วิกฤตโควิด-19 ทำ “คนตกงาน” เยอะมากแค่ไหน ?

วิกฤตโควิด-19 ทำ “คนตกงาน” เยอะมากแค่ไหน ?

3 min read  

ฉบับย่อ

  • การแพร่ระบาดของโควิด-19 ส่งผลต่อทุกภาคธุรกิจ​ทั่วโลกไม่ว่าเล็กหรือใหญ่ และไม่ได้จำกัดอยู่แค่ธุรกิจ​ที่เกี่ยวข้องกับการท่องเที่ยว​ สายการบิน และโรงแรมเท่านั้น ส่งผลทำให้อัตราการจ้างงาน มีการคาดการณ์ว่าจะมีคนว่างงานของไทย 3.2 ล้านคนในครึ่งปีหลังของปี 2563
  • ถึงแม้ว่าจะมีการคลาย Lockdown ครบทุกเฟส และธุรกิจ​ต่าง ๆ สามารถ​กลับมาเปิดได้ตามปกติแล้ว แต่มาตรการ Social Distancing​ ก็ส่งผลต่อรายได้
  • มีการสำรวจพบว่า ครัวเรือน 95.5% ได้รับผลกระทบ​จากมาตรการ Social Distancing​ นี้ และครัวเรือน 52.5% มีรายได้และผลประกอบการ​ที่ลดลง 11.5% มีต้นทุนค่าใช้จ่ายในการดำเนินธุรกิจมากขึ้น

หนังสือ "การเงิน 101" พื้นฐานเรื่องการเงินที่ระบบการศึกษาไทยไม่เคยสอน หนังสือ "การเงิน 101" พื้นฐานเรื่องการเงินที่ระบบการศึกษาไทยไม่เคยสอน

อย่างที่ทุกคนรู้กันว่า เพียงแค่เดือนกว่า ๆ หลังปีใหม่ โลกของเราก็เจอกับโรคระบาดร้ายเเรงที่คร่าชีวิตคนไปมากมายอย่างโควิด-19 และโรคนี้ก็ไม่ได้ทำร้ายเเค่สุขภาพ​และชีวิตเท่านั้น แต่ลามไปถึงเรื่องกระเป๋าสตางค์เเละปากท้องของคนทุกชนชั้นและทุกภาคธุรกิจ​อีกด้วย ไม่ได้จำกัดอยู่ที่การท่องเที่ยว สายการบิน และโรงเเรมอีกต่อไปแล้ว ช่วงที่ผ่านมาเราจะเห็นการปิดตัว หยุดผลิตหรือลดกำลังการผลิตของหลาย ๆ ธุรกิจ เราจะเห็นธุรกิจ​ที่เรารู้จักกันดีขอปลดพนักงาน ปิดกิจการ หรือยื่นล้มละลายในปีนี้หลายบริษัทเลย รวมถึง “คนตกงาน” ก็เยอะมากเช่นกัน

อย่างในประเทศไทยเองก็มีหลากหลายบริษัทที่ต้องมีการปรับกลยุทธ์ เช่น เชฟโรเลต (Chevrolet) ขายโรงงานและเลิกขายรถในไทยสิ้นปี 2563 ,หนังสือพิมพ์คมชัดลึกที่ประกาศปิดกิจการ ปิดตำนาน 18 ปี และแน่นอนว่าสายการบินต่าง ๆ ก็อยู่ในสถาวะที่ลำบากเช่นกัน อย่างการบินไทย (Thai Airways) ยื่นขอฟื้นฟูกิจการ สายการบินนกสกู๊ต (NokScoot) ปิดกิจการ ลอยคอลูกเรือ 425 ชีวิต สายการบิน​อื่น ๆ เช่น ไทยไลอ้อนแอร์ (Thai Lion Air) ก็ปลดพนักงานที่มีอายุงานไม่ถึง 1 ปีออกทั้งหมด

หรือข่าวที่ดังมากในช่วงที่ผ่านมาอย่างวุฒิ​ศักดิ์​คลินิก เจ้าของสโลแกน “เพราะความสวย… รอไม่ได้” ขอเข้าฟื้นฟูกิจการหลังจากสู้พิษโควิด-19 ไม่ไหว เพราะสาขาส่วนมากของเค้าอยู่ในห้าง และช่วงที่ผ่านมาห้างก็โดนปิด รายได้ก็เลยหายไปแทบ 100% ล่าสุดร้านกาแฟสัญชาติ​อเมริกัน Coffee Bean and Tea Leaf ก็ได้ปิดทุกสาขาในไทยลงเมื่อวันที่ 20 กรกฎาคม​ที่ผ่านมา

ซึ่งผลกระทบจากโควิด-19 ก็ไม่ได้กระทบเฉพาะธุรกิจในไทยเท่านั้น ในต่างประเทศเองก็เอาตัวแทบไม่รอดกัน อย่างสายการบินแห่งชาติออสเตรเลียที่ชื่อว่าแควนตัส (Qantas), สายการบินเวอร์จินออสเตรเลีย (Virgin Australia Airlines) ซึ่งใหญ่เป็นอันดับ 2 ของออสเตรเลียเลยนะ, สายการบินดังที่สแกนดิเนเวียอย่าง สายการบินบริติชแอร์เวย์ (British Airlines) ​และสายการบิน KLM ประกาศปลดพนักงานหลายพันชีวิตต่อสายการบิน รวมถึงสายการบิน Flybe ของประเทศอังกฤษก็ประกาศ​ล้มละลายและยุติกิจการ

แม้กระทั่ง Airbnb แพลตฟอร์มที่พักระดับโลก ซึ่งเเน่นอนว่าจะได้รับผลกระทบจากสถานการณ์​นี้ไปด้วยเช่นเดียวกัน เพราะยอดการจองห้องพักลดลงไปมาก ตอนแรกบริษัทมีแผนจะเข้าตลาดหลักทรัพย์​ (แต่ตอนนี้คงต้องชะลอออกไปก่อน)​ จากวิกฤตครั้งนี้บริษัทต้องเลิกจ้างพนักงานกว่า 1,900 คน ซึ่งนั่นคิดเป็นจำนวนมากถึง 25% ของพนักงานทั้งหมด CEO ของ Airbnb ออกมาพูดว่า เค้าใช้เวลาสร้างอาณาจักรนี้ขึ้นมานานนับ 10 ปี แต่กลับพังลงในเวลาเพียงไม่กี่สัปดาห์เท่านั้น

ภาวะการว่างงานในช่วงก่อนและหลังการมาของโควิด-19

ในช่วงแรกที่เกิดโควิด-19 (ประมาณเดือนมกราคม-มีนาคม)​ การจ้างงานยังไม่ถูกกระทบอะไรมากนัก แต่พบว่าตั้งเเต่​หลังเดือนเมษายน อัตราการจ้างงานลดลงอย่างเห็นได้ชัดถึง 3% จากเดือนมีนาคม และลดลงจากช่วงเดียวกันกับปีก่อน 0.7% ซึ่งต้องขอบอกว่านี่ยังไม่ใช่สถานการณ์ที่เลวร้ายที่สุด เนื่องจากในช่วงต้นปีนี้ที่แรงงานส่วนใหญ่ยังมีงานทำอยู่ น่าจะเป็นเพราะภาคธุรกิจต่าง ๆ ยังคงต้องการเเรงขายเพื่อผลิตสินค้าและบริการที่มาจากคำสั่งซื้อเมื่อปลายปี 2562 พูดให้เห็นภาพคือ ช่วงต้นปีนี้คือ “การเผาหลอก” เท่านั้น แต่การเผาจริงน่าจะเริ่มต้นขึ้นเมื่อช่วงครึ่งปีหลัง

ศูนย์วิจัยกสิกรไทยได้ทำการสำรวจในกรุงเทพฯ และจังหวัดใกล้เคียงพบว่า ในช่วงปลายเดือนพฤษภา​คมที่ผ่านมานี้ 9.6% ของครัวเรือนที่ไปสำรวจว่างงาน เค้าประเมินว่าอัตราการว่างงานจะพีคที่สุดในช่วงไตรมาสที่ 2 ของปีและค่อย ๆ ดีขึ้น

จากข้อมู​ลของสำนักงานสถิติแห่งชาติ​พบว่า ประชากรที่มีอายุมากกว่า 15 ปี (ซึ่งจัดอยู่ในวัยแรงงาน)​ มีจำนวนอยู่ทั้งสิ้น 56.49 ล้านคน มีผู้ที่มีงานทำ 37.77 ล้านคน แบ่งเป็น

1. ทำงานในภาคเกษตร 12 ล้านคน ซึ่งส่วนนี้ไม่น่าเป็นห่วงเท่าไหร่​เพราะไม่น่าจะกระทบอะไรมาก

2. ทำงานในภาคอุตสาหกรรม​ 6 ล้านคน ซึ่งส่วนนี้น่าเป็นห่วง ยิ่งถ้าเป็นสินค้าที่เน้นส่งออกอยู่เเล้ว ยิ่งมีโอกาสโดนลดกำลังการผลิตและปลดคนงาน เพราะกำลังซื้อของตลาดต่างประเทศก็ลดลงเหมือนกัน

3. ทำงานในภาคบริการ 18 ล้านคน และที่เหลืออีกประมาณ​ 20 ล้านคน ก็เป็นผู้ที่ไม่มีงานทำและยังไม่ได้ทำงานเพราะอยู่ในช่วงเรียนต่อ

ข้อมูล​การสำรวจการมีงานทำจาก TDRI ได้ประมาณ​การจากแบบจำลองพบว่า ช่วงครึ่งปีหลังนี้จะมี “คนตกงาน” ในไทย 3.2 ล้านคน ต้องบอกก่อนว่านี่คือตัวเลขที่ดีเเล้ว ซึ่งก่อนคลาย Lockdown มีการประมาณการณ์​ว่าจะมี “คนตกงาน”  8.4 ล้านคน ​และในที่นี้ยังไม่ได้รวมถึงเด็กจบใหม่ที่จะเพิ่มเข้ามาในตลาดแรงงานกว่า 5 แสนคน

จากข้อมูลการลงทะเบียนยื่นขอใช้สิทธิ์​การว่างงานทางช่องทางออนไลน์​ พบว่าในตอนนี้มีคนไปขอขึ้นทะเบียนราว 637,000 คน

ถึงแม้จะคลาย Lockdown แล้ว แต่สถานการณ์​อาจจะยังไม่ดีขึ้น

ถึงจะปลด Lockdown ไปจนครบทุกเฟส ธุรกิจต่าง ๆ ที่โดนแช่เเข็งมาก่อนหน้านี้จะกลับมาดำเนินกิจการได้อีกครั้ง แต่ก็ไม่มีอะไรเหมือนเดิมอีกแล้ว ด้วยมาตรการรักษาระยะห่างทางสังคมหรือ Social Distancing ซึ่งจำกัดคนที่จะมาเข้าใช้บริการ เช่น ในร้านอาหาร ในห้างสรรพสินค้า โรงเรียนหรือโรงภาพยนตร์ ซึ่งเเน่นอนว่าคงเป็นเรื่องที่น่าปวดหัวของผู้ประกอบการมาก เพราะต้องลดความสามารถในการทำกำไรลง

อย่างโรงภาพยนตร์ถึงแม้จะได้ไฟเขียวให้กลับมาเปิดได้ตามปกติ แต่ด้วยมาตรการ Social Distancing ที่โรงหนังจะต้องจำกัดจำนวนที่นั่งในแต่ละรอบฉายทำให้เหลือผู้ชมเพียง 1 ใน 4 ของจำนวนผู้ชมที่รับได้ก่อนหน้านี้ การงดการจำหน่ายอาหารและเครื่องดื่ม ซึ่งเป็นตัวที่สร้าง อัตรากำไรขั้นต้น (Gross Profit Margin) ให้โรงหนังเป็นอย่างมาก​ แต่กลับต้องเปิดแอร์ในพื้นที่ขนาดใหญ่ มีค่าดูแลรักษา ค่าลิขสิทธิ์​ของหนังที่นำมาฉายเท่าเดิม แนวโน้มที่โรงภาพยนตร์จะขาดทุนทุกรอบที่ฉายก็เป็นไปได้เช่นกัน

โดยจากการสำรวจพบว่า ครัวเรือน 95.5% ได้รับผลกระทบ​จากมาตรการ Social Distancing​ นี้ และครัวเรือน 52.5% มีรายได้และผลประกอบการ​ที่ลดลง 11.5% มีต้นทุนค่าใช้จ่ายในการดำเนินธุรกิจมากขึ้น และภาวะจ้างงานที่มีเเนวโน้มลดลงก็ได้ส่งผลไปถึงเรื่องใหญ่ระดับประเทศอย่าง GDP แบบไม่ต้องสงสัยเลย มีการคาดการณ์มาว่า Real GDP Growth จะลดลงโดยเฉลี่ย​ 8.10% ในปีนี้ แค่คิดพี่ทุยก็เหงื่อตกแล้วเนี่ย ฮ่า ๆ ถ้าถามว่า 8.1% เยอะขนาดไหน โดยปกติประเทศไทยเราโตประมาณปีละ 3% ซึ่งแปลว่าต้องใช้เวลาอย่างน้อย 2-3 ปีในสภาวะปกติ เพื่อให้เศรษฐกิจกลับมาอยู่ที่เดิม

ก่อนจะจากกันไปขอเล่าให้ฟังอีกเรื่องนึง พี่ทุยเคยได้ยินเรื่องงานวิจัยของประเทศอังกฤษ​ที่พูดถึงความเจ็บปวดครั้งสำคัญ​ในชีวิตของคนเรา เช่น การสูญเสียคนสำคัญ​ในชีวิต แม้จะดูเป็นความเจ็บปวดที่มากแต่เมื่อเวลาผ่านไปสักระยะหนึ่ง ระดับความสุขของคน ๆ นั้นจะสามารถ​กลับมาอยู่ ณ จุดเดิมได้

แต่ไม่น่าเชื่อว่าความสูญเสียประเภทนึงที่ไม่ว่าเวลาจะผ่านไปนานเท่าไหร่ ระดับความสุขก็กลับไม่เพิ่มขึ้นเท่าเดิมเลยคือ “การตกงาน” เพราะนอกจากจะทำให้ขาดรายได้แล้ว ยังส่งผลถึงเรื่องอื่น ๆ อย่างความเชื่อมั่นในตัวเอง การรู้สึกถึงคุณค่าของตัวเองด้วย นอกจากนี้ “คนตกงาน” ก็จะมีระดับความพึงพอใจในชีวิตอยู่ในระดับที่ต่ำกว่าอีกด้วย ประเด็นเรื่องการว่างงานจึงเป็นเรื่องที่เราต้องจับตามองกันให้ดีเลยในช่วงเวลาแบบนี้

Comment

Be the first one who leave the comment.

Leave a Reply

error: