เงินดอลลาร์สหรัฐ

ทำไมนักลงทุนไทยต้องสนใจ “เงินดอลลาร์” ?

2 min read  

ฉบับย่อ

  • เงินดอลลาร์เป็นสกุลเงินหลักของโลก สามารถวัดการเปลี่ยนแปลงได้จาก US Dollar Index ที่เป็นดัชนีถ่วงน้ำหนักจาก 6 สกุลเงินหลัก
  • การเปลี่ยนแปลงของ US Dollar Index ยังส่งผลต่อราคาสินค้าไทยที่อ้างอิงกับตลาดโลก เพราะค่าเงินบาท (USD/THB) อ้างอิงอยู่กับสกุลเงินดอลลาร์
  • การอ่อนค่าของดอลลาร์ ส่งผลดีกับธุรกิจที่นำเข้าวัตถุดิบจากต่างประเทศที่จะซื้อวัตถุดิบได้ราคาถูกลง และการแข็งค่าของดอลลาร์ ในจะส่งผลดีกับธุรกิจส่งออกที่ขายสินค้าแล้วได้เงินบาทกลับมามากขึ้น
  • การแข็งค่าหรืออ่อนค่าของค่าเงินก็มีผู้ได้ประโยชน์และเสียประโยชน์ทั้งนั้น ขึ้นอยู่กับว่าเราจะหาโอกาสจากการเปลี่ยนแปลงนี้ยังไง

หนังสือ "การเงิน 101" พื้นฐานเรื่องการเงินที่ระบบการศึกษาไทยไม่เคยสอน หนังสือ "การเงิน 101" พื้นฐานเรื่องการเงินที่ระบบการศึกษาไทยไม่เคยสอน

ค่าเงินดอลลาร์” เป็นสกุลเงินของประเทศสหรัฐอเมริกา แต่สำหรับคนไทยเแล้วไม่ว่าจะซื้อของ จะลงทุน เราก็จ่ายเป็นเงินบาทตลอด ทำให้หลาย ๆ เลยไม่ได้สนใจว่ากับเงินดอลลาร์สักเท่าไหร่ แต่รู้กันหรือไม่ว่า การเปลี่ยนแปลงของค่าเงินดอลลาร์ส่งผลกระทบกับประเทศไทยเราแบบเต็ม ๆ เลยล่ะ และในฐานะนักลงทุนเราจะหาโอกาสจากการเปลี่ยนแปลงนี้ได้ยังไงบ้าง วันนี้นี้พี่ทุยจะพาไปทำความรู้จักและความสัมพันธ์ของค่าเงินกัน

ดอลลาร์สหรัฐถือว่าเป็นสกุลเงินที่มีอิทธิพลมากที่สุดในโลก

นับตั้งแต่ปี 1944 ได้เกิดระบบอัตราแลกเปลี่ยนที่ผูกค่าเงิน ‘ดอลลาร์’ ไว้กับ ‘ทองคำ’ ที่เรียกว่า Bretton Wood โดยกำหนดค่าทองคำ 1 ออนซ์ไว้เท่ากับ 35 ดอลลาร์ ทำให้ประเทศต่าง ๆ ทั่วโลกต่างผูกค่าเงินเข้ากับดอลลาร์และทำให้ความต้องการเงินดอลลาร์เพิ่มสูงขึ้นทั่วโลก ด้วยมองว่าการถือดอลลาร์มีค่าเสมือนการถือทองคำ

ภายหลังสงครามโลกครั้งที่สองเกิดภาวะเศรษฐกิจตกต่ำขึ้นในอเมริกา ทำให้ค่าเงินดอลลาร์อ่อนค่าหรือเสื่อมค่าลงเรื่อย ๆ จนไม่สามารถตรึงค่าเงินไว้กับทองคำที่ระดับเดิมได้ ระบบ Bretton Wood จึงถูกยกเลิกไป ถึงอย่างนั้นความต้องการถือเงินดอลลาร์ก็ยังไม่จางหายไป เพราะเกิดระบบใหม่ที่เรียกว่า Petrodollar ที่กำหนดให้น้ำมันดิบต้องซื้อขายด้วยดอลลาร์เท่านั้นและรวมถึงสินค้าบริโภคภัฑณ์อื่น ๆ ก็ถูกซื้อขายผ่านสกุลเงินดอลลาร์เช่นกัน  

ปัจจุบันดอลลาร์ก็ยังเป็นสกุลเงินที่ใช้เป็นทุนสำรองของประเทศต่าง ๆ ทั่วโลก โดยกว่า 61% ของทุนสำรองระหว่างประเทศถูกเก็บในรูปสกุลเงินดอลลาร์ นอกจากนี้ดอลลาร์ยังเป็น ‘สื่อกลางในการแลกเปลี่ยน’ สินค้าอย่างสินค้าโภคภัณฑ์และทองคำในตลาดโลกทั้งหมดอีกด้วย ทำให้นับตั้งแต่การเกิดขึ้นของระบบ Bretton Wood จนถึงปัจจุบัน ดอลลาร์กลายเป็นค่าเงินที่ทรงอิทธิพลที่สุดในโลกเลยก็ว่าได้

US Dollar Index ดัชนีที่บอกการแข็งค่าและอ่อนค่าของดอลลาร์สหรัฐได้ดีที่สุด

การวัดค่าเงินนั้นไม่เหมือนกับการวัดมูลค่าของสินทรัพย์อย่างหุ้นหรือสินค้าโภคภัณฑ์ เพราะราคาสินทรัพย์นั้นตีค่าหาราคาออกมาได้ แต่ค่าเงินนั้นวัดเป็นราคาตายตัวไม่ได้ เพราะอย่างนี้การบอกค่าเงินของแต่ละประเทศจึงใช้การเทียบความเปลี่ยนแปลงกับสกุลเงินอื่น ๆ แทน เช่น  เงินยูโร EUR/USD, เงินเยน JPY/USD, เงินปอนด์ GPB/USD

และสำหรับเงินดอลลาร์ที่มีฐานะเป็น “สื่อกลางการแลกเปลี่ยนของโลก” ทำให้ต้องมีวิธีการวัดค่าที่แตกต่างจากสกุลเงินอื่น ๆ เพราะเขาใช้การเปรียบเทียบแบบถ่วงน้ำหนักจากสกุลเงินหลักของโลกถึง 6 สกุล ได้แก่ ค่าเงินยูโร ค่าเงินเยน ค่าเงินปอนด์ ค่าเงินดอลลาร์แคนาดา ค่าเงินโครนาสวีเดน และค่าเงินฟรังก์สวิส  จนกลายมาเป็นดัชนีที่ชื่อว่า ‘US Dollar Index’ นั่นเอง

US Dollar Index มีค่าฐานเมื่อเริ่มใช้ที่ 100 หลังจากนั้นการลดลงของ US Dollar Index จะหมายถึงเงินดอลลาร์กำลังอ่อนค่าลง ใช้ซื้อของได้น้อยลง และส่งผลให้สินค้าที่ซื้อขายด้วยเงินดอลลาร์ เช่น น้ำมัน หรือทองคำ มีราคาสูงขึ้น ในทางกลับกันการบวกเพิ่มของ US Dollar Index จะหมายถึงเงินดอลลาร์กำลังแข็งค่าขึ้นและให้ผลในทางตรงกันข้าม

ผลกระทบต่อประเทศไทยกับการแข็งค่าและอ่อนค่าของเงินดอลลาร์

การแข็งค่าหรืออ่อนค่าของค่าเงินส่งผลกระทบทั้งเชิงบวกและเชิงลบ มีคนที่ได้ประโยชน์และเสียประโยชน์จากการเปลี่ยนแปลงของค่าเงิน เมื่อดอลลาร์สหรัฐคือสกุลเงินหลักของโลก การแข็งค่าของสกุลเงินหนึ่งหรือก็คือการอ่อนค่าของอีกสกุลเงินหนึ่งโดยเปรียบเทียบเสมอ  

ค่าเงินบาทเองก็ไม่ต่างกับสกุลเงินอื่น ๆ ที่ต้องอ้างอิงราคากับสกุลเงินอีกสกุลเพื่อให้เห็นความเปลี่ยนแปลง และอย่างที่รู้กันว่าเงินดอลลาร์ถือว่าเป็นมหาอำนาจของโลก ณ ปัจจุบันการซื้อขายสินค้าต่าง ๆ ในระดับโลกถูกซื้อขายด้วยสกุลเงินดอลลาร์อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เวลาเจรจาต่อรองซื้อกับต่างประเทศก็เลยทำให้ต้องคุยให้รูปของสกุลเงิน ‘ดอลลาร์’

สำหรับคนที่ชอบซื้อของจากต่างประเทศหรือชอบเที่ยวต่างประเทศจะรู้เลยว่าถ้าดอลลาร์อ่อนค่านั้นคือสวรรค์ของเราดี ๆ นี่เอง เพราะเราจะซื้อของและไปเที่ยวต่างประเทศได้ด้วยการใช้เงินบาทที่น้อยลง

ไม่ต่างจากธุรกิจอื่น ๆ เพราะเมื่อค่าเงินดอลลาร์อ่อนค่าจะทำให้ ‘นำเข้า’ วัตถุดิบได้ในราคาถูกลงทำให้เหลือเงินเก็บเป็นกำไรมากขึ้น เช่น ธุรกิจการบินอย่าง THAI , AAV หรือ BA ที่ต้นทุนหลักคือต้นทุน ‘ค่าเชื้อเพลิง’ ที่เมื่อค่าเงินดอลลาร์อ่อนค่าจะทำให้สายการบินซื้อน้ำมันได้ในราคาที่ถูกลง รวมถึงธุรกิจอื่น เช่น กลุ่มพลังงานหรือโรงไฟฟ้าอย่าง GPSC , GULF หรือ BGRIM ที่มีเงินกู้ส่วนใหญ่เป็นสกุลเงินดอลลาร์ที่การแข็งค่าของดอลลาร์จะทำให้ต้นทุนการกู้ยืมของบริษัทลดลง

มองอีกด้านถ้าหากค่าเงินดอลลาร์แข็งค่า เวลาที่เรามีเงินจากการไปทริปต่างประเทศจะเริ่มมีค่าขึ้นมาทันที เพราะค่าเงินดอลลาร์แข็งค่าขึ้นจะทำให้เราแลกเงินบาทกลับมาได้จำนวนมากขึ้น ซึ่งสำหรับ ‘ผู้ส่งออก’ แน่นอนว่าชอบให้ค่าเงินดอลลาร์แข็งขึ้น เนื่องจากเวลาขายของส่งออกไปต่างประเทศจะมีการซื้อขายด้วยเงินดอลลาร์ จากนั้นเมื่อค้าขายได้เงินก็จะต้องแลกกลับเป็นเงินบาทก็จะได้เงินบาทมากขึ้น ซึ่งจะส่งผลบวกต่อธุรกิจ ‘ส่งออก’ ต่าง ๆ ให้มีรายรับเป็นเงินบาทมากขึ้น เช่น ธุรกิจชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ อย่าง KCE หรือ HANA รวมถึงธุรกิจส่งออกอาหาร เช่น TU , CFP และ GFPT ที่จะได้ประโยชน์จากการแข็งค่าของค่าเงินดอลลาร์โดยตรง

อีกธุรกิจหนึ่งที่ไม่พูดถึงไม่ได้เลยก็คือ ‘ท่องเที่ยว’ ค่าเงินดอลลาร์แข็งขึ้นจะทำให้ราคาสินค้าและบริการที่คิดเป็นเงินบาทจะถูกลงในสายตาต่างชาติ และดึงดูดนักท่องเที่ยวให้เข้ามาจับจ่ายใช้สอยในประเทศไทยมากขึ้น และส่งผลบวกแบบอ้อม ๆ ให้กับท่าอากาศยาน ธุรกิจโรงแรม และท่องเที่ยวไปด้วย หรือที่เรามักจะเรียกธุรกิจท่องเที่ยวว่า ‘ส่งออกบริการ’ เมื่อเป็นการส่งออกก็ย่อมได้ประโยชน์จากค่าเงินดอลลาร์แข็งขึ้นนั่นเอง

สุดท้ายแล้วพี่ทุยคิดว่าในทุกความผันผวนของค่าเงินดอลลาร์จะมีผู้ที่ได้ประโยชน์จากสถานการณ์ทั้งนั้น เราในฐานะนักลงทุนและผู้บริโภคก็สามารถฉกฉวยประโยชน์จากสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงนี้ได้ เพียงแค่เล็งเห็นโอกาสและวางแผนจับจังหวะการลงทุนให้เหมาะสม

Comment

Be the first one who leave the comment.

Leave a Reply

error: