“คนจน" หมดประเทศ ในกันยายน 2565 นี้ จริงหรอ ? - เหตุใดรัฐบาลถึงมั่นใจขนาดนั้น

“คนจนหมดประเทศ” ในกันยายน 2565 นี้ จริงหรอ ? – เหตุใดรัฐบาลถึงมั่นใจขนาดนั้น

4 min read  

ฉบับย่อ

  • ปี 2563 ระบุว่าประเทศไทยมีคนจนอยู่ที่ 4.8 ล้านคน คิดเป็น 6.48 % ของประชากรทั้งประเทศ ทั้งนี้ เกณฑ์ตัดสินว่าบุคคลนั้นเข้าข่ายจนหรือไม่จนคือเกณฑ์รายได้ต่อเดือนว่าได้ต่ำกว่า 2,762 บาท
  • รัฐบาลของพลเอกประยุทธ์ตั้งใจให้ “คนจนหมดประเทศ” ภายในเดือน ก.ย. 2565 โดยการแก้ปัญหาแบบชี้เป้า ตามข้อมูล TPMAP ซึ่งเป็นข้อมูลคนจนที่ลงทะเบียนบัตรสวัสดิการแห่งรัฐมาตรวจสอบและลงพื้นที่โดยเจ้าหน้าที่เพื่อสำรวจดูความรุนแรงของปัญหา
  • ยังมีข้อกังขาว่า TPMAP จะสามารถเก็บข้อมูลคนจนทั้งประเทศได้ครอบคลุมหรือไม่ ประกอบกับปัจจุบันเศรษฐกิจไทยเจอภาวะเงินเฟ้อ หหนี้ครัวเรือนพุ่งสูง จำนวนคนถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐก็มีแนวโน้มแต่จะเพิ่มขึ้น

รูปบน ของ desktop
รูปล่าง ของ mobile
"เปิดบัญชี Windsor Broker"
"เปิดบัญชี Windsor Broker"

ปัญหา “คนจน” เป็นสิ่งที่หลาย ๆ รัฐบาลพยายามแก้ไขมาโดยตลอด และล่าสุดรัฐบาลพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ก็ประกาศว่าจะทำให้ “คนจนหมดประเทศ” ภายในเดือน ก.ย. 2565 ซึ่งก็สร้างความฮือฮาไม่น้อยเลยทีเดียว 

เพราะหลายต่อหลายคนต่างคงพากันตั้งคำถามขึ้นมาในใจทันทีว่า “คนจน” จะหมดไปจากไทยได้จริง ๆ หรือ ? และมีเหตุอะไรที่ทำให้รัฐบาลมั่นใจได้เบอร์นั้น วันนี้พี่ทุยมีคำตอบให้

ความยากจนส่งผ่านจากรุ่นสู่รุ่น

ปัญหาความยากจนเป็นเรื่องที่พูดกันมานานแล้ว แต่น้อยคนจะเข้าใจว่าความยากจนมีมิติที่ซับซ้อนแถมยังส่งต่อให้กันจากรุ่นสู่รุ่นได้ง่าย เหมือนโรคทางพันธุกรรมอีกด้วย เพราะความยากจนเกิดได้ทั้งจากเรื่องของสุขภาพ เช่น การกินอาหารไม่ถูกสุขลักษณะ ทำให้เกิดโรคภัยไข้เจ็บ ภาวะโรคอ้วน 

หรือ การศึกษา เช่น การขาดโอกาสการศึกษา หรือ ไม่ได้รับการศึกษาอย่างมีคุณภาพ ทำให้ขาดโอกาสในการฝึกฝนทักษะที่จำเป็นสำหรับการได้ทำงานที่มีคุณภาพในอนาคต 

ไปจนถึงความเป็นอยู่ เช่น การไม่สามารถเข้าถึงน้ำสะอาด และการมีที่พักที่ไม่มั่นคงแข็งแรง ทำให้คุณภาพการดำรงชีพย่ำแย่ และเกิดโรคภัยไข้เจ็บบ่อย

นอกจากนี้ การที่คนรุ่นหนึ่งจนก็ย่อมทำให้คนในรุ่นลูกรุ่นหลานต่อมา ถีบตัวเองให้พ้นบ่วงความจนยากขึ้น เพราะต้องแบกภาระหนี้สินที่คนอีกรุ่นก่อไว้ ในขณะที่ตนเองก็แทบจะยังตั้งตัวไม่ได้ จึงไม่พ้นต้องไปกู้ยืมเงินมาใช้จ่าย แถมถ้ากู้ในระบบไม่ได้ก็ต้องไปกู้นอกระบบที่มีดอกเบี้ยมหาโหดรอต้อนรับอยู่

ดังนั้นความยากจนจึงยังวนเวียนหลอกหลอนคนกลุ่มนี้อยู่เสมอมา

ข้อมูลในปี 2563 ระบุว่าประเทศไทยมีคนจนอยู่ที่ 4.8 ล้านคน คิดเป็น 6.48 % ของประชากรทั้งประเทศ ทั้งนี้ เกณฑ์ตัดสินว่าบุคคลนั้นเข้าข่ายจนหรือไม่จนคือเกณฑ์รายได้ต่อเดือนว่าได้ต่ำกว่า 2,762 บาทหรือไม่

ซึ่งหากต่ำกว่านั้นจะถือว่าเข้าข่ายคนจนทันที และเกณฑ์นี้จะมีการปรับตามระดับเงินเฟ้อและภาวะเศรษฐกิจในแต่ละช่วงเวลา

“คนจน" หมดประเทศ ในกันยายน 2565 นี้ จริงหรอ ? - เหตุใดรัฐบาลถึงมั่นใจขนาดนั้น

แต่หากวัดเป็นรายครัวเรือนจะพบว่าในปี 2563 มีครัวเรือนยากจนอยู่ 1,403 ครัวเรือน คิดเป็น 5.51 % ของครัวเรือนทั้งประเทศ

“คนจนหมดประเทศ” ในกันยายน 2565 นี้ จริงหรอ ? - เหตุใดรัฐบาลถึงมั่นใจขนาดนั้น

ปัญหา “คนจน” พูดกันมาทุกยุคทุกสมัย

"คนจนหมดประเทศ" ในกันยายน 2565 นี้ จริงหรอ ? - เหตุใดรัฐบาลถึงมั่นใจขนาดนั้น

ปัญหาความยากจนเป็นเรื่องที่ทุกรัฐบาลหมายมั่นปั้นมือจะทำให้สำเร็จ โดยแต่ละยุคสมัยต่างมีแนวทางและเครื่องมือทางนโยบายเป็นของตนเอง มิหนำซ้ำในบางยุคถึงขั้นประกาศให้เป็น “วาระแห่งชาติ” อีกด้วย

หากจะย้อนไปไกลหน่อยก็คงจะเป็น “โครงการผันเงิน” ในช่วงปี 2518-2519 ของรัฐบาลของหม่อมราชวงศ์คึกฤทธิ์ ปราโมช โดยให้เงินทุนแต่ละตำบลไปจัดทำโครงการพัฒนาในพื้นที่ของตนเองขึ้นมา และรัฐบาลจะจัดสรรเงินให้ เพื่อให้เกิดการจ้างงานและรายได้ลงสู่ท้องถิ่น 

ตามมาด้วยการแก้ปัญหายากจนด้วยการประกาศให้เป็นวาระแห่งชาติของพลเอกเปรม ติณสูลานนท์ ในช่วงปี 2525 -2529 โดยใช้แนวทางตั้งคณะกรรมการระดับชาติและระดับพื้นที่

ขยับมาในยุคสมัยที่ใกล้เคียงปัจจุบันที่เด่น ๆ ก็เป็นโครงการบัตรทอง 30 บาทรักษาทุกโรค กองทุนหมู่บ้าน และบ้านเอื้ออาทร ของทักษิณ ชินวัตร ในช่วงปี 2544 – 2549

ตามด้วยการแก้จนในรูปแบบสวัสดิการสังคม เช่น โครงการเรียนฟรี 15 ปี เพิ่มเบี้ยผู้สูงอายุ ของอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ในช่วงปี 2551 – 2554

และการแก้จนด้วยโครงการจำนำข้าว และเพิ่มค่าแรงขั้นต่ำเป็นวันละ 300 บาททั่วประเทศ ของยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ในช่วงปี 2554 -2557

เรื่อยมาจนถึงปัจจุบันคือยุครัฐบาลของพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ที่มุ่งขจัดความยากจนให้สิ้นซากด้วย “โครงการเพิ่มกำลังซื้อด้วยบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ” “โครงการลดภาระการครองชีพคนละครึ่ง” และ “โครงการไทยมีงานทำ”

แต่ทั้งหมดที่เล่ามาก็ยังไม่เคยมีใครทำให้คนจนหายไปหมดประเทศได้จริง ๆ สักคนเดียว แถมยังไม่เคยมีใครกล้าประกาศตัวว่าจะทำให้คนจนหมดประเทศด้วย ยกเว้นรัฐบาลปัจจุบัน

เหตุใดที่ทำให้รัฐบาลพลเอกประยุทธ์มั่นใจว่าจะแก้ปัญหา “คนจน” ได้

ในปี 2565 นี้รัฐบาลของพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา มุ่งแก้ปัญหาคนจนโดยใช้เทคโนโลยี Big data และระบบวิเคราะห์ข้อมูลแบบชี้เป้า โดยอิงฐานข้อมูลการพัฒนาคนแบบชี้เป้า (Thai People Map and Analytics Platform: TPMAP) ซึ่งเป็นฐานข้อมูลออนไลน์ที่แสดงผลผู้มีรายได้น้อยแบบรายครัวเรือนทั่วประเทศ ซึ่งมีลักษณะแบบ Real time 

ข้อมูลดังกล่าวจะต่างจากฐานข้อมูลคนจนความเส้นความยากจนทั่วไปที่กล่าวไปในตอนต้น 

เพราะเป็นการนำข้อมูลคนจนที่ลงทะเบียนบัตรสวัสดิการแห่งรัฐมาตรวจสอบและลงพื้นที่โดยเจ้าหน้าที่เพื่อสำรวจดูความรุนแรงของปัญหาตามเกณฑ์ข้อมูลความจำเป็นพื้นฐานของกระทรวงมหาดไทย 

ดังนั้น กลุ่มคนจนที่รัฐบาลหมายถึงจึงเป็นคนจนที่มีความหมายเฉพาะตัว

ข้อมูล TPMAP ณ เดือน ม.ค. 2565 ระบุว่ามีคนจนอยู่ทั้งหมด 1,025,782 คน แบ่งเป็น

1. ปัญหาสุขภาพ 218,757  คน

2. ปัญหาความเป็นอยู่ 220,037 คน 

3. ปัญหาการศึกษา 272,518 คน

4. ปัญหารายได้ 506,647 คน 

5. ปัญหาเข้าถึงบริการภาครัฐ 3,335 คน

เมื่อวิเคราะห์แจกแจงคนจนออกมาเป็นกลุ่มปัญหาได้แล้ว หน่วยงานภาครัฐจึงหวังใช้วิธีการรักษาตามอาการเฉพาะราย โดยจัดทีมเจ้าหน้าที่เข้าช่วยเหลือและดูแลเป็นการเฉพาะในแต่ละเรื่องไปเพื่อหวังว่าภายใน ก.ย.นี้ ปัญหาดังกล่าวจะทุเลาลง   

เช่น ครัวเรือนไหนมีปัญหาจากเรื่องโรคภัยไข้เจ็บ ก็จะให้การรักษาและประสานการให้ความร่วเหลือด้านสุขภาพต่อไป 

จึงเป็นที่มาว่าทำไมรัฐบาลจึงกล้าประกาศว่า ก.ย. 2565 จะทำให้คนจนหมดประเทศ

ปัญหายากจนแท้จริงซับซ้อน

ถ้าถามว่า “คนจน” จะหมดไปภายใน ก.ย. 2565 นี้ได้จริงหรือไม่ ก็ต้องบอกว่า ถ้านับแค่ “คนจนตามความหมายของรัฐบาลพลเอกประยุทธ์” ที่อิงตามฐานข้อมูล TPMAP ก็มีความเป็นไปได้ที่คนจนจะหมดไปจากไทย เพราะเมื่อจำนวนคนจนเท่าที่มีอยู่ในฐานข้อมูลได้รับการดูแล ก็เท่ากับคนจนทั้งประเทศได้รับการเยียวยาแล้ว

แต่สิ่งที่เราต้องคำนึงถึงต่อมา คือ ภาครัฐจะสามารถสำรวจครัวเรือนยากจนได้ครบทั้งประเทศจริงหรือไม่ จะมีข้อมูลตกหล่นมากมายแค่ไหน

ที่ตลกร้ายกว่านั้นก็คงเห็นจะเป็นจำนวนผู้ขอรับบัตรสวัสดิการแห่งรัฐกลับมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยคาดว่าในเดือน ส.ค. 2565 จะมีคนจนลงทะเบียนเพิ่มอีก 7 ล้านคน รวมกับผู้ที่มีบัตรอยู่แล้วเดิมอีก 13 ล้านคน ทำให้จะมีผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐมากถึง 20 ล้านคน 

นี่ยังไม่ต้องพูดถึงสภาวะเศรษฐกิจในปัจจุบันที่สุดแสนจะสาหัสสากันจากปัญหาข้าวของราคาแพง และหนี้สินค้าครัวเรือนที่นับวันมีแต่จะเพิ่มสูงขึ้นไปอีก ซึ่งผลสำรวจหนี้ครัวเรือนไตรมาส 4 ปี 2565 ขยายตัวขึ้นไปถึง 14.58 ล้านล้านบาท คิดเป็น 90.1% ของ GDP แล้วจากเดิมในไตรมาสก่อนหน้าที่ 14.35 ล้านล้านบาท คิดเป็น 89.6% ของ GDP 

ดังนั้นในสายตาพี่ทุยแล้วคิดว่าจำนวนคนจนน่าจะเพิ่มขึ้นมากกว่าลดลงเสียด้วยซ้ำ 

ลองมองดูประเทศอื่น

โมเดลการแก้ปัญหาคนจนแบบมุ่งเป้าที่รัฐบาลพลเอกประยุทธ์กำลังใช้อยู่ไม่ได้เพิ่งเกิดขึ้นมา หากแต่มีรูปแบบและวิธีการที่คล้ายคลึงกับการดำเนินการในประเทศอื่น ๆ ที่เคยทำสำเร็จมาแล้ว เช่น จีน มาเลเซีย และออสเตรเลีย  

โดยเริ่มจากจีนที่มีการล็อกพื้นที่เป้าหมาย พร้อมมอบหมายให้ข้าราชการกว่า 2 ล้านคนเป็นผู้ดูแลรับผิดชอบการแก้ไขความยากจนในพื้นที่ดังกล่าวคนละ 2 ครัวเรือนด้วยการลงไปสำรวจความเป็นอยู่เพื่อวิเคราะห์เจาะลึกถึงสาเหตุความจน

ซึ่งหากใครทำได้สำเร็จจะมีรางวัลให้ แต่หากล้มเหลวโดยไม่มีเหตุผลที่ฟังขึ้นก็จะโดนลงโทษ  

ปัจจุบันจีนดำเนินมาแล้วกว่า 40 ปี จนนำไปสู่การลดความยากจนกว่า 800 ล้านคนแล้ว ปัจจุบันไม่เหลือใครที่อยู่ใต้เส้นความยากจนอีกแล้ว   

ขยับมาดูที่เพื่อนบ้านอย่างมาเลเซีย ได้มีโครงการช่วยเหลือในลักษณะการแจกเงินให้ผู้มีรายได้น้อยเช่นกัน โดยช่วยเหลือที่มีรายได้ต่ำกว่า 3,000 ริงกิต (23,000 บาท) ต่อเดือน จะได้รับเงิน 1,200 ริงกิต (9,200 บาท) และผู้ที่มีรายได้ 3,001 – 4,000 ริงกิต (23,001 – 30,000 บาท) จะได้รับ 900 ริงกิต (6,900 บาท) 

ซึ่งดูไปดูมาก็ไม่ต่างอะไรกับโครงการบัตรสวัสดิการแห่งรัฐที่เราใช้กันอยู่เลยทีเดียว เพียงแต่ของเพื่อนบ้านเราเขาใช้มาตั้งแต่ปี 2551 แล้ว 

แม้ปัจจุบันคนจนจะยังไม่หายไปทั้งหมด แต่ผลจากการดำเนินโครงการมาอย่างต่อเนื่องทำให้คนจนลดลงมาอยูที่ 8.4% ของประชากร 

ปิดท้ายที่ออสเตรเลียที่มีการดำเนินการแก้จนด้วยการแจกบัตรสวัสดิการให้เพื่อช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อย โดยบัตรดังกล่าวจะคล้ายคลึงกับบัตรเดบิตที่รัฐบาลเติมเงินให้ทุกเดือน ๆ โดยกำหนดเงื่อนไขไว้ให้ 80% ของวงเงินสามารถนำไปใช้จ่ายสินค้าจำเป็นในชีวิตประจำวัน เช่น อาหาร ข้าวของเครื่องใช้ในการดำรงชีวิตเท่านั้น  

ดังนั้นแล้วมาตรการทำให้คนจนหมดไปใน ก.ย. 2565 ก็คงทำได้ตามที่รัฐบาลพูด ทว่าก็เป็นเพียงการแก้ไขได้ตามนิยามของรัฐบาลกำหนดขึ้นเองเท่านั้น

อ่านเพิ่ม

รูปบน ของ desktop
รูปล่าง ของ mobile
error: