ทำไม Samsung ถึงเป็น "สมาร์ทโฟน" ที่ขายดีที่สุดในโลก ?

ทำไม Samsung ถึงเป็นสมาร์ทโฟนที่ขายดีที่สุดในโลก ?

4 min read  

ฉบับย่อ

  • Samsung เป็นบริษัทเก่าแก่ของเกาหลีใต้ มีธุรกิจหลากหลายและถูกจัดอยู่ในกลุ่มแชโบล ที่ครอบครองพื้นที่เศรษฐกิจส่วนใหญ่ของเกาหลีใต้
  • Samsung เริ่มพัฒนาโทรศัพท์มือถือในปี 1988 และพัฒนาสมาร์ทโฟนในปี 2001 แต่ล้มเหลว จนในปี 2010  มีการเปิดตัว Galaxy S ที่ใช้ระบบ Android ซึ่งทำให้ Samsung กลายเป็นม้ามืดของตลาดสมาร์ทโฟนยุคใหม่
  • ตั้งแต่ปี 2013 Samsung มีส่วนแบ่งตลาดสูงที่สุดแซงหน้า Nokia และ Apple ซึ่งตั้งแต่ตอนนั้นจนปัจจุบัน Samsung ก็ยังมีส่วนแบ่งเป็นอันดับ 1 และเป็นบริษัทสมาร์ทโฟนที่ขายดีที่สุดในโลก

รูปบน ของ desktop
รูปล่าง ของ mobile

ทุกวันนี้ “สมาร์ทโฟน” เหมือนเป็นปัจจัยที่ 5 ของมนุษย์เราไปแล้วเรียบร้อย ตามท้องตลาดต่างก็มีหลากหลายแบรนด์ที่เข้ามาแข่งขันกันอย่างดุเดือด ชื่อของ iPhone, Xiaomi, Huawei, Oppo, Vivo เป็นชื่อที่เราคุ้นเคยกันเป็นอย่างดี และอีกชื่อที่พี่ทุยคิดว่าขาดไม่ได้ก็คือ Samsung 

คราวนี้ พี่ทุยจะพาทุกคนไปย้อนรอยการไต่ระดับของ Samsung ที่ยาวนานกว่า 84 ปี ว่ามีที่มาแบบไหน และหันมาทำสมาร์ทโฟนขายจนกลายเป็นระดับ Top ของโลกแซงหน้าต้นตำรับอย่าง Apple ได้ยังไง ถ้าพร้อมแล้ว ตามพี่ทุยไปค้นหาคำตอบกันได้เลย!

จุดเริ่มต้นจากธุรกิจหลายรูปแบบ

Samsung ถือเป็นบริษัทเก่าแก่ของเกาหลีใต้ที่ผ่านช่วงเวลาและเหตุการณ์สำคัญในประวัติศาสตร์มามากมาย โดยแรกเริ่มเดิมที Samsung ไม่ได้มีอะไรเกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีเลย เรื่องของเรื่องคือในปี 1938 มีนักธุรกิจคนหนึ่งชื่อว่า “อี บยองชอล (Lee Byunh-Chull)” ใช้เงินก้อน 3 หมื่นวอน (ประมาณ 800 บาท) เปิดร้านขายของชำ ชื่อว่า Samsung ในเมืองแทกู 

“โดย Samsung มาจากภาษาเกาหลีที่แปลว่าดาวสามดวง ซึ่งอี บยองชอลต้องการให้ธุรกิจเปรียบเสมือนดาวที่ส่องสว่างบนฟ้าและคนเกาหลียังเชื่อว่าเลข 3 เป็นเลขที่แทนความเจริญรุ่งเรือง” 

แต่ Samsung เปิดได้ไม่นานก็เจอสงครามโลกครั้งที่ 2 ในปี 1939 ทำให้ธุรกิจไม่ค่อยเติบโตเท่าที่คาดหวังไว้ ซึ่งพอสงครามจบลงในปี 1945 Samsung ก็เริ่มลืมตาอ้าปากได้ จนมีเงินซื้อของจากเมืองอื่นมาขายในแทกู รวมถึงส่งของออกไปขายที่จีนได้อีก และในปี 1947 Samsung ก็ขยายสาขาไปเปิดในกรุงโซล 

แต่ในปี 1950 ก็ดันเกิดสงครามเกาหลีขึ้น ทัพเกาหลีเหนือเข้าถล่มกรุงโซล ทำให้ Samsung ต้องปิดกิจการในโซลไปก่อน โดยหลังสงครามจบลง อี บยองชอล ก็หาโอกาสลงทุนธุรกิจใหม่ ๆ ไม่ว่าจะเป็นการเปิดโรงงานน้ำตาลและโรงทอผ้าขนสัตว์ ซึ่งถือว่าไปได้สวยเลยทีเดียว จนทำให้ Samsung กลายเป็นบริษัททอผ้าขนสัตว์ใหญ่ที่สุดในเกาหลีใต้

ไม่หมดเพียงแค่นั้น อี บยองชอล ต้องการลงทุนแบบกระจายความเสี่ยงต่อไป โดยตั้งแต่ปี 1960  Samsung ขยายกลุ่มของตัวเองไปสู่ธุรกิจหลายรูปแบบทั้งประกันภัย หลักทรัพย์ ธนาคาร ค้าปลีก ปูนซีเมนต์ ปุ๋ย น้ำมัน ไนลอน และห้างสรรพสินค้า ซึ่งเรียกได้ว่ากลายเป็นกลุ่มบริษัทรายใหญ่ของเกาหลีใต้ในเวลาไม่นาน

คราวนี้ บางคนอาจสงสัยว่าในเวลาแค่ 10 กว่าปี ทำไม Samsung มีเงินทุนมาขยายธุรกิจของตัวเองมากมายขนาดนี้ ?

พี่ทุยขอเล่าแบบนี้ว่า ในช่วงเวลาที่ Samsung ขยายอาณาจักรของตัวเอง เป็นช่วงที่สงครามเย็นกำลังร้อนแรง โดยเฉพาะในเกาหลีที่สงครามระเบิดขึ้น จนทำให้เกิดการแบ่งเกาหลีเหนือกับเกาหลีใต้แทบจะถาวรหลังสงคราม และแม้สงครามจะจบไปแล้วแต่ทั้งสองก็จ้องจะรวมประเทศอยู่ตลอดเวลา โดยเกาหลีใต้ได้รับการซัพพอร์ตจากสหรัฐฯ ทั้งอาวุธและเงินทุนพัฒนาประเทศ

แต่เกาหลีใต้ในช่วงนั้นเป็นเผด็จการที่เข้มข้น และตัวของอี บยองชอลก็ใช้โอกาสที่ Samsung เป็นธุรกิจการค้ารายใหญ่ในแทกูอยู่แล้ว เข้าสนับสนุนและสร้างความสัมพันธ์กับรัฐบาล ซึ่งทำให้รัฐบาลออกนโยบายกีดกันทางการค้าเพื่อหนุนธุรกิจของกลุ่มที่ช่วยเหลือรัฐบาล ซึ่งเราเรียกกลุ่มนี้ว่า “แชโบล (Chaebol)” และแน่นอนว่า Samsung ก็เป็นหนึ่งในนั้น

นโยบายของรัฐบาลทำให้แชโบลแทบไร้คู่แข่ง แถมยังได้เงินซัพพอร์ตจากรัฐบาลที่มาจากเงินของสหรัฐฯ มาขยายธุรกิจของตัวเองจนเติบโตแบบพรวดพราดในช่วงทศวรรษ 1960 อย่างที่เราได้เห็นกันในสตอรี่ของ Samsung และสุดท้ายกลุ่มแชโบลก็หนุนหลังรัฐบาลที่สนับสนุนตัวเองอีกทีนั่นเอง

“ปัจจุบัน บริษัทที่ถูกจัดในกลุ่มแชโบล อย่างเช่น  Samsung, Hyundai, SK, LG, Lotte ฯลฯ ถือเป็นกลุ่มบริษัทยักษ์ใหญ่ในเกาหลีใต้ และครอบครองเศรษฐกิจของประเทศไปกว่า 80%”

อิเล็กทรอนิกส์ ธุรกิจที่เริ่มใช่สำหรับ Samsung

มาในปี 1969 Samsung เข้าจับธุรกิจอิเล็กทรอนิกส์และเซมิคอนดักเตอร์ จนคลอดสินค้าตัวแรกคือโทรทัศน์ขาวดำ และเริ่มผลิตสินค้าอื่น ๆ ตามมา โดยเฉพาะเครื่องใช้ไฟฟ้าอย่างไมโครเวฟ ตู้เย็น เครื่องปรับอากาศ เครื่องคิดเลข ฯลฯ ซึ่งส่งออกไปขายต่างประเทศ จนทำให้สินค้าแบรนด์ Samsung เริ่มเป็นที่รู้จักในวงกว้าง นอกจากนี้ยังขยายธุรกิจไปสู่การต่อเรือ ปิโตรเคมี และการบินอีกด้วย

เรียกได้ว่า ธุรกิจของ Samsung มีมากมายเต็มไปหมด แต่พี่ทุยจะขอสรุปธุรกิจใหญ่ ๆ ในปัจจุบันให้ดู ดังนี้

  • Samsung Electronics = ธุรกิจอิเล็กทรอนิกส์ที่ผลิตเครื่องใช้ไฟฟ้า เซมิคอนดักเตอร์ อุปกรณ์ไอที สมาร์ทโฟนและทำเครือข่ายโทรคมนาคม
  • Samsung Biologics = ธุรกิจชีวเภสัชภัณฑ์และเทคโนโลยีชีวภาพ
  • Samsung Engineering = ธุรกิจก่อสร้าง ที่เน้นสร้างโรงงานอุตสาหกรรม เช่น โรงกลั่นน้ำมัน โรงไฟฟ้า โรงงานปิโตรเคมี โรงงานถลุงเหล็ก ฯลฯ
  • Samsung C&T = ธุรกิจก่อสร้าง ที่เน้นสร้างอาคาร ที่อยู่อาศัย รีสอร์ท อีกทั้งยังทำธุรกิจเทรดดิ้ง ลงทุน และแฟชันอีกด้วย
  • Samsung Fire & Marine Insurance = ธุรกิจประกันภัย เช่น ประกันอุบัติเหตุ ประกันรถยนต์ ประกันอัคคีภัย ประกันวินาศภัย ฯลฯ
  • Samsung Life Insurance = ธุรกิจประกันชีวิตและประกันสุขภาพ
  • Samsung Heavy Industries = ธุรกิจต่อเรือ ทั้งเรือคอนเทนเนอร์ เรือบรรทุกน้ำมัน เรือลาดตระเวน และเรือเฟอร์รี่ ซึ่งเป็นบริษัทต่อเรือที่ใหญ่ติดอันดับ Top3 ของโลก
  • Samsung SDS = ธุรกิจให้บริการด้านระบบไอที
  • Samsung SDI = ธุรกิจผลิตแบตเตอรี่ลิเธียมไอออน
  • The Shilla = ธุรกิจโรงแรมและ Duty Free
  • Samsung Medical Center = ธุรกิจการแแพทย์และสุขภาพ เน้นวิจัยทางการแพทย์และทำโรงพยาบาล 

โดยภาพรวมแล้ว ถึงแม้ Samsung จะมีธุรกิจมากมายขนาดไหน แต่จุดเด่นที่ทำกำไรและชื่อเสียงให้กับบริษัทได้มากที่สุดคือ Samsung Electronics โดยเฉพาะในยุคที่ “สมาร์ทโฟน” ถือกำเนิดขึ้นมา และพี่ทุยจะพาทุกคนไปดูกันต่อว่า สมาร์ทโฟนมีวิวัฒนาการแบบไหน และ Samsung กระโดดเข้ามาเป็นหนึ่งในผู้เล่นคนสำคัญได้ยังไง

วิวัฒนาการของ “สมาร์ทโฟน Samsung”

อย่างที่เรารู้กันว่าในปัจจุบันสมาร์ทโฟนแตกต่างจากโทรศัพท์ โดยโทรศัพท์สามารถโทรออกรับสายได้อย่างเดียว แต่สมาร์ทโฟนเป็นเครื่องมือที่มีฟังก์ชันแบบครอบจักรวาลทั้งโทรออกรับสาย อ่านหนังสือ ดูหนัง ฟังเพลง ดูแผนที่ เล่นเกม ทำธุรกรรม ฯลฯ แต่พี่ทุยอยากให้รู้ว่าจุดเริ่มต้นทุกอย่างของสมาร์ทโฟนมาจากโทรศัพท์

โดยในปี 1984 โทรศัพท์มือถือเครื่องแรกในแบรนด์ Motorola รุ่น DynaTAC 8000X ก็ออกสู่ท้องตลาดของมนุษยชาติ แต่มือถือเครื่องนี้มีขนาดใหญ่โตเก้งก้าง หนักเกือบ 1 กิโลกรัม! แถมราคาก็แรงพอตัว คือ 4,000 ดอลลาร์ (ประมาณ 120,000 บาท) ทำให้ Motorola ไม่ได้ฮิตติดตลาด คนมีเงินพอสมควรเท่านั้นที่สามารถจับต้องได้

คราวนี้ ในปี 1992 บริษัทยักษ์ใหญ่อย่าง IBM ก็เปิดตัวสมาร์ทโฟนเครื่องแรกของโลกชื่อว่า Simon Personal Communicator หรือ SPC ที่ต่อยอดมาจากโทรศัพท์ ซึ่งมีฟังก์ชันหลากหลายทั้งโทรออกรับสาย ปฏิทิน เครื่องคิดเลข นาฬิกา แถมยังสามารถทัชสกรีนได้โดยใช้ปากกาสไตลัส (แต่ยังใช้นิ้วทัชสกรีนไม่ได้) โดย SPC วางขายจริงๆ ในปี 1994 ในราคา 1,100 ดอลลาร์ (ประมาณ 30,000 บาท) 

ในปี 2001 สมาร์ทโฟนก็เชื่อมต่อกับอินเทอร์เน็ตแบบ 3G ได้  สามารถส่งไฟล์แนบอีเมลล์และท่องโลกอินเทอร์เน็ตได้เล็กน้อย อีกทั้งราคาก็เริ่มดีดต่ำลงมาที่ 300-700 ดอลลาร์ โดยในช่วงเวลาหลังจากนี้ Nokia เป็นยักษ์ใหญ่ที่ครองตลาดสมาร์ทโฟนของโลกกว่า 40%

แต่แล้วในปี 2007 ก็มีบริษัทไอทีชื่อว่า Apple เปิดตัวสมาร์ทโฟนอย่าง iPhone ใช้ระบบปฏิบัติการของตัวเองเรียกว่า IOS ที่บริษัทผู้ผลิตสมาร์ทโฟนไม่จำเป็นต้องสร้างฟังก์ชันการใช้งานต่าง ๆ ด้วยตัวเอง แต่ให้บริษัทอื่นสร้างฟังก์ชันนั้น ๆ เอง แล้วให้ผู้ใช้งานดาวน์โหลดมาใส่ใน iPhone ตามความต้องการ และนี่ก็กลายเป็นจุดเริ่มต้นของแอปพลิเคชันนั่นเอง

เรียกว่าการมาถึงของ iPhone ถือเป็นการปฏิวัติวงการสมาร์ทโฟนถึงขีดสุด เพราะ IOS ทำให้สมาร์ทโฟนมีฟังก์ชันการใช้งานแบบไร้ที่สิ้นสุด แถมในปี 2008 Google ก็เปิดตัวสมาร์ทโฟนชื่อ HTC Dream พร้อมระบบปฏิบัติการชื่อว่า Android  ที่มีรูปแบบคล้าย IOS 

ส่วนยักษ์ใหญ่ในตอนนั้นอย่าง Nokia ก็มีระบบของตัวเองชื่อว่า Symbian แต่สุดท้ายก็พัฒนาไม่ทัน IOS และ Android ทำให้ยอดขายของ Nokia ลดลงเรื่อย ๆ จนหลุดจากวงโคจรของตลาดสมาร์ทโฟนไปในที่สุด

การไต่ระดับของ “สมาร์ทโฟน Samsung”

เราได้เห็นกันไปแล้วว่าสมาร์ทโฟนมีวิวัฒนาการเป็นมาแบบไหน คราวนี้พี่ทุยจะพาทุกคนไปเจาะเรื่องของ Samsung กับการแข่งขันในตลาดสมาร์ทโฟนกันต่อ

อย่างที่เรารู้กันว่า Samsung มีบริษัทธุรกิจด้านไอทีที่มีของอยู่แล้วอย่าง Samsung Electronics ทำให้ไม่ใช่เรื่องแปลกที่ Samsung จะกระโดดเข้ามาเป็นผู้เล่นในตลาดสมาร์ทโฟนด้วยเช่นเดียวกัน และเรียกได้ว่าเป็นบริษัทเอเชียแรกๆ ที่เริ่มพัฒนาสมาร์ทโฟน

โดยในปี 1988 Samsung ก็เปิดตัวโทรศัพท์มือถือของตัวเองออกมาก่อนเพื่อขายคนเกาหลีโดยเฉพาะ แต่ก็ขายไม่ค่อยออก เพราะในตอนนั้น Motorola กำลังครองตลาดในเกาหลีกว่า 90% 

เมื่อมือถือขายไม่ออก Samsung ก็พับโครงการนี้ลงไป จนเทคโนโลยีเริ่มพัฒนาขึ้น สมาร์ทโฟนก็เริ่มบูม Samsung เลยกลับเข้าสู่ตลาดสมาร์ทโฟนอีกครั้ง แล้วเปิดตัวสมาร์ทโฟนรุ่นแรกของตัวเองในปี 2001 ชื่อว่า SPH-1300 โดยมีลูกเล่นคือเป็นหน้าจอทัชสกรีนโดยใช้นิ้วสัมผัสได้ ซึ่งก็ยังไม่ได้เป็นที่รู้จักในวงกว้าง เพราะในช่วงนั้น Nokia ครองตลาดอยู่ 

แต่แล้ว จุดเปลี่ยนก็เกิดขึ้นเมื่อ Apple ก้าวขึ้นมาปฏิวัติวงการ เกิดระบบปฏิบัติการอย่าง IOS และทำให้ Google สร้างระบบปฏิบัติการอย่าง Android ตามมา ซึ่ง Samsung ก็เปิดตัวสมาร์ทโฟนที่ใช้ระบบปฏิบัติการของ Android เครื่องแรกของตัวเองในปี 2010 ในชื่อ Galaxy S ซึ่งเริ่มทำให้ Samsung เป็นม้ามืดขึ้นมาแข่งกับแบรนด์อื่นๆ อย่างรวดเร็ว

ถึงตรงนี้แล้ว พี่ทุยขอแสดงภาพรวมตลาดสมาร์ทโฟนช่วงปี 2010 เพื่อให้ทุกคนเห็นว่าในตอนนั้น Samsung อยู่จุดไหนของตลาดหลังเปิดตัว Galaxy S

เรียกได้ว่า Galaxy S ถือเป็นการเปิดตัวที่ประสบความสำเร็จเกินคาด หลังจากต้องผิดหวังกับตลาดโทรศัพท์มือถือและสมาร์ทโฟนมาถึง 2 ครั้ง ซึ่งยิ่งทำให้ Samsung ทุ่มงบมาฝั่งนี้แบบเต็มที่ พัฒนาสมาร์ทโฟนรุ่นใหม่ๆ แบบปีต่อปี

โดยในที่สุดเมื่อปี 2013 Samsung ก็สามารถไต่ขึ้นมากินส่วนแบ่งการตลาดมากที่สุด!

และพี่ทุยจะแสดงให้เห็นการเปลี่ยนแปลงของตลาดสมาร์ทโฟนในปี 2013, 2016, 2019 และ 2021 เพื่อให้เห็นภาพการเปลี่ยนแปลงผู้เล่นอย่างรวดเร็วในแต่ละช่วงเวลา

ทำไม Samsung ถึงเป็นสมาร์ทโฟนที่ขายดีที่สุดในโลก ?

จะเห็นได้ว่า ในแต่ละปี มีสมาร์ทโฟนแบรนด์ใหม่ ๆ ขึ้นมาแย่งส่วนแบ่งตลาดกันค่อนข้างหลากหลาย แต่ Samsung ก็ยังเป็นสมาร์ทโฟนที่ยืนอันดับ 1 มาตั้งแต่ปี 2013 ซึ่งอาจมีบางไตรมาสที่ Apple ขึ้นมาเป็นอันดับ 1 แต่หากนับภาพรวมของปีนั้น ๆ Samsung ก็ยังมีส่วนแบ่งตลาดมากที่สุด และทำให้ทั้งสองแบรนด์นี้กลายเป็นคู่แข่งที่ไม่ยอมน้อยหน้ากันเลยทีเดียว

Samsung vs Apple

อย่างที่เราได้เห็นกันไปแล้วว่า Samsung กับ Apple ถือเป็นผู้เล่นในตลาดสมาร์ทโฟนที่แข่งกันมาตั้งแต่เริ่มแรก และเป็น 2 แบรนด์ที่ชูโรงระบบ OS อันทรงอิทธิพลของโลกในปัจจุบันอย่าง IOS และ Android อีกทั้งยังเป็นแบรนด์ที่เปลี่ยนแปลงขับเคลื่อนตลาดสมาร์ทโฟนให้มาถึงจุดนี้อีกด้วย โดยพี่ทุยจะเปิดไทม์ไลน์การห้ำหั่นกันของทั้ง Samsung และ Apple ให้ทุกคนได้เห็นภาพกันมากขึ้น

ทำไม Samsung ถึงเป็น "สมาร์ทโฟน" ที่ขายดีที่สุดในโลก ?

จากวิวัฒนาการของทั้ง Samsung และ Apple จะเห็นได้ว่าทั้งสองแบรนด์พัฒนาค่อนข้างคล้ายกัน โดยพี่ทุยสามารถสรุปได้ ดังนี้

ช่วงปี 2007-2009 เป็นช่วงที่ Apple ได้เริ่มปฏิวัติวงการสมาร์ทโฟน มี IOS ที่เอื้อให้เกิดแอปพลิเคชัน

ช่วงปี 2010-2013 เป็นช่วงที่ Samsung เริ่มเข้ามา และทำให้ Android เป็นที่รู้จักและสามารถแข่งกับ IOS ได้มากขึ้น โดยสุดท้าย Samsung ก็ขึ้นมาเป็นผู้นำตลาดสมาร์ทโฟนในปี 2013

ช่วงปี 2014-2016  เป็นช่วงที่ทั้ง Samsung และ Apple แข่งกันพัฒนาเรื่องดีไซน์และเทคโนโลยี ซึ่งบางครั้งคล้ายกันเกินไป ทำให้มีความขัดแย้งเรื่องสิทธิบัตร

ช่วงปี 2017-2021 เป็นช่วงที่แบรนด์ของจีนอย่าง Huawei, Vivo, Xiaomi, OPPO เริ่มเป็นคู่แข่งที่เติบโตอย่างรวดเร็ว ทำให้ Samsung ที่เป็น Android เหมือนกันต้องปรับสมาร์ทโฟนของตัวเองให้แข่งกับแบรนด์เหล่านี้ได้มากขึ้น 

และทั้งหมดนี้ เป็นเรื่องราวของ Samsung ที่พี่ทุยให้เห็นภาพตั้งแต่ต้นกำเนิดที่มีความเกี่ยวพันกับประวัติศาสตร์เกาหลี โดยเหตุการณ์ภายในเหล่านั้นก็ส่งผลให้ Samsung เติบโตอย่างรวดเร็วในเกาหลีใต้และมีเงินมากพอที่จะลงทุนในธุรกิจต่าง ๆ โดยเฉพาะ Samsung Electronics ที่ถือเป็นเพชรเม็ดเอกทำกำไรให้บริษัทเป็นกอบเป็นกำ

แถมยังต่อยอดมาสู่ยุคที่สมาร์ทโฟนเริ่มบูม ทำให้ Samsung มีทรัพยากรที่ค่อนข้างพร้อมในการทุ่มพัฒนาสินค้าตัวเองแบบเต็มที่ อีกทั้งยังเข้ามาจับตลาดสมาร์ทโฟนในช่วงเวลาที่เหมาะเจาะแบบสุด ๆ เพราะเป็นเหมือนระยะเริ่มต้นที่สมาร์ทโฟนกำลังก้าวเข้าสู่ยุคแอปพลิเคชัน จนในเวลาแค่ 2-3 ปี Samsung ก็ยึดพื้นที่ส่วนแบ่งตลาดมาจาก Nokia และ Apple ได้ โดยเฉพาะในเอเชีย แอฟริกา และอเมริกาใต้ ซึ่งทำให้ Samsung กลายเป็นสมาร์ทโฟนที่ขายดีที่สุดมาจนปัจจุบันนั่นเอง

อ่านเพิ่ม

รูปบน ของ desktop
รูปล่าง ของ mobile
error: