“กัญชาถูกกฎหมาย” มีธุรกิจอะไรเข้าร่วมวงเเล้วบ้าง ?

“กัญชาถูกกฎหมาย” มีธุรกิจอะไรเข้าร่วมวงเเล้วบ้าง ?

3 min read  

ฉบับย่อ

  • กระทรวงสาธารณสุขออกประกาศปลดล็อคกัญชาที่มีสารเสพติดไม่เกิน 0.2% ออกจากการเป็นยาเสพติดอย่างสิ้นเชิง 
  • ประกาศกระทรวงมาตามหลังที่ร่าง พ.ร.บ.กัญชาและกัญชง กำลังอยู่ระหว่างกระบวนการพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎร โดยกฎหมายดังกล่าวจะมาใช้ควบคุมดูแลธุรกิจกัญชา
  • ผู้ที่ทำธุรกิจกัญชาจะต้องขออนุญาตก่อน โดยใบอนุญาตมีอายุ 3 ปี ส่วนผู้ที่ต้องการปลูกกัญชาในบ้านจะต้องไปจดแจ้งกับหน่วยงานรัฐ ซึ่งใบจดแจ้งมีอายุ 1 ปี หรือรวมตัวเป็นวิสาหกิจ 7 คน เพื่อปลูกกัญชาสำหรับธุรกิจ
  • ในภาคธุรกิจมีธุรกิจเจ้าใหญ่ที่เข้าลงทุนในวงการสายเขียวแล้ว เช่น เครือซีพี ศรีตรังโกลฟส์ และโอสถสภา

รูปบน ของ desktop
รูปล่าง ของ mobile
"เปิดบัญชี Windsor Broker"
"เปิดบัญชี Windsor Broker"

เมื่อวันที่ 9 ก.พ. 2565 รัฐมนตรีกระทรวงสาธารณสุขได้ลงนามในประกาศของกระทรวง ยกเว้นกัญชาที่มีสารสกัด THC ไม่เกิน 0.2% ออกจากยาเสพติดอย่างสิ้นเชิง เท่ากับว่าบ้านเรามี “กัญชาถูกกฎหมาย” แล้ว

สาร THC คือ เป็นสารที่ทำให้เกิดอาการเคลิ้ม หรือที่ภาษาอังกฤษเรียกว่า “High” โดยย่อมาจาก Tetrahydrocannabinol ซึ่งพบได้มากในกัญชานั่นเอง และหากพบว่าสารนี้มีปริมาณเกิน 0.2% แล้ว จะเข้าข่ายผิดกฎหมายและเป็นยาเสพติดให้โทษในทันที 

ประกาศดังกล่าวได้เผยแพร่ในราชกิจจานุเบกษาแล้ว เท่ากับจะมีผลบังคับใช้อย่างเป็นทางการในอีก 120 วัน นับจากวันที่ 9 ก.พ. 2565 

แต่ประกาศดังกล่าวยังต้องใช้ควบคู่ไปกับ “พ.ร.บ.กัญชา กัญชง” ที่ยังอยู่ระหว่างกระบวนการพิจารณาตราเป็นกฎหมายของสภาผู้แทนราษฎร หลังเข้าสภาไปตั้งแต่วันที่ 26 ม.ค. 2565 

ดังนั้น คงต้องรอไปอีกสักพักกว่ากัญชาจะลงสนามธุรกิจได้อย่างเต็มรูปแบบแบบไม่มีอะไรมากั้น วันนี้พี่ทุยเอาสาระสำคัญของร่างกฎหมายมาเปิดให้ดูว่า ขายกัญชาแบบไหนจะไม่ผิดกฎหมาย และคนธรรมดาอย่างเราสามารถปลูกที่บ้านได้หรือไม่

แถมตอนนี้มีธุรกิจหลายเจ้าใหญ่ ๆ ที่เดินหน้าตบเท้าเข้าไปใน “วงการสายเขียว” แล้วด้วย 

ขายกัญชาแบบไหน ถึงจะเป็น “กัญชาถูกกฎหมาย” 

ไม่ว่าจะเป็นผู้ผลิต ผู้สกัด ผู้แปรรูป นำเขา หรือส่งออก  หากต้องการทำธุรกิจกัญชา จะต้องได้รับอนุญาตจากเลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) เสียก่อน โดยหากทำธุรกิจโดยไม่ได้รับอนุญาต จะมีโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี ปรับไม่เกิน 3 แสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ 

สำหรับใบอนุญาตจะมีอายุ 3 ปี และมีค่าธรรมเนียมในการทำใบอนุญาตครั้งละ 5,000 – 100,000 บาท แล้วแต่รูปแบบของธุรกิจ เช่น หากเป็นธุรกิจที่ปลูกและผลิต (สกัด) จะมีค่าธรรมเนียมสูงถึง 5 หมื่นบาท ส่วนใบอนุญาตในการจำหน่ายมีค่าธรรมเนียมแค่ 5,000 บาทเท่านั้น ส่วนธุรกิจที่มีค่าธรรมเนียมในการทำใบอนุญาตแพงที่สุดคือ ธุรกิจนำเข้า

ธุรกิจนำเข้าอาจจะยังไม่เกิดอีกสักพักใหญ่ เพราะ บทเฉพาะกาลของกฎหมายระบุเอาไว้ว่า ภายใน 5 ปีแรกหลังกฎหมายมีผลบังคับใช้ “การนำเข้ากัญชาและกัญชง” จะต้องใช้เพื่อการศึกษา วิเคราะห์ วิจัย และเพื่อประโยชน์ทางการแพทย์เท่านั้น

นอกจากนี้ ใช่ว่าธุรกิจกัญชาโดยรวมจะปราศจากข้อห้ามโดยสิ้นเชิง เพราะยังห้ามขายกัญชาให้แก่เด็กอายุต่ำกว่า 20 ปี สตรีมีครรภ์ สตรีให้นมบุตร ยกเว้นแต่จะได้รับอนุญาตจากแพทย์เท่านั้น ซึ่งผู้ฝ่าฝืนมีโทษปรับ 30,000 บาท ขณะที่รัฐไม่ได้ปล่อยปละโดยสิ้นเชิง ในร่างกฎหมายระบุว่า เจ้าหน้าที่รัฐมีอำนาจในการเข้าไปตรวจสอบสถานที่หรือแม้กระทั่งอายัดกัญชาได้ด้วย ถ้าสงสัยว่าจะมีการกระทำผิด

“กัญชาถูกกฎหมาย” แล้วปลูกที่บ้านได้หรือไม่ 

อาจเรียกว่าเป็นคำถามฮอทฮิตอยู่ช่วงหนึ่งเลยทีเดียวว่าคนธรรมดาอย่างเรา ๆ สามารถปลูกกัญชาได้ที่บ้านหรือไม่ 

ในร่างกฎหมาย หากจะปลูกกัญชาจะต้องขอ “จดแจ้ง” กับรัฐก่อน หรือพูดให้เข้าใจโดยง่ายคือ “ขออนุญาต” จากรัฐในการปลูกกัญชา แล้วจะสามารถปลูกกี่ต้นก็ได้

สำหรับผู้อาศัยอยู่ในกรุงเทพฯ สามารถจดได้กับผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร หรือคนที่ผู้ว่ากรุงเทพมหานครมอบหมายให้ทำหน้าที่แทน ส่วนผู้ที่อยู่ต่างจังหวัด ก็ต้องจดแจ้งต่อนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด โดยใบจดแจ้งจะมีอายุ 1 ปี

นอกจากนี้ ทางรัฐมนตรีกระทรวงสาธารณสุขยังเปิดเผยอีกด้วยว่า หากประชาชนรวมตัวกันในรูปแบบวิสาหกิจชุมชน 7 คน ก็สามารถปลูกกัญชาได้ด้วยเช่นกัน

อย่างไรก็ตาม ในการปลูกในครัวเรือนหรือใช้เพื่อทำธุรกิจ หากพบว่ามีการนำไปใช้เป็นยาเสพติดนั้น “ผิดกฎหมาย” อยู่ และผู้ฝ่ายฝืนก็ต้องได้รับโทษตามกฎหมาย

ตลาดโลกมูลค่าแสนล้าน

ศูนย์วิจัยกสิกร รายงานตัวเลขมูลค่าตลาดโลกของ “กัญชา” โดยอ้างอิงรายงาน The Global Cannabis Report ของ Prohibition Partners บริษัทด้านวิจัยตลาดจากสหราชอาณาจักรว่า ในปี 2567 มูลค่าตลาดโลกของกัญชาจะสูงถึง 1.039 แสนล้านดอลลาร์เลยทีเดียว

ตีเป็นเงินไทยกลม ๆ ก็ประมาณ 3 ล้านล้านบาท โดยแบ่งเป็นตลาดกัญชาเพื่อการแพทย์ 60% และตลาดกัญชาเพื่อการสันทนา 40% 

จึงไม่แปลกที่ภาคธุรกิจในไทยจะสนใจร่วมวง “สายเขียว” กับเขาด้วย

ธุรกิจไทยร่วมวงแล้ว

ที่ผ่านมาได้มีธุรกิจหลายเจ้าได้ประกาศเข้าร่วมทำธุรกิจกัญชามาแล้วหลายเจ้า โดยเฉพาะบรรดาตระกูลใหญ่ในไทยอย่าง “เจียรวนนท์” (เครือซีพี) “โตทับเที่ยง” (ปลากระป๋องปุ้มปุ้ย) “ธรรมวัฒนะ” (ตลาดยิ่งเจริญ) และ “ณุศาศิริ” (อสังหาริมทรัพย์) ที่ต่างเข้ามาลงทุนในตลาดนี้

นอกจากนี้ยังมีแบรนด์ใหญ่ที่คุ้นหูกันดีอย่าง “บริษัท ศรีตรังแอโกรอินดัสทรี จำกัด (มหาชน)” หรือผู้ผลิตและจัดจำหน่ายถุงมือยางรายใหญ่ของโลก ที่ได้รับใบอนุญาตปลูกกัญชงไปเมื่อเดือน ก.ย. 2564 และ “บริษัท อาร์แอนด์บี ฟู้ด ซัพพลาย จัดกัด (มหาชน) หรือ RBF ที่เป็นเจ้าแรกในประเทศไทยที่ได้ใบอนุญาตสกัดกัญชงเป็นเจ้าแรกในประเทศไทยเมื่อเดือน ก.ค. 2564

มีผู้ผลิตและผู้สกัดแล้ว ก็ต้องมีผู้ที่นำเอาวัตถุดิบไปประกอบเป็นสินค้า เช่น อาหารและเครื่องดื่ม โดยแบรนด์ดังอย่าง “คาราบาว” ปั้นเครื่องดื่มใหม่เจาะตลาดนี้โดยเฉพาะ และ “SAPPE” ก็ออกเครื่องดื่มกัญชามาแล้ว (แต่มีแค่กลิ่น) หรือแม้กระทั่ง “โอสถสภา” ก็ได้ประกาศร่วมทุนกับ “ยันฮี” ออกเครื่องดื่มวิตามินผสมกัญชาและกัญชงด้วย

เรียกได้ว่าตลาดกัญชากำลังคึกคักเลยทีเดียว ก็ต้องดูว่าจะสามารถเติบโตได้จริงไหม ส่วนตัวพี่ทุยเคยลองผลิตภัณฑ์ผสมกัญชาแล้วเหม็นเขียวใบไม้มาก ๆ (ฮา)

อ่านเพิ่ม

รูปบน ของ desktop
รูปล่าง ของ mobile
error: