ถ้าไม่อยากว่างงาน เราควรพัฒนาทักษะอะไรบ้าง ?

ถ้าไม่อยาก “ว่างงาน” เราควรพัฒนาทักษะอะไรบ้าง ?

3 min read  

ฉบับย่อ

  • วิกฤตโควิด-19 กินระยะเวลายาวนานกว่าหนึ่งปีครึ่งทำให้ธุรกิจที่ต้องลดต้นทุนค่าจ้าง ลดพนักงานจำนวนมาก ทำให้คนไทย “ว่างงาน” มากขึ้นอย่างต่อเนื่อง
  • อัตราการว่างานล่าสุดของไทยในไตรมาสแรกปี 2564 อยู่ที่ 1.96% ถ้าเทียบเป็นรายไตรมาสนับเป็นระดับสูงสุดตั้งแต่เกิดโควิด-19 เป็นต้นมา เมื่อรวมกับผลกระทบจากการระบาดระลอก 3 เป็นต้นมา และนักศึกษาจบใหม่ ทำให้มีจำนวนคนว่างงานนับล้านคน
  • การพัฒนาและเพิ่มทักษะ (Reskill & Upskill) แห่งอนาคตอย่าง 1. ทักษะทางด้านเทคโนโลยี 2. ทักษะการแก้ปัญหา และ 3. ทักษะทางความคิด รวมทั้งการหาช่องทางเพื่อเพิ่มพูนความรู้ทางการเงินจะเป็นวัคซีนสำคัญที่ช่วยสร้างภูมิคุ้มกันให้อยู่รอดต่อไปท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงในโลกปัจจุบันและอนาคต

รูปบน ของ desktop
รูปล่าง ของ mobile
"Phatra Leasing"
"Phatra Leasing"

จากวิกฤตโควิด-19 ที่กินระยะเวลายาวนานมากกว่าหนึ่งปีครึ่งได้ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยในทุกภาคส่วนอย่างหนักหน่วง โดยเฉพาะตั้งแต่การแพร่ระบาดระลอก 2 เมื่อต้นปี 2564 ที่ผ่านมา ทำให้ GDP ไทยในช่วง 3 เดือนแรกของปีติดลบไปถึง 2.6% รวมถึงการแพร่ระบาดระลอก 3 ที่มีจำนวนผู้ติดเชื้อแตะระดับวันละ 2,000-3,000 ราย ก็ยังคงซ้ำเติมเศรษฐกิจไทยและการ “ว่างงาน” ของคนไทยต่อไป

มีบางธุรกิจที่ไม่อาจประคับประคองกิจการให้ดำเนินการต่อไปได้ และมีอันต้องปิดตัวลง บางกิจการกลับมาเปิดอีกครั้งแต่ก็ต้องจัดการสภาพคล่องบริหารต้นทุนเพื่อให้ธุรกิจอยู่รอดต่อไปได้ โดยเฉพาะการลดต้นทุนที่เกี่ยวกับค่าจ้าง เงินเดือน สวัสดิการ รวมทั้งการลดพนักงาน ซึ่งในช่วงที่ผ่านมาเราคงจะพอเห็นภาพคนไทยจำนวนไม่น้อยต้องต่อแถวสมัครงานกันในหลายพื้นที่ ดังนั้น การว่างงานจึงเป็นสิ่งที่น่าห่วงที่สุดของเศรษฐกิจไทยในปัจจุบัน

อัตราการ “ว่างงาน” ของไทยสูงสุดนับตั้งแต่เกิดโควิด-19

จากข้อมูลของธนาคารแห่งประเทศไทยและสภาพัฒน์ พบว่าในช่วง 3 เดือนแรกของปี 2564 คนไทยมีจำนวนงานทำทั้งหมด 37.6 ล้านคน (นับเฉพาะที่มีอายุ 15 ปีขึ้นไป) ซึ่งเพิ่มขึ้นจาก 37.4 ล้านคน ในช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว (YoY) หรือเพิ่มขึ้นประมาณ 0.4% ถือว่าค่อนข้างแปลกใจไม่น้อยที่คนไทยมีงานทำเพิ่มขึ้นในช่วงสถานการณ์การแพร่ระบาดยังรุนแรงและมีจำนวนผู้ติดเชื้อมากกว่าปีที่แล้ว

แต่เมื่อแยกดูเป็นรายภาคเศรษฐกิจ พบว่าแรงงานในภาคเกษตรกลับเพิ่มขึ้นถึง 2.8% สวนทางกับแรงงานที่อยู่ในธุรกิจการผลิตที่ลดลง 2.2% ขณะที่ธุรกิจท่องเที่ยว เช่น ค้าส่งค้าปลีก การขนส่ง โรงแรมและร้านอาหารมีจำนวนแรงงานลดลงประมาณ 0.7%

ขณะที่จำนวนการว่างงานรวมทั้งประเทศในช่วง 3 เดือนแรกของปี 2564 มีคนไทยว่างงานมากถึง 7.6 แสนคน หรือคิดเป็นอัตราการว่างงานสูงถึง 1.96% เป็นระดับรายไตรมาสที่สูงสุดนับตั้งแต่เกิดโควิด-19 เป็นต้นมา และในส่วนของจำนวนการว่างงานนั้นก็มากกว่าช่วงที่มีมาตรการล็อกดาวน์อย่างเข้มงวดในปีที่แล้วอยู่หลักหมื่นคนเลยทีเดียว ตรงนี้กำลังสะท้อนว่าไม่ว่าจะใช้มาตรการล็อกดาวน์หรือไม่ แต่หากยังเกิดการแพร่ระบาดสูงอยู่ต่อเนื่องก็ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจโดยรวมหนักขึ้นเรื่อย ๆ

สิ่งที่น่าสนใจ คือ ตัวเลขการว่างงานที่พุ่งสูงขึ้น แต่แรงงานไทยในภาคเกษตรกลับเพิ่มขึ้น สาเหตุเป็นเพราะมีแรงงานบางกลุ่ม โดยเฉพาะกลุ่มที่ถูกเลิกจ้างงานในกรุงเทพฯ ปริมณฑล และตามจังหวัดใหญ่ ๆ ได้ย้ายกลับไปทำงานในภาคเกษตรยังถิ่นภูมิภาคเดิมของตนทั้งในภาคอีสานและภาคใต้ ซึ่งแสดงให้เห็นถึงโครงสร้างลักษณะของเศรษฐกิจและสังคมไทยที่พึ่งพิงภาคเกษตรมาอย่างยาวนาน ที่เหมือนกับคำที่หลาย ๆ คนคงเคยได้ยินว่าภาคเกษตรไทยเป็นภาคเศรษฐกิจที่เป็นเบาะรองรับสำคัญยามเกิดวิกฤต

นอกจากนี้ ก็ยังมีแรงงานอีกจำนวนมากที่แม้จะมีงานทำ แต่ทำงานไม่เต็มศักยภาพหรือต่ำกว่าความสามารถของตน โดยดูจากชั่วโมงการทำงานที่น้อยกว่า 35 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ ที่มีจำนวนมากถึง 6.5 แสนคน เพิ่มขึ้นจาก 2.8 แสนคน ในช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว (YoY) หรือเพิ่มขึ้นถึง 129% ซึ่งการที่มีจำนวนชั่วโมงการทำงานลดลงก็ทำให้รายได้และค่าจ้างรวมลดลงตามไปด้วย ยังรวมถึงแรงงานนอกระบบ เช่น ค้าขายทั่วไป แท็กซี่และรถรับจ้าง ที่มีจำนวนรวมกันราว ๆ 7 ล้านคนก็ประสบกับรายได้ที่ลดลงด้วยเช่นกัน 

จำนวนคน “ว่างงาน” ในไทยมีจำนวนนับล้านชีวิต

อย่างไรก็ตาม ข้อมูลการว่างงานข้างต้นนับเฉพาะช่วง 3 เดือนแรกของปี 2564 เท่านั้น ยังไม่รวมถึงผลกระทบที่เกิดจากการระบาดระลอก 3 ตั้งแต่เดือนเมษายน 2564 เป็นต้นมา ดังนั้น ตัวเลขการว่างงานจากหน่วยงานภาครัฐอาจต่ำกว่าความเป็นจริงในปัจจุบัน

เพราะถ้าเราลองไปดูจำนวนคนที่กำลังหางานและฝากประวัติไว้บนเว็บไซต์ออนไลน์แห่งหนึ่งมีจำนวนมากถึงเกือบ 2 ล้านคน แต่จำนวนประกาศรับสมัครงานบนเว็บไซต์ออนไลน์กลับมีจำนวนเพียงประมาณ 13,000 ตำแหน่งเท่านั้น และจำนวนรับสมัครงานก็ลดลงเรื่อย ๆ เมื่อเทียบกับการระบาดทั้งสองรอบ แล้วกำลังจะมีนักศึกษาจบใหม่ที่จะเข้าสู่ตลาดแรงงานอีกประมาณ 500,000 คน ซึ่งอาจจะเป็นกลุ่มที่หางานทำไม่ได้ เพราะตำแหน่งงานมีไม่เพียงพอต่อความต้องการ ด้วยเศรษฐกิจที่ซบเซา และการแพร่ระบาดที่ยังรุนแรง ทำให้หลาย ๆ บริษัทต้องจำกัดจำนวนการรับสมัครงาน

สิ่งเหล่านี้สะท้อนให้เห็นถึงความไม่สมดุลของตลาดแรงงานไทย ที่ยังมีจำนวนแรงงานที่ว่างงานและกลุ่มว่างงานแฝงอีกนับล้านชีวิต ซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้คนไทยส่วนใหญ่ของประเทศขาดสภาพคล่อง สูญเสียรายได้ที่เคยได้รับ แต่ภาระค่าใช้จ่ายยังมีอยู่ จนทำให้ระดับหนี้ครัวเรือนของประเทศพุ่งสูงขึ้นเป็นประวัติการณ์

การพัฒนาและเพิ่มทักษะแห่งอนาคตช่วยเพิ่มศักยภาพการทำงาน

จากความน่ากังวลและปัญหาที่เกิดขึ้น พี่ทุยเลยอยากแชร์การใช้โอกาสจากวิกฤตครั้งนี้ในการพัฒนาและเพิ่มทักษะ (Reskill & Upskill) เพื่อรองรับรูปแบบการทำงานใหม่ ๆ ในอนาคต โดยจากรายงาน “The Future of Jobs Report 2020” ที่จัดทำโดย World Economic Forum ร่วมกับหน่วยงานสำคัญทั่วโลก ได้ชี้แนะถึง 10 ทักษะจำเป็นที่ต้องมีในอีก 5 ปีต่อจากนี้ โดยพี่ทุยได้รวบรวมและจัดกลุ่มออกมาเป็น 3 กลุ่ม คือ

  • ทักษะทางด้านเทคโนโลยี ได้แก่ การใช้อุปกรณ์และเรียนรู้ชุดคำสั่งสำหรับเทคโนโลยีต่าง ๆ
  • ทักษะการรู้จักการแก้ปัญหา ได้แก่ การแก้ปัญหาโดยใช้ตรรกะและนวัตกรรม การแก้ปัญหาที่มีความซับซ้อนด้วยเหตุผลและการตัดสินใจจากข้อมูล
  • ทักษะทางความคิด ได้แก่ การคิดสร้างสรรค์เพื่อผลงานใหม่ ๆ การรู้จักความเป็นผู้นำในการแสดงความคิดเห็นและความรับผิดชอบต่องาน

โดยเฉพาะทักษะทางด้านเทคโนโลยีที่จะเห็นว่าในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา การเปลี่ยนแปลงทางด้านเทคโนโลยีหมุนเร็วมากขึ้น และเป็นทักษะที่องค์กรหลายแห่งทั้งของโลกและในไทยให้ความสำคัญกับทักษะด้านนี้มากขึ้น ดังนั้น การเรียนรู้ การพัฒนาทักษะ และการเกาะติดกระแสดิจิทัลจึงเป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยเพิ่มศักยภาพของเราเอง

คนไทยส่วนใหญ่ยังขาดความรู้ทางด้านการเงิน

ขณะเดียวกัน อีกหนึ่งทักษะที่พี่ทุยคิดว่าเป็นทักษะพื้นฐานของคนทุกกลุ่มและทุกยุคสมัย นั่นคือทักษะทางด้านการเงิน (Financial Literacy) ที่ประกอบไปด้วยความรู้ทางการเงิน (Knowledge) พฤติกรรมทางการเงิน (Behavior) และทัศนคติทางการเงิน (Attitude)

จากการสำรวจของธนาคารแห่งประเทศไทยและหน่วยงานระดับโลก พบว่า คนไทยมีความรู้ทางการเงินต่ำที่สุดเมื่อเทียบทักษะด้านอื่น และต่ำกว่ากลุ่มประเทศพัฒนาแล้ว ซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้คนไทยส่วนใหญ่ประสบปัญหาทางการเงิน เพราะขาดความรู้ทางด้านการวางแผนทางการเงิน การออม และการลงทุนที่ถูกต้องและเหมาะสมกับความเสี่ยงที่ยอมรับได้

แม้ทุกวันนี้จะมีช่องทางความรู้ทางด้านการเงินผ่านรูปแบบเว็บไซต์ออนไลน์เกิดขึ้นจำนวนมาก แต่คนบางกลุ่ม โดยเฉพาะกลุ่ม Gen Y และ Gen Z จำนวนไม่น้อยที่ยังประสบปัญหาการบริหารจัดการเงิน ทำให้เกิดการกู้ยืมเงินและการใช้จ่ายที่เกินตัว จนนำมาสู่ปัญหาหนี้สินและไม่สามารถสร้างความมั่นคงเพื่อบรรลุเป้าหมายทางการเงินในระยะยาวได้

สุดท้าย แม้ว่าคนไทยจำนวนมากกำลังประสบปัญหาเรื่องการว่างงาน รายได้ลดลงไปบ้าง แต่การพัฒนาและเสริมทักษะการทำงานของตนเอง รวมทั้งหาความรู้ทางด้านการเงิน การออมและการลงทุนเพิ่มเติมจะเป็นวัคซีนสำคัญที่ช่วยสร้างภูมิคุ้มกันให้เราอยู่รอดต่อไปได้ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจ รูปแบบการทำงานและการลงทุนในปัจจุบันและอนาคต..

รูปบน ของ desktop
รูปล่าง ของ mobile
ปี 2021 Money Buffalo "รับสมัครงาน"
ปี 2021 Money Buffalo "รับสมัครงาน"
error: