที่รัสเซียต้องเผชิญบทลงโทษจากชาติตะวันตกจากกรณีผนวกรวมยูเครน ก็เป็นจีนนี่ละที่ช่วยพยุงเศรษฐกิจรัสเซียเอาไว้ไม่ได้รับผลกระทบมากเกินไป

ล่าสุดรัสเซียกับจีนเพิ่งมีการลงนามส่งก๊าซธรรมชาติให้จีนเป็นระยะเวลา 30 ปีไป 

นอกจากนี้ จีนยังเพิ่งประกาศให้อนุญาตการนำเข้าข้าวสาลีจากทุกภาคของรัสเซียได้เป็นครั้งแรกอีกด้วย

ดังนั้นแล้วเอาจริง ๆ แล้วพี่ทุยจึงคิดว่า มาตรการลงโทษทางเศรษฐกิจของชาตตะวันตกขณะนี้ที่มีต่อรัสเซียคงยังไม่มีผลอะไรต่อการตัดสินใจทำสงครามของผู้นำรัสเซียมากนัก 

ซึ่งในใจของพี่ทุยก็ได้แต่หวังว่าทุกฝ่ายจะสามารถร่วมกันหาทางออกทางการทูตและแก้ปัญหาด้วยสันติวิธีร่วมกันต่อไป

เพราะสงครามไม่เคยส่งผลดีต่อใคร

อ่านเพิ่ม

รูปบน ของ desktop
รูปล่าง ของ mobile
error: