รู้จักธุรกิจ “ขายบริการ” ในประเทศที่อาชีพ “โสเภณี” ถูกกฎหมาย

รู้จักธุรกิจ “ขายบริการ” ในประเทศที่อาชีพ “โสเภณี” ถูกกฎหมาย

3 min read  

ฉบับย่อ

  • บางประเทศในโลกนับโสเภณีเป็นอาชีพที่ถูกกฎหมาย มีการจัดการดูแลความปลอดภัยและการเก็บภาษีอย่างเป็นเรื่องเป็นราว เช่น เมือง De Wallen หรือย่านโคมแดง (Red Light District) ในอัมสเตอร์ดัม เนเธอร์แลนด์
  • สถิติในปี 2014 มีผู้ประกอบอาชีพนี้ทั้งหมด 400,000 คนในเยอรมนี และใน 20,000 คนเป็นผู้ชาย ซึ่งธุรกิจนี้สร้างรายได้ให้เยอรมนี 14.6 พันล้านยูโรต่อปี
  • เดือน ม.ค. 2022 มีแถลงการณ์ผลการรับฟังความคิดเห็นเกี่ยวกับกฎหมายการค้าประเวณีที่ใช้อยู่ของไทย ผลออกมาคือ ประชาชนส่วนใหญ่ 59.39% เห็นควรให้การค้าประเวณีเป็นเรื่องถูกต้องตามกฎหมาย และจัดเก็บภาษีต่าง ๆ จากผู้ค้าประเวณี

รูปบน ของ desktop
รูปล่าง ของ mobile
"เปิดบัญชี Windsor Broker"
"เปิดบัญชี Windsor Broker"

เมื่อกลางเดือน ม.ค. 2022 ที่ผ่านมา พี่ทุยเห็นข่าวสรุปการประชุมเกี่ยวกับการแก้กฎหมายการ “ขายบริการ” ในไทยว่า มีหลายฝ่ายเห็นตรงกันว่าควรแก้การ “ค้าประเวณี” ให้เป็นเรื่องถูกกฎหมาย และเก็บภาษีให้ถูกต้อง

แม้ปัจจุบันนี้อาชีพ “ขายบริการ” ยังเป็นเรื่องผิดกฎหมายในไทย แต่พี่ทุยไปค้นข้อมูลและพบว่า บางประเทศในโลกนับโสเภณีเป็นอาชีพที่ถูกกฎหมาย มีการจัดการดูแลความปลอดภัยและการเก็บภาษีอย่างเป็นเรื่องเป็นราว เช่น เมือง De Wallen หรือย่านโคมแดง (Red Light District) ในอัมสเตอร์ดัม เนเธอร์แลนด์

ยังไม่รู้ว่าการแก้กฎหมายค้าประเวณีของไทยจะผ่านหรือไม่ แต่วันนี้พี่ทุยขอพาไปสำรวจการค้าบริการทางเพศในประเทศที่อาชีพโสเภณีถูกกฎหมายว่า มีแนวบริหารจัดการและให้การคุ้มครองความปลอดภัยอย่างไรบ้าง

Red Light District ย่าน “ขายบริการ” อย่างถูกกฎหมายชื่อดังของเนเธอร์แลนด์

ในเนเธอร์แลนด์โสเภณีเป็นอาชีพที่ได้รับการรับรองตามกฎหมาย มีแหล่งที่ทำธุรกิจทางเพศอยู่หลายย่าน แต่แหล่งที่มีชื่อเสียงไปทั่วโลกคือ ย่านโคมแดงในเมือง De Wallen กรุงอัมสเตอร์ดัม 

จากข้อมูลปี 2014 มูลค่าทางเศรษฐกิจในย่านโคมแดงและร้านกาแฟที่จำหน่ายบริการทางเพศและยาเสพติดนั้นสูงถึง 2.5 พันล้านยูโรต่อปี หรือคิดเป็นสัดส่วน 0.4% ต่อ GDP ของประเทศ

นอกจากการซื้อขายบริการทางเพศจากโสเภณีแล้ว ในย่านโคมแดงยังมีร้านที่ขายอุปกรณ์ทางเพศ พิพิธภัณฑ์ทางเพศ Sex Theatres หรือร้านกาแฟที่ขายกัญชาด้วย โดยนักท่องเที่ยวที่มาเที่ยวย่านนี้ไม่จำเป็นซื้อบริการทางเพศเสมอไป แต่มีข้อห้ามดื่มแอลกอฮอล์บริเวณสาธารณะในย่านนี้โดยเด็ดขาด เพื่อป้องกันความรุนแรงจากอาการมึนเมา

โดยรัฐบาลเนเธอร์แลนด์ได้ผ่านกฎหมายอนุญาตให้มีการซื้อขายบริการทางเพศในสถานที่บริการตั้งแต่ปี 2000 เจ้าของธุรกิจต้องมีใบอนุญาตและเสียภาษี ส่วนบุคคลที่ให้บริการทางเพศก็ต้องมีการขึ้นทะเบียน อายุจะต้องถึง 21 ปี และมีสถานะเป็นพลเมืองสหภาพยุโรปหรือเป็นผู้อยู่อาศัยต่างชาติที่มีใบอนุญาต

ซึ่งในย่านโคมแดงจะมีเจ้าหน้าที่จากสาธารณสุขเข้าไปควบคุมดูแล และตรวจสุขภาพเป็นประจำ อีกทั้งยังมีเจ้าหน้าที่ตำรวจคอยประจำการดูแลความปลอดภัย ไม่ให้มีการข่มขู่ คุกคาม ล่วงละเมิด หรือทำร้ายผู้ประกอบอาชีพโสเภณีในบริเวณนี้ และมีองค์กรที่ก่อตั้งโดยอดีตโสเภณีเพื่อให้ความรู้นักท่องเที่ยวเกี่ยวกับผู้ค้าบริการทางเพศ​และช่วยเหลือดูแลผู้ค้าบริการ เช่น การรับบริการด้านสาธารณสุขอีกด้วย

การจัดตั้งบริเวณ De Wallen ให้เป็นย่านโคมแดงที่ถูกกฎหมาย นั่นเป็นเพราะรัฐบาลต้องการกำจัดเครือข่ายค้ามนุษย์ที่มักอยู่เบื้องหลังอุตสาหกรรมนี้ ทั้งการบังคับโสเภณีให้จ่ายค่าคุ้มครอง หรือการที่ถูกบังคับจากเจ้าของซ่องให้ทำงานแม้ว่าพวกเธอไม่เต็มใจ

แต่จากข่าวเดือน เม.ย. 2020 ทางการมีโครงการจะย้ายย่านโคมแดงออกจากย่าน De Wallen เพื่อลดปริมาณนักท่องเที่ยวในอัมสเตอร์ดัม และเพื่อจัดสภาพย่านโคมแดงแห่งใหม่ให้มีความปลอดภัยมากขึ้น แม้ผู้ประกอบการในสถานที่ก็แสดงความไม่เห็นด้วย แต่โครงการนี้ยังดำเนินต่อไป โดยเริ่มเวนคืนพื้นที่กลับสู่กรรมสิทธิ์ของรัฐแล้ว

โสเภณี อาชีพถูกกฎหมายในเยอรมนี

เยอรมนีเป็นอีกประเทศที่มีกฎหมายคุ้มครองอาชีพ “โสเภณี” มีย่านที่มีการซื้อขายบริการในหลายหัวเมืองใหญ่ในประเทศ จากสถิติในปี 2014 มีผู้ประกอบอาชีพนี้ทั้งหมด 400,000 คนในเยอรมนี และใน 20,000 คนเป็นผู้ชาย ซึ่งธุรกิจนี้สร้างรายได้ให้เยอรมนี 14.6 พันล้านยูโรต่อปี

แม้ก่อนหน้าการค้าประเวณีจะไม่ใช่สิ่งต้องห้าม ทว่าก็เป็นเรื่องผิดศีลธรรมในเยอรมนี จึงไม่มีกฎหมายรองรับสิทธิใด ๆ ของผู้ที่เกี่ยวข้อง แต่หลังจากการถกเถียงถึงสิทธิของโสเภณี ก็มีการแก้กฎหมายและบังคับใช้เมื่อปี 2017

โดยกฎหมายมีการกำหนดว่าโสเภณีจะต้องขึ้นทะเบียน บันทึกชื่อนามสกุล แจ้งสถานที่ทำงาน โดยผู้ขายบริการทุกคนจะต้องได้รับคำปรึกษาด้านสุขภาพจากสถานบริการของรัฐเป็นประจำทุกปี

หรือการเปิดกิจการซ่องก็ต้องขอใบอนุญาตจากหน่วยงานของรัฐเพื่อมาตรฐานด้านสุขอนามัยและความปลอดภัย เช่น ในสถานที่ให้บริการจะมีปุ่มสัญญาณฉุกเฉินไปถึงมีเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยที่พร้อมเดินทางมาให้ความช่วยเหลือทันทีหากเกิดเหตุร้ายขึ้น

อีกทั้งกฎหมายฉบับนี้ยังบังคับใช้ถุงยางอนามัยในการมีเพศสัมพันธ์ทุกครั้ง หากฝ่าฝืนมีโทษปรับตั้งแต่เกือบ 40,000 บาทไปจนถึงเกือบ 2 ล้านบาท และทางการสามารถถอนใบอนุญาตของผู้ประกอบการได้

อย่างไรก็ตามกฎหมายจัดระเบียบการค้าประเวณีฉบับนี้ก็ถูกวิพากษ์จากหลายฝ่าย เพราะเป็นกฎหมายที่ไม่ได้ช่วยเหลือผู้ขายบริการจริง ๆ อีกทั้งเป็นการเลือกปฏิบัติที่บังคับให้คนอาชีพนี้ต้องขึ้นทะเบียน การละเมิดการคุ้มครองข้อมูลส่วนตัว ทำให้ผู้ขายบริการเสี่ยงต่อการถูกเปิดเผยตัวตนที่แท้จริงและหันไปขายบริการแบบผิดกฎหมาย ซึ่งทำให้พวกเขาเสี่ยงต่อการถูกละเมิดสิทธิมนุษยชนสูงขึ้นไปอีก

โสเภณีในไทยมีมาแต่โบราณ

จากบันทึกในอดีตมีหลักฐานปรากฏว่าไทยมีอาชีพโสเภณีมาตั้งแต่สมัยอยุธยา มีจดทะเบียนและการเก็บภาษี สร้างรายได้ให้รัฐเป็นจำนวนมาก

หรือในสมัยรัชกาลที่ 5 ก็มีพระราชบัญญัติสัญจรโรค ร.ศ. 127 (หรือ พ.ศ. 2451) เพื่อป้องกันและควบคุมกามโรค โดยบัญญัติให้สถานบริการทางเพศต้องจดทะเบียนและมีชื่อโสเภณีที่สามารถตรวจสอบได้ รวมทั้งโสเภณีแต่ละคนต้องไปจดทะเบียนกับเจ้าพนักงาน

แต่หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 องค์การสหประชาชาติมีมติว่า ‘การค้าประเวณีทำให้ศักดิ์ศรีของมนุษย์ตกต่ำลง และเป็นต้นเหตุแห่งความเสื่อมทรามต่าง ๆ เช่น การค้าผู้หญิง อาชญากรรม และการแพร่เชื้อกามโรค’ 

ไทยจึงออกพระราชบัญญัติปรามการค้าประเวณี พ.ศ. 2503 แทนพระราชบัญญัติสัญจรโรค ร.ศ. 127 ทำให้อาชีพโสเภณีกลายเป็นเรื่องผิดกฎหมาย แต่อาชีพนี้ก็ไม่ได้หายไปอย่างแท้จริง

จนกระทั่งปี 1993 (หรือปี พ.ศ. 2536) ไทยถูกเพ่งเล็งอย่างมากเรื่องโสเภณีเด็ก รัฐบาลจึงมีการออกพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้าประเวณี พ.ศ. 2539 และเป็นกฎหมายที่ยังถูกบังคับใช้ถึงปัจจุบัน

ความพยายามในการเปลี่ยนแปลงกฎหมายการ “ขายบริการ”

ช่วงเดือน ม.ค. 2022 มีแถลงการณ์จากกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) เรื่องผลการรับฟังความคิดเห็นเกี่ยวกับกฎหมายการค้าประเวณีที่ใช้อยู่ของไทย ผลออกมาคือ ประชาชนส่วนใหญ่ 59.39% เห็นควรให้การค้าประเวณีเป็นเรื่องถูกต้องตามกฎหมาย และจัดเก็บภาษีต่าง ๆ จากผู้ค้าประเวณี และ 59.66% เห็นด้วยให้การค้าประเวณีอยู่ในกฎหมายคุ้มครองแรงงานและมีสวัสดิภาพ

อย่างไรก็ตาม การค้าประเวณีเด็กนั้น ส่วนใหญ่เห็นว่าควรมีความผิดทางอาญา ส่วนการค้าประเวณีในบุคคลอายุเกิน 18 ปี 40.97% เห็นว่าไม่ควรได้รับการลงโทษ แต่ความเห็นส่วนใหญ่ยังเห็นว่าควรมีอัตราโทษสำหรับผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการค้าประเวณี เช่น นายหน้าจัดหาผู้อื่นมาค้าประเวณี เจ้าหน้าที่รัฐที่เรียกรับผลประโยชน์จากสถานบริการหรือผู้ค้าประเวณี

ซึ่งหลังจากนี้กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ จะจัดรับฟังความคิดเห็นเชิงลึก หรือ Focus Group กับผู้เกี่ยวข้องอีก ก่อนจะเริ่มยกร่างกฎหมายใหม่ตามแนวทางและข้อเสนอต่อไป

โดยหลายฝ่ายที่อยากให้มีการแก้กฎหมาย ก็เพราะต้องการให้มีกฎหมายที่คุ้มครองให้มีสิทธิเสรีภาพในการประกอบอาชีพค้าประเวณี ควบคุมไม่ให้เกิดการแสวงหาผลประโยชน์รูปแบบต่าง ๆ เกี่ยวกับเด็กและการค้ามนุษย์ ที่ไม่ใช่กฎหมายเพื่อควบคุมผู้ประกอบอาชีพนี้

พี่ทุยมองว่า พวกเรายังคงต้องติดตามการแก้กฎหมายนี้ว่าจะออกมาในแนวทางไหน เจตนารมณ์ของกฎหมายใหม่จะเป็นไปอย่างที่หลายคนเรียกร้องสิทธิให้คนกลุ่มนี้หรือไม่ และกฎหมายสามารถแก้ไขปัญหาการค้ามนุษย์ การเอารัดเอาเปรียบในอาชีพนี้ได้เห็นผลเป็นรูปธรรมจริงหรือเปล่า โดยยืนอยู่บนพื้นฐานสำคัญว่า ทุกคนเป็นมนุษย์เท่าเทียมกัน มีสิทธิจะที่จะมีชีวิตอย่างปลอดภัยทุกคน

อ่านเพิ่ม

รูปบน ของ desktop
รูปล่าง ของ mobile
error: