อดีต CEO startup

2 อดีต CEO “สตาร์ทอัพ” ตกบัลลังก์ ตอนนี้ทำธุรกิจอะไรอยู่ ?

3 min read  

ฉบับย่อ

  • ใช่ว่าผู้ก่อตั้งสตาร์ทอัพจะยังคงเป็นเจ้าของสตาร์ทอัพที่ประสบความสำเร็จไปตลอดกาลอย่าง Mark Zuckerberg ยังมีผู้ก่อตั้งสตาร์ทอัพอีกจำนวนมากที่ต้องออกจากบริษัทที่ตัวเองก่อตั้งไป
  • หนึ่งในนั้นมีชื่อที่คุ้นหูอย่าง Adam Neumann ผู้ร่วมก่อตั้ง WeWork และ Travis Kalanick ผู้ร่วมก่อตั้ง Uber อยู่
  • Neumann หลังจากออกจาก WeWork แล้ว ก็ผันตัวเป็นนักลงทุนในสตาร์ทอัพการจัดการบ้านอย่าง Alfred ขณะที่ Kalanick กำลังไปได้สวยกับธุรกิจอย่าง CloudKitchens

รูปบน ของ desktop
รูปล่าง ของ mobile
"Phatra Leasing"
"Phatra Leasing"

ในแวดวง “สตาร์ทอัพ” มีผู้ก่อตั้งที่สามารถครองตัวอยู่บนบัลลังก์ได้ตั้งแต่ต้นจนจบอย่าง Mark Zuckerberg ผู้ร่วมก่อตั้งและ CEO ของเฟซบุ๊ก หรือ Elon Musk CEO ของ Tesla และผู้ก่อตั้ง SpaceX ก็เติบโตมาในเส้นทางสายสตาร์ทอัพเช่นกัน 

แต่ไม่ใช่ว่าบริษัทได้รับเงินทุนมหาศาล ธุรกิจมีแนวโน้มเติบโต แล้วผู้ก่อตั้ง “สตาร์ทอัพ” ทุกคนจะประสบความสำเร็จ ดังเช่นเรื่องที่ Adam Neumann ผู้ร่วมก่อตั้ง WeWork สตาร์ทอัพด้าน Co-working Space และ Travis Kalanick ผู้ร่วมก่อตั้ง Uber ก็พิสูจน์ให้เห็นในข้อนั้นแล้ว 

แต่พี่ทุยว่าอย่างน้อยพวกเขาก็ต่างมีบทบาทสำคัญในการทำ “สตาร์ทอัพ” ที่ประสบความสำเร็จระดับยูนิคอร์น ย่อมต้อง “มีของ” อยู่ไม่น้อย

แล้วตอนนี้พวกเขาเหล่านั้นทำอะไรกันอยู่?

อดีต CEO startup

Adam Neumann คือใคร?

Adam Neumann เกิดในอิสราเอลและใช้ชีวิตวัยเด็กจนถึงวัยรุ่นไปกับการย้ายบ้านตามมารดาที่หย่าขาดกับบิดา ก่อนที่จะย้ายมาใช้ชีวิตในนิวยอร์กในปี 2001 และเข้าเรียนด้านธุรกิจที่ Baruch College ในเดือนม.ค. ปี 2002 ซึ่งในระหว่างเรียนได้เข้าแข่งขันประกวดธุรกิจ

นอกเหนือจากการประกวดแล้ว Neumann ยังได้สร้างธุรกิจขึ้นมาระหว่างที่เรียนอยู่ อันแรกเป็นธุรกิจรองเท้าส้นสูงที่สามารถใส่เหยียบส้นได้ ซึ่ง Neumann เห็นว่าไม่น่าเวิร์ก จึงหันไปให้ความสนใจกับธุรกิจที่สองมากกว่า นั่นคือ ชุดเด็กเบบี๋ที่มีแผ่นรองเข่าไปในตัว โดยใช้ชื่อแบรนด์ว่า Egg Baby ในปี 2006 

ไม่นานหลังจากเปิดตัวธุรกิจเสื้อผ้าเด็ก Neumann ก็ได้พบกับ Miguel Mckelvey ผู้ร่วมก่อตั้ง WeWork ซึ่งต่างพบเจอหน้ากันเป็นประจำจากการเป็นคู่แข่งในสนามประลองธุรกิจ Mckelvey ได้ชักชวนให้ Neumann ย้ายออฟฟิศไปอยู่กับเขา และนั่นเองที่เป็นจุดเริ่มต้นของ WeWork

เพราะพวกเขาเป็นสตาร์ทอัพ จึงรับรู้ปัญหาในการไม่มีออฟฟิศราคาถูก ๆ เช่าระยะสั้น ๆ สำหรับคนไม่กี่คน จึงได้ถือกำเนิดเป็นธุรกิจที่เช่าที่จากเจ้าของที่ดินมาในระยะยาว ก่อนแบ่งขายเป็นล็อตเล็ก ๆ สำหรับบริษัทขนาดย่อม หรือแม้กระทั่งที่นั่งเดี่ยวในลักษณะ Co-working Space 

ธุรกิจของ WeWork ประสบความสำเร็จ ขยายตัวไปมากกว่า 120 ประเทศทั่วโลก และยังได้รับเงินทุนจาก Softbank บริษัทด้านโทรคมนาคมจากญี่ปุ่นที่ลงทุนกับสตาร์ทอัพไปทั่วโลก 

จนกระทั่งในเดือน ส.ค.2019 บริษัท WeWork ได้ยื่นขอออกหุ้นเสนอขายครั้งแรก (IPO) และกลายเป็นจุดพลิกผันในทันที เพราะเป็นการเปิดเผยตัวเลขทางการเงินของบริษัทให้เห็นแจ่มชัดเป็นครั้งแรก ซึ่งพบว่าในปี 2018 WeWork ขาดทุนถึง 1,600 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขณะที่ทำรายได้ได้เพียง 1,800 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เท่ากับต้นทุนของ WeWork นั่นสูงมากกว่ารายได้ราวเท่าตัว 

กระแสกดดันหนักขึ้น กระแสวิพากษ์วิจารณ์มุ่งเป้าไปที่การใช้ชีวิตของ Neumann เองที่รักการสังสรรค์เป็นนิจ รวมถึงให้บรรดาพี่ป้าน้าอาเข้ามามีบทบาทในตำแหน่งใหญ่ ๆ ของบริษัท และยังมีการใช้เงินไปลงทุนกับธุรกิจที่ไม่เกี่ยวข้องกับธุรกิจหลัก เช่น สระน้ำสร้างคลื่นในร่ม กาแฟคาเฟอีนสูง ผงมะพร้าว เป็นต้น

ปลายปี 2019 นั้นเอง Neumann จึงลาออกจาก WeWork

อดีตผู้ก่อตั้ง WeWork หวนคืนวงการอสังหาฯ

หลังหายตัวไปไม่นาน Neumann ได้แอบย่องเงียบเข้าลงทุนใน Alfred สตาร์ทอัพที่ให้บริการดูแลที่อยู่อาศัยแบบ On-demand ทั้งตัดหญ้า ซักผ้า ทำความสะอาด ซ่อมดูแล หรือแม้กระทั่งพาสัตว์เลี้ยงไปเดินเล่น เปรียบเสมือนกับในบ้านมี Alfred ซึ่งเป็นชื่อของคุณพ่อบ้านในเรื่อง Batman 

ในการระดมทุนรอบล่าสุด Alfred สามารถเพิ่มทุนไปได้ 42 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งจากรายงานของบลูมเบิร์ก ระบุว่า Neumann ได้ลงทุนใน Alfred มากถึง 30 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยนับตั้งแต่ก่อตั้งจนถึงปัจจุบัน Alfred ระดมทุนได้ 100 ล้านดอลลาร์สหรัฐ 

Alfred ก่อตั้งในปี 2014 และที่ผ่านมาก็มุ่งเน้นที่จะร่วมมือเป็นพาร์ทเนอร์กับบรรดาอพาร์ทเมนท์หรือคอนโดมิเนียม เพื่อให้อพาร์ทเมนท์เสนอบริการของ Alfred แก่ผู้อยู่อาศัย โดยแรกเริ่ม Alfred เจาะกลุ่มเป้าหมายไปที่ผู้มีรายปานกลางค่อนไปทางสูง ซึ่งมีลักษณะนิสัยต้องการเห็นบ้านที่เรียบร้อยและพร้อมลองบริการ Subscription ใหม่ ๆ อยู่เสมอ ในราคาเริ่มต้นราว 100 ดอลลาร์ต่อเดือน

ธุรกิจของ Alfred จึงจับกลุ่มเป้าหมายเป็นคนที่ไม่มีเวลาทำความสะอาดบ้าน หรือมีเวลา แต่สามารถนำเวลาที่ต้องใช้ในการจัดการบ้านไปทำอย่างอื่น โดย Alfred โฆษณาตัวเองว่า จะคืนเวลา “ชั่วโมงที่ 25” ให้กับคุณ หรือก็คือ ลูกค้าจะมีเวลามากขึ้นหากใช้บริการของ Alfred

ก่อนที่ในเดือนเม.ย.ที่ผ่านมา Alfred จะขยายการให้บริการไปทุกรูปแบบบ้าน ไม่ว่าจะเป็นบ้านเดี่ยวหรือคอนโดมิเนียม เพื่อให้บริการด้าน Delivery อาหารและสิ่งของ พร้อมการจัดการภายในบ้านด้วยในตัวด้วย

ขณะที่ WeWork เปลี่ยนโฉมอสังหาริมทรัพย์เพื่อการค้า Hello Alfred จะเปลี่ยนอสังหาริมทรัพย์เพื่อการอยู่อาศัย เปลี่ยนนิยมของชีวิตคนเมืองในปัจจุบัน

Marcela Sapone สาวผู้ร่วมก่อตั้ง Alfred กล่าวก่อนหน้านี้ระหว่างให้สัมภาษณ์กับ TechCrunch ในปี 2019

ธุรกิจของ Alfred จะไปรอดหรือไม่ ต้องติดตามการขยายตลาดของธุรกิจ เพราะในปัจจุบันดูจะจับเฉพาะเมืองใหญ่ ๆ ที่ผู้คนอาศัยในตึกอพาร์ทเมนท์เป็นหลัก

Travis Kalanick คือใคร?

หลายคนอาจลืมชื่อนี้ไปแล้ว แต่ Travis Kalanick คือผู้ร่วมก่อตั้ง Uber แอปพลิเคชันสำหรับเรียกแท็กซี่ชื่อดัง ที่ในตอนเปิดตัวใหม่ ๆ ทำให้ทั่วโลกต้องสะเทือนไปแล้วเพราะเป็นการเปลี่ยนวิถีชีวิตของคนในการเรียกแท็กซี่ไปตลอดกาล 

ก่อนที่จะเป็นผู้ร่วมก่อตั้งและ CEO ของ Uber นั้น Kalanick เคยร่วมมือกับบรรดานักศึกษามหาวิทยาลัย UCLA ก่อตั้ง Scour บริการแบ่งปันไฟล์ต่าง ๆ แบบบุคคลต่อบุคคล แต่ก็ไม่ประสบความสำเร็จ ซึ่ง Kalanick ไม่ยอมแพ้และยังสร้างสตาร์ทอัพลักษณะเดียวกันขึ้นมาใหม่ในนาม Red Swoosh โดยที่ตลอด 4 ปีที่ทำสตาร์ทอัพใหม่นี้ Kalanick ไม่ยอมรับเงินเดือนสักบาทเดียว

ในปี 2008 ผู้ร่วมก่อตั้ง Uber ได้เคยเล่าว่า ได้ไอเดียการใช้แอปพลิเคชันเรียกรถจากการไปร่วมงานประชุมเทคโนโลยีที่กรุงปารีส และขากลับฝนตก ไม่มีแท็กซี่คันไหนยอมรับเขาขึ้นรถสักคัน จึงได้ปิ๊งไอเดียนี้ขึ้นมา ซึ่งเรื่องเล่านี้ ภายหลังมีผู้ออกมาแย้งว่าอาจจะไม่เป็นความจริง เพราะ Garrett Camp อีกหนึ่งผู้ร่วมก่อตั้ง Uber เล่าว่าที่ได้ไอเดีย Uber เพราะโดนบริษัทแท็กซี่รายใหญ่ขึ้นบัญชีดำ

อย่างไรก็ตาม Uber ก็ได้เริ่มให้บริการในปี 2010 และ Kalanick ก็ได้ขึ้นมาเป็น CEO ของ Uber ด้วยความเป็นคนที่พร้อมไฟท์ตลอดเวลาของ Kalanick ทำให้ Uber ได้รับเงินทุนมหาศาลจากนักลงทุน และยังพาบริษัทให้เติบโตไปได้ท่ามกลางวิกฤตการฟ้องร้องที่บอกว่า Uber ไม่ถูกต้องตามกฎหมาย เช่น เป็นแท็กซี่เถื่อนที่ไม่ต้องขอใบอนุญาตเหมือนแท็กซี่ปกติ 

ปลายปี 2014 Uber มีมูลค่ามากถึง 40,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐในปลายปีเดียวกัน ซึ่งทำให้ชื่อเสียงของ Kalanick โด่งดังมากขึ้น พร้อมกับความมั่งคั่งของเขาที่นิตยสาร Forbes ประเมินว่าอยู่ที่อย่างน้อย 3,000 ล้านดอลลาร์

อย่างไรก็ตาม การฟ้องร้องก็ยังคงเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง พี่ทุยต้องอธิบายก่อนว่า Uber ไม่ได้เข้ามาจับกลุ่มแท็กซี่ที่มีอยู่แล้ว แต่สร้าง “พนักงาน” ขึ้นใหม่ด้วยการให้ใครก็ได้มาขับ Uber ซึ่งนอกจากจะทำให้พนักงานขับแท็กซี่ดั้งเดิมโกรธแล้ว ยังทำให้คนขับ Uber ไม่พอใจด้วยเช่นกัน เพราะ Uber ไม่ยอมรับคนกลุ่มนี้เป็น “พนักงาน” แต่เป็น “ลูกจ้างชั่วคราว”

นอกเหนือจากเรื่องนี้ยังมีเรื่องความปลอดภัยของ Uber โดยเฉพาะเรื่องการสกรีนคนขับ หลังเกิดคดีข่มขืนในอินเดีย ก่อนที่ทุกอย่างจะเริ่มกลับตาลปัตรในปี 2017 หลัง Kalanick เข้าไปนั่งเป็นที่ปรึกษาของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ได้เพียงไม่กี่สัปดาห์ เรื่องฉาวมากมายก็ได้รับการเปิดเผย 

เรื่องฉาวมากมายประกอบไปด้วยคลิปหลุดที่แสดงให้เห็นว่า Kalanick กำลังต่อว่าพนักงานที่ประท้วงเรื่องค่าแรง การออกมาแฉเรื่องวัฒนธรรมในองค์กรที่เหยียดเพศพนักงานหญิง และการพาคนสนิทไปเที่ยวไนท์คลับในเกาหลีใต้ รวมถึงการแอบอ่านข้อมูลทางการแพทย์ของเหยื่อที่ถูกข่มขืนในอินเดีย 

ไม่นานหลังจากนั้น Kalanick ลาออกจาก Uber ในเดือนมิ.ย. 2017 ท่ามกลางการกดดันของผู้ถือหุ้น

Cloud Kitchen อนาคตวงการ Delivery อาหาร?

เพื่อน ๆ เคยสั่งอาหารแล้วเจอปัญหาที่ไม่สามารถสั่งหลายร้านได้ในครั้งเดียวได้มั้ย หรือถ้าเพื่อน ๆ เป็นเจ้าของร้านอาหาร เคยเจอปัญหาเรื่องการขยายร้าน เพราะมีค่าใช้จ่ายในการขยายสาขาสูงมาก ไหนจะต้องหาที่เช่า ไหนจะต้องจ้างพนักงานเพิ่ม พอมาพิจารณาแล้ว จะ Delivery ให้ถึงมือลูกค้าที่อยู่ไกลก็กลับเป็นเรื่องยากเพราะลูกค้าไม่จ่ายค่าส่งแพง

Cloud Kitchen เกิดขึ้นมาเพื่อแก้ปัญหานี้ ในเมืองไทยก็มีความพยายามในการทำ “ครัวรวมไร้หน้าร้าน” เพื่อการ Delivery อยู่ ซึ่งทุกคนอาจจะคุ้นหูในนามของ Grab Kitchen โดยใน Cloud Kitchen จะเป็นครัวรวมที่แบ่งกันเช่าและมีต้นทุนที่ถูกกว่าการตั้งสาขาใหม่อยู่มาก 

Kalanick หลังจากออกไปจาก Uber แล้ว ก็หันไปทำธุรกิจในชื่อเดียวกันว่า CloudKitchens ที่เมืองซานฟรานซิสโก โดยไม่ผูกติดว่ารับผู้ส่งอาหารเพียงเจ้าเดียว แต่เปิดรับแอปพลิเคชันส่งอาหาร Delivery ทั้งหมด เช่น Uber Eat และ Door Dash ซึ่งต่างเป็นธุรกิจ Delivery อาหารในสหรัฐฯ

ธุรกิจของ Kalanick กำลังไปได้สวย ได้เงินทุน 400 ล้านดอลลาร์สหรัฐในปลายปี 2019 จากกองทุนความมั่งคั่งแห่งชาติของซาอุดิอาระเบีย ขณะที่พฤติกรรมของผู้บริโภคที่เน้นสั่งอาหาร Delivery มากขึ้นจากการระบาดของโควิด-19 ก็ช่วยส่งเสริมอุตสาหกรรม Delivery อาหารเช่นกัน ซึ่งหากไม่นับปัจจัยโควิด-19 แล้ว CloudKitchens ของ Kalanick ประเมินว่าอุตสาหกรรมส่งอาหารมีมูลค่ามากถึง 35,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี

แต่ยังคงมีปัญหาเดิม ๆ ที่อาจจะตามหลอกหลอน Kalanick อยู่ เช่น ประเด็น “พนักงาน” และ “ลูกจ้างชั่วคราว” ของบรรดาแอปพลิเคชันส่งอาหาร ซึ่งธุรกิจ CloudKitchens ผูกตัวเองติดอยู่ด้วย หากธุรกิจส่งอาหารประสบปัญหา ย่อมกระทบถึง CloudKitchens ด้วยเช่นกัน 

รวมถึงประเด็นวัฒนธรรมในองค์กรที่จะติดตัว Kalanick ไปอีกนาน ก็ต้องจับตามองว่าจะทำพลาดแบบเดิมอีกหรือไม่ 

รูปบน ของ desktop
รูปล่าง ของ mobile
ปี 2021 Money Buffalo "รับสมัครงาน"
ปี 2021 Money Buffalo "รับสมัครงาน"

Comment

Be the first one who leave the comment.

Leave a Reply

error: