Huawei สิทธิบัตร 5G

Huawei เก็บค่า “สิทธิบัตร” 40,000 ล้านบาท ครองสัดส่วนสูงที่สุดในโลก !

3 min read  

ฉบับย่อ

  • Huawei เรียกเก็บค่าสิทธิบัตร 5G จากบริษัทชั้นนำทั่วโลก ในอัตรา 2.5 เหรียญสหรัฐต่อมือถือ 1 เครื่อง คาดว่าเป็นเงินทั้งหมด 1.3 พันล้านเหรียญ หรือเกือบ 40,000 ล้านบาท
  • การเรียกเก็บในราคาที่ถูกกว่าคู่แข่งนี้อาจมีเป้าหมายเพื่อเป็นข้อต่อรองกับบริษัทยักษ์ใหญ่ให้ Huawei สามารถกลับมาทำการค้าได้อิสระอีกครั้ง
  • Huawei ขึ้นแท่นผู้นำด้านสิทธิบัตร 5G และมีสิทธิบัตร 5G เยอะที่สุดในโลก
  • Huawei เป็นบริษัทเอกชนที่ถือหุ้นโดยพนักงานบริษัทหรือที่เรียกว่า ESOP

รูปบน ของ desktop
รูปล่าง ของ mobile
"Money Buffalo TikTok"
"Money Buffalo TikTok"

Huawei บริษัทผู้นำทางด้านเทคโนโลยี ประกาศเตรียมเรียกเก็บเงินค่า “สิทธิบัตร” เกือบ 40,000 ล้านบาท จากหลากหลายบริษัทเทคโนโลยีรอบโลกที่กำลังใช้ “สิทธิบัตร” ของ Huawei ในช่วง 3 ปี ที่ผ่านมา สะท้อนการเป็นผู้นำทางด้านเทคโนโลยี แม้จะถูกสหรัฐอเมริกาในยุคของ Donald Trump ขัดขวางไม่ให้บริษัทในสหรัฐฯทำการค้าด้วยก็ตาม จนเรียกได้ว่าจีนแซงหน้ากลายเป็นผู้นำทางด้านเทคโนโลยีแทนสหรัฐฯเป็นที่เรียบร้อย

 “สิทธิบัตร” อะไรทำเงินได้เกือบ 40,000 ล้านบาท !?

สิทธิบัตรที่ Huawei ทำการเรียกเก็บเงินนั้นเป็นสิทธิบัตร 5G ที่หลากหลายบริษัทชั้นนำกำลังใช้งานอยู่ โดย Huawei ประกาศจะเรียกเก็บในราคาสมเหตุสมผล ที่ 2.5 เหรียญสหรัฐต่อการใช้งานโทรศัพท์มือถือ 1 เครื่องเท่านั้น ซึ่งถือเป็นราคาที่ถูกมาก ถูกยิ่งกว่าคู่แข่งอย่าง Qualcomm, Ericsson และ Nokia อีก 

โดยรายได้รวมค่าสิทธิบัตรของ Huawei คาดว่าจะมีรายได้สูงถึง 1.3 พันล้านเหรียญสหรัฐ หรือ ประมาณ 40,000 ล้านบาทไทย ถึงแม้จะเป็นจำนวนเงินที่ไม่น้อย แต่ Huawei ก็ไม่ถือว่ารายได้นี้เป็นรายได้หลัก เพราะเมื่อคิดจากรายได้ทั้งหมดต่อปีของ Huawei แล้ว รายได้ส่วนนี้มีสัดส่วนเพียง 1% เท่านั้น หรือเทียบเท่าค่าใช้จ่ายในการทำ R&D เท่านั้นเอง อีกทั้งสิทธิบัตรนั้นไม่ใช่ธุรกิจของ Huawei อยู่แล้ว

แต่ถึงแม้สิทธิบัตรจะไม่ใช่ธุรกิจหลักสำหรับ Huawei แต่ในปัจจุบัน Huawei มีสิทธิบัตรแค่เฉพาะส่วนของ 5G นั้นก็มีสูงถึง 3,147 สิทธิบัตร ซึ่งเป็นบริษัทเทคโนโลยีที่มีสิทธิบัตร 5G สูงที่สุดในโลก สูงกว่ายักษ์ใหญ่อย่าง Samsung อีกด้วย เรียกได้ว่ามีสัดส่วนสูงถึง 18.3% ของโลกเลยทีเดียว

เมื่อเทียบในทางด้านราคากับ Qualcomm ผู้ที่ให้สิทธิบัตรให้กับ Apple ที่ใช้กับทุก iPhone ที่มี 5G นั้น Qualcomm คิดค่าสิทธิบัตรต่อโทรศัพท์มือถือ 1 เครื่องอยู่ที่ 7.5 เหรียญสหรัฐ ซึ่งสูงกว่าที่ Huawei กำลังจะเรียกเก็บถึง 3 เท่า 

นี่ไม่ใช่เพียงการแข่งกันด้วยราคา แต่เป็นกลยุทธที่จะดึงความสนใจจากผู้เล่นยักษ์ใหญ่อย่าง Apple และ Samsung ที่จะช่วยไกล่เกลี่ยปัญหาของ Huawei กับสหรัฐฯ เพราะก่อนหน้านี้ Huawei ได้ถูกกีดกันทางการค้ากับสหรัฐฯ ทำให้สูญเสียกลุ่มลูกค้าจำนวนมหาศาลไป พี่ทุยว่าการที่ Huawei คิดค่าสิทธิบัตรในราคาที่ถูกมาก ๆ อาจช่วยให้เป็นหนึ่งในข้อต่อรองให้ Huawei สามารถกลับมาเฉิดฉายได้อย่างอิสระอีกครั้ง

เพราะเป็นเทคโนโลยีที่สำคัญ Trump จึงกีดกัน

อย่าลืมว่าเทคโนโลยี 5G ไม่ได้มีเพียงแค่โทรศัพท์ Smartphone และอินเทอร์เน็ตเท่านั้น เทคโนโลยี 5G กำลังถูกสอดแทรกไปในทุก ๆ อย่างในชีวิตประจำวันของเรา ตั้งแต่สิ่งเล็ก ๆ อย่างเครื่องวัดการใช้งานน้ำ IOT ขยายไปจนถึงเทคโนโลยีชิ้นใหญ่อย่างรถยนต์อัจฉริยะ

เพราะเทคโนโลยี 5G จะมีผลสำคัญต่อการใช้ชีวิตในอนาคตของเรา ซึ่ง Trump ก็เล็งเห็นสิ่งนั้น เพื่อขัดขวางการเติบโตอย่างก้าวกระโดดของบริษัทเทคโนโลยีจีน ทีเตรียมแซงสหรัฐอเมริกาอยู่ทุกวัน ในวันนี้ก็ได้พิสูจน์แล้วว่าแม้จะมีการกีดกันอย่างเต็มที่ แถมการร่วมมือจากอีกหลาย ๆ ประเทศ บริษัทเทคโนโลยีจีนก็สามารถแซงหน้าสหรัฐฯไปได้ในที่สุด

รายได้ย้อนหลังของ Huawei

ปี 2015

  • รายได้ 60,710 ล้านเหรียฐสหรัฐ
  • กำไรสุทธิ 5,670 ล้านเหรียฐสหรัฐ

ปี 2016

  • รายได้ 80,160 ล้านเหรียฐสหรัฐ
  • กำไรสุทธิ 5,690 ล้านเหรียฐสหรัฐ

ปี 2017

  • รายได้ 92,770 ล้านเหรียฐสหรัฐ
  • กำไรสุทธิ 7,290 ล้านเหรียฐสหรัฐ

ปี 2018

  • รายได้ 110,850 ล้านเหรียฐสหรัฐ
  • กำไรสุทธิ 9,120 ล้านเหรียฐสหรัฐ

ปี 2019

  • รายได้ 132,000 ล้านเหรียฐสหรัฐ
  • กำไรสุทธิ 9,630 ล้านเหรียฐสหรัฐ

แม้จะเจอปัญหาของสงครามการค้า ในการตั้งกำแพงภาษี การกีดกันทั้งโดยตรงและโดยอ้อม แต่รายได้ของ Huawei ก็ยังสามารถเติบโตได้อย่างต่อเนื่อง จนสามารถรายได้สูงถึง 132 พันล้านเหรียญสหรัฐในปี 2019 ด้วยกำไร 9.63 พันล้านเหรียญสหรัฐ ตามหลัง Apple อยู่ครึ่งทาง ที่มีรายได้ปี 2019 อยู่ที่ 260 ล้านเหรียญสหรัฐ

เราสามารถซื้อหุ้น Huawei ได้หรือไม่

มาถึงตรงนี้หลายคนคงสนใจหุ้นของ Huawei ที่เป็นว่าที่ผู้นำ 5G ของโลกกันแล้ว แต่พี่ทุยก็ต้องขอแสดงความเสียใจด้วย เพราะ Huawei เป็นบริษัทเอกชนที่ไม่มีหุ้นอยู่ในตลาด ดังนั้นผู้ถือหุ้นหลักของ Huawei คือพนักงานของ Huawei นั่นเอง หรือที่เรียกว่า Employee Stock Ownership Program (ESOP) ซึ่งถูกตั้งมาตั้งแต่เริ่มต้น

นั่นหมายความว่าช่องทางเดียวในการเป็นเจ้าของ Huawei ก็คือการเข้าไปทำงานในบริษัท Huawei นั่นเอง ซึ่งปัจจุบันมีพนักงานอยู่ประมาณ 190,000 คน โดยข้อดีของ ESOP จะช่วยกระตุ้นให้พนักงานทุกคนในบริษัทใส่ใจการเติบโตและผลประกอบการของบริษัท เพราะนั่นก็หมายถึงพนักงานแต่ละคนก็จะได้รับประโยชน์ไปด้วย

ซึ่งสิ่งนี้เป็นสิ่งที่ Huawei ทำมามากกว่า 30 ปี และไม่เคยขายหุ้นสู่ภายนอกเลย ขนาดผู้ก่อตั้งอย่าง Ren Zhengfei เองก็ยังมีสัดส่วนหุ้นของบริษัทเพียง 1.14% เท่านั้น เรียกได้ว่าเป็นบริษัทที่พนักงานเป็นเจ้าของอย่างแท้จริง และจุดนี้เองเป็นเคล็ดลับการเติบโตอย่างรวดเร็วของ Huawei..

รูปบน ของ desktop
รูปล่าง ของ mobile
คอร์สการเงินออนไลน์ คอร์สลงทุน
คอร์สการเงินออนไลน์ คอร์สลงทุน
error: