แก้ "เงินเฟ้อ" ยังไง ทำไมต้อง "ขึ้นดอกเบี้ย" - วิกฤตเงินเฟ้อ 2022 แก้ได้จริงมั้ย

แก้เงินเฟ้อยังไง ทำไมต้องขึ้นดอกเบี้ย – วิกฤตเงินเฟ้อ 2022 แก้ได้จริงมั้ย

3 min read  

ฉบับย่อ

  • เงินเฟ้อแบ่งเป็น 3 ประเภท คือ 1.เงินเฟ้อจากความต้องการเพิ่มขึ้น (Demand-pull) 2. เงินเฟ้อจากต้นทุนที่เพิ่มขึ้น (Cost-push) 3. เงินเฟ้อจากความคาดหวัง (Built-in)
  • การขึ้นดอกเบี้ยจะดึงดูดให้ผู้บริโภคนำเงินที่จะใช้จ่าย มาฝากกับธนาคาร อีกทั้งยังเป็นการเพิ่มต้นทุนการเงินสำหรับผู้บริโภคและธุรกิจ ซึ่งเป็นการแก้ปัญหาเงินเฟ้อแบบ Demand-pull
  • ปัจจุบันเศรษฐกิจเข้าสู่ภาวะเงินเฟ้อแบบ Cost-push เป็นผลจากสงคราม การขึ้นดอกเบี้ยอาจไม่ช่วยแก้ปัญหา แต่กลับสร้างปัญหาจากภาระดอกเบี้ยที่เพิ่มขึ้นซ้ำเติมปัญหาค่าครองชีพไปอีก

รูปบน ของ desktop
รูปล่าง ของ mobile

ปัญหาใหญ่ที่สุดในตอนนี้คงหนีไม่พ้นภาระค่าครองชีพที่สูงขึ้น ตัวเลข “เงินเฟ้อ” ที่พุ่งต่อเนื่องมาหลายเดือน และดูยังไม่มีท่าทีจะลดลงในเร็ววันนี้ ด้านธนาคารกลางทั่วโลกก็เดินหน้าขึ้นดอกเบี้ย เช่นเดียวกับธนาคารแห่งประเทศไทยที่ส่งสัญญาณ “ขึ้นดอกเบี้ย”

พี่ทุยเชื่อว่าหลายคนคงสงสัยว่าเงินเฟ้อเพิ่มขึ้น ทำไมต้องขึ้นดอกเบี้ย และการขึ้นดอกเบี้ยช่วยแก้ปัญหาเงินเฟ้อได้จริงหรือ? วันนี้พี่ทุยจะขอพาไปหาคำตอบให้กับคำถามเหล่านี้อย่างละเอียด ไปฟังกัน

เครื่องมือวัดอัตราเงินเฟ้อ

ธนาคารกลางส่วนใหญ่จะใช้ดัชนี CPI ชี้วัดอัตราเงินเฟ้อของประเทศ ซึ่งดัชนีนี้คำนวณจากการเปลี่ยนแปลงราคาเฉลี่ยถ่วงน้ำหนักของสินค้าและบริการที่ประชาชนจ่าย ซึ่งแต่ละประเทศจะมีการถ่วงน้ำหนักที่ต่างกันออกไป ขึ้นอยู่กับสัดส่วนค่าใช้จ่ายที่ประชาชนประเทศดังกล่าวจ่ายไปกับสินค้าและบริการ

ส่วนธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) จะใช้ดัชนี PCE (Personal Consumption Expenditures) หรือ ดัชนีราคาจากรายจ่ายเพื่อการบริโภคส่วนบุคคล เพื่อชี้วัดอัตราเงินเฟ้อ ซึ่งมีสูตรการคำนวณที่ปรับเปลี่ยนไปตามพฤติกรรมผู้บริโภค และการเปลี่ยนแปลงระยะสั้นได้ ซึ่งจะไม่พบปรับเปลี่ยนสูตรการคำนวณใน CPI อีกทั้งยังมี ขอบเขตของสินค้าและบริการที่ถูกนำมาคำนวณดัชนีที่แตกต่างกันอีกด้วย

ประเภทของเงินเฟ้อ

เงินเฟ้อจากความต้องการเพิ่มขึ้น (Demand-pull) เกิดจากปัจจัยดังนี้

  • เศรษฐกิจเติบโต ประชาชนมีความเชื่อมั่น
  • อัตราดอกเบี้ยลดลง หรืออยู่ในระดับต่ำ ผู้บริโภคนำเงินไปใช้กับการบริโภคแทนการออม และกู้ยืม
  • ปริมาณเงินในระบบเพิ่มขึ้น อาจมาจากผู้บริโภคนำเงินออมมาใช้จ่ายมากขึ้น หรือนโยบายกระตุ้นจากภาครัฐ
  • การลดอัตราภาษี เป็นอีกปัจจัยกระตุ้นการบริโภค

เงินเฟ้อจากต้นทุนที่เพิ่มขึ้น (Cost-push) เกิดจากปัจจัยดังนี้

  • ราคาวัตถุดิบและพลังงานสูงขึ้น
  • ค่าแรงเพิ่มขึ้น
  • ภาษีเพิ่มขึ้น

และยังมีเงินเฟ้ออีกแบบที่เรียกว่า Built-in ซึ่งเกิดจากความคาดหวัง หากพิจารณาจะพบว่าเงินเฟ้อแบบ Built-in เป็นผลจากเงินเฟ้อทั้งแบบ Demand-pull และ Cost-push หนุนซึ่งกันและกันกลายเป็นวัฎจักร 

เช่น เมื่อความต้องการเพิ่มขึ้น ราคาสินค้าก็เพิ่มขึ้น เกิดเงินเฟ้อแบบ Demand-pull จากนั้นพนักงานเชื่อว่าราคาสินค้าจะเพิ่มขึ้นอีก จึงเรียกร้องให้ขึ้นเงินเดือน ส่งผลให้ภาคธุรกิจเพื่มราคาสินค้าและบริการ เกิดเงินเฟ้อปรับขึ้นแบบ Cost-push แต่เมื่อเงินเดือนเพิ่มขึ้น พนักงานก็มีกำลังซื้อเพิ่มตาม ความต้องการสินค้าเพิ่มต่อ เกิดเงินเฟ้อแบบ Demand-pull อีกครั้ง และส่งต่อเนื่องไปเป็นการวนลูป เรียกปรากฏการณ์นี้ว่า Wage Price Spiral หรือ ความสัมพันธ์การเพิ่มขึ้นของค่าจ้าง เพราะ เงินเฟ้อที่ทำให้ค่าครองชีพเพิ่มขึ้น แต่พนักงานยังคงได้รับค่าจ้างเท่าเดิม

การ “ขึ้นดอกเบี้ย” ส่งผลต่ออัตรา “เงินเฟ้อ” อย่างไร

แก้ "เงินเฟ้อ" ยังไง ทำไมต้อง "ขึ้นดอกเบี้ย" - วิกฤตเงินเฟ้อ 2022 แก้ได้จริงมั้ย

การขึ้นดอกเบี้ยจะดึงดูดให้ผู้บริโภคนำเงินที่จะใช้จ่ายมาฝากกับธนาคาร เปรียบเสมือนการลดปริมาณเงินที่หมุนเวียนใช้จ่ายในระบบ ซึ่งเป็นสาเหตุให้เกิดเงินเฟ้อ ยิ่งไปกว่านั้นการขึ้นดอกเบี้ยยังเป็นการเพิ่มต้นทุนการเงินสำหรับผู้บริโภคและธุรกิจ ดังนั้น การกู้ยืมเงินเพื่อซื้อสินทรัพย์ขนาดใหญ่หรือลงทุนขยายกิจการก็จะลดลง การใช้จ่ายทั้งทางตรงและการนำไปเพิ่มการจ้างงานก็จะลดลงเช่นกัน

สรุปได้ว่าการขึ้นดอกเบี้ย เป็นการดึงดูดเงินในกระเป๋าผู้บริโภค และลดการกู้ยืมไปพร้อมกัน ซึ่งเป็นปัจจัยที่ทำให้เกิดเงินเฟ้อแบบ Demand-pull

ปัญหาของการ “ขึ้นดอกเบี้ย” เพื่อควบคุม “เงินเฟ้อ”

ธนาคารกลางจะตัดสินใจปรับดอกเบี้ยจากข้อมูลที่มี ซึ่งต้องเป็นข้อมูลด้านเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นไปแล้ว ส่งผลให้การปรับดอกเบี้ยไม่เหมาะสมกับสภาวะปัจจุบันที่กำลังเกิดขึ้น และการปรับดอกเบี้ยแต่ละครั้งก็ต้องใช้เวลาระยะหนึ่งกว่าจะเห็นผลในการชะลอเงินเฟ้อ

สถานการณ์เงินเฟ้อปัจจุบัน

Demand-pull

ต้นปี 2020 เริ่มมีการระบาดโควิด-19 ธนาคารกลางทั่วโลกเพิ่มสภาพคล่องเข้าระบบการเงิน โดยเริ่มจากรัฐบาลส่งเงินเข้ากระเป๋าของประชาชนผ่านการใช้มาตรการช่วยเหลือ ประกอบกับช่วงนั้นมีการปิดเมือง ประชาชนจึงลดการใช้จ่าย ส่งผลให้มีเงินเหลือมากขึ้น 

ยกตัวอย่างเช่น ช่วงโควิด-19 ประชาชนสหรัฐฯ มีรายได้หลังหักภาษีเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วและมาเพิ่มอีกครั้งช่วงต้นปี 2021 เป็นผลจากนโยบายของประธานาธิบดีโจ ไบเดน ส่วนอัตราการออมก็เพิ่มขึ้นไม่แพ้กัน

จากนั้นทั่วโลกก็เริ่มกลับมาเปิดเมือง เงินที่ถูกเก็บไว้ก็ถูกนำออกมาใช้จ่าย รายได้หลังหักภาษีลดลงกลับสู่ภาวะปกติ ส่วนอัตราการออมลดลงจากระดับ 10-15% มาเหลือต่ำกว่า 10% แต่กำลังการผลิตไม่มากพอ ราคาสินค้าจึงเพิ่มขึ้น ส่งผลให้มีเงินเฟ้อแบบ Demand-pull สะท้อนผ่านดัชนี CPI ที่เพิ่มขึ้นมาที่ระดับ 5% จากนั้นต้นปี 2022 ก็เพิ่มขึ้นต่อไปที่ 7.5%

ซึ่งในสภาวะปกติความต้องการที่ลดลง จะส่งผลให้ราคาสินค้าปรับลง และเงินเฟ้อก็ลดลงตามในที่สุด แต่เงินเฟ้อแบบ Demand-pull รอบนี้ มีความต้องการมหาศาลที่เกิดขึ้นพร้อมกับปัญหาห่วงโซ่อุปทานที่ยังแก้ไม่ได้ แต่คาดกันว่าปัญหาจะบรรเทาลงได้ในปี 2022 ซึ่งช่วงเวลานั้นก็เริ่มมีปัญหาเงินเฟ้อแบบ Cost-push แล้ว โดยสาเหตุมาจากค่าจ้างแรงงานที่เพิ่มขึ้นเพราะผู้คนยังมีเงินเก็บเหลือจึงยังไม่รีบหางาน

Cost-push

นอกจาก ปี 2022 จะเจอเงินเฟ้อแบบ Demand-pull แล้ว โลกก็ยังเกิดสงครามระหว่างรัสเซีย-ยูเครน ทั้งสองประเทศรวมกันมีปริมาณการส่งออกคิดเป็น 24% ของการส่งออกข้าวสาลีทั่วโลก 57% ของการส่งออกน้ำมันดอกทานตะวันทั่วโลก และ 24% ของการส่งออกข้าวโพดทั่วโลก

แก้ "เงินเฟ้อ" ยังไง ทำไมต้อง "ขึ้นดอกเบี้ย" - วิกฤตเงินเฟ้อ 2022 แก้ได้จริงมั้ย

สงครามส่งผลให้การส่งออกอาหารจากทั้งสองประเทศลดลงไป ข้อมูลจาก IFPRI ชี้ว่ามีผลกระทบต่อการขนส่งอาหารทั่วโลกที่ 17% และนับตั้งแต่เกิดสงคราม กว่า 20 ประเทศ จำกัดการส่งออกสินค้าเกษตรที่เป็นวัตถุดิบ เช่น อินโดนิเซียจำกัดการส่งออกน้ำมันปาล์ม, อาร์เจนติน่าจำกัดการส่งออกถั่วเหลือง ราคาสินค้าเกษตรจึงพุ่งขึ้นทันที

ส่วนประเทศที่เพาะปลูกเองได้ก็ไม่รอดจากเงินเฟ้อเช่นกัน เพราะการเพาะปลูกต้องพึ่งพาปุ๋ยเคมี โดยมีรัสเซียเป็นผู้ส่งออกรายใหญ่ที่สุดของโลก การคว่ำบาตรจากฝั่งตะวักตกส่งผลต่อการขนส่งแร่ธรรมชาติที่ใช้เป็นสารตั้งต้นผลิตปุ๋ยเคมี เช่น โพแทสเซียม, แอมโมเนีย, ยูเรีย เป็นต้น 

ด้านจีน ซึ่งเป็นผู้ส่งออกปุ๋ยเคมีอันดับ 2 ของโลกก็ประกาศงดส่งออกปุ๋ยเคมีเพื่อให้เพียงพอต่อความต้องการในประเทศ อีกทั้งราคาน้ำมันซึ่งเป็นต้นทุนหลักของสินค้าทุกประเภทก็ปรับตัวขึ้นเช่นกัน โดยรวมแล้วจึงทำให้ราคาปุ๋ยเคมีจึงพุ่งสูงกว่า 100-200% จากปีที่แล้ว

ในแง่ราคาน้ำมันซึ่งแม้ความต้องการจะลดลงมาแล้ว แต่กำลังการผลิตกลับเพิ่มขึ้นไม่ทันความต้องการ และอีกเหตุผลหนึ่งก้เพราพ ผลของสงครามที่นานาชาติต่างแบนรัสเซีย ซึ่งเป็นหนึ่งในผู้ผลิตน้ำมันรายใหญ่ของโลก

จะเห็นว่าสาเหตุเงินเฟ้อในตอนนี้เป็นผลจากสงคราม ซึ่งหากยังไม่ยุติก็มีโอกาสน้อยมากที่ทั้งราคาวัตถุดิบและน้ำมันจะลดลง 

พี่ทุยมองว่าตอนนี้เศรษฐกิจอาจจะกำลังเผชิญเงินเฟ้อที่เกิดจากฝั่ง Cost-push มากกว่า Demand-pull นั่นเอง”

การขึ้นดอกเบี้ยอาจไม่ช่วยแก้ไขปัญหาในรอบนี้?

หน้าที่ของการขึ้นดอกเบี้ย คือการลดเงินที่ใช้จ่ายในระบบเพื่อส่งผลให้การบริโภคลดลง ซึ่งเป็นการชะลอปัจจัยที่ทำให้เกิดเงินเฟ้อแบบ Demand-pull 

อย่างไรก็ตามปัจจุบันนี้เงินเฟ้อได้เปลี่ยนไปเป็นแบบ Cost-push แล้ว อันเป็นผลจากสงคราม และหลังจากนี้อาจมีการขึ้นค่าแรง ซึ่งจะก่อให้เกิดเงินเฟ้อแบบ Built-in 

ดังนั้นพี่ทุยมองว่าการขึ้นดอกเบี้ยช่วยแก้ปัญหาเงินเฟ้อได้เพียงเล็กน้อย มากกว่านั้นอาจก่อให้เกิดปัญหาตามมาอีก เพราะเป็นการเพิ่มภาระดอกเบี้ยที่ประชาชนต้องจ่ายซ้ำเติมค่าครองชีพที่สูงอยู่แล้ว

และในตอนนี้เองสภาวะเงินเฟ้ออาจจะเป็นจุดเริ่มต้นของเศรษฐกิจชะลอตัว แต่การขึ้นดอกเบี้ยที่รวดเร็วเกินไปซึ่งไม่ช่วยแก้ปัญหาแต่กลับสร้างปัญหามากขึ้นไปอีก อาจเป็นการส่งเศรษฐกิจไปสู่ภาวะวิกฤติได้ ส่วนการแก้ปัญหาเงินเฟ้อต้องหันไปใช้มาตรการการคลังช่วยเหลือประชาชน และการเมืองระหว่างประเทศยุติสงคราม

อ่านเพิ่ม

รูปบน ของ desktop
รูปล่าง ของ mobile
error: