ทำไม "Central" ถึงต้องลงทุนใน Grab กว่า 6 พันล้านบาท ?

ทำไม “Central” ถึงต้องลงทุนใน Grab กว่า 6 พันล้านบาท ?

3 min read  

ฉบับย่อ

  • บริษัท กลุ่มเซ็นทรัล จำกัด เข้าลงทุนใน Grab กว่า 200 ล้านเหรียญสหรัฐ คาดว่าเข้าลงทุนใน Grab Series H
  • การจับมือครั้งนี้ส่งเสริมให้เกิดการเกื้อหนุนกันของทั้ง 2 ธุรกิจ ในด้าน บริการส่งอาหาร บริการลอจิสติกส์ และ บริการเดินทาง
  • Central ค้าปลีกยักษ์ใหญ่ที่เป็น Offline พยายามจับมือและลงทุนในธุรกิจ Online อย่างต่อเนื่อง
  • ในขณะที่ Grab บริษัทเทคโนโลยี Online ก็พยายามขายการตลาดไปสู้ลูกค้า Offline ให้มากขึ้น
  • การจับมือครั้งนี้ช่วยเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้ทั้ง 2 ธุรกิจ โดยมีเป้าหมายเพื่อสร้าง New Experience Economy แก่ผู้บริโภคในไทย

หนังสือ "การเงิน 101" พื้นฐานเรื่องการเงินที่ระบบการศึกษาไทยไม่เคยสอน หนังสือ "การเงิน 101" พื้นฐานเรื่องการเงินที่ระบบการศึกษาไทยไม่เคยสอน

“Central” หรือ บริษัท กลุ่มเซ็นทรัล จำกัด ผู้นำค้าปลีกยักษ์ใหญ่ของไทย ได้ทำประการความร่วมมือกับ บริษัท แกร็บ โฮลดิ้งส์ อิงค์ (แกร็บ) เป็นมูลค่ากว่า 200 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 6,260 ล้านบาทไทย โดยการถือหุ้นครั้งนี้จะไม่มีอำนาจการควบคุมแต่อย่างใด แต่มีสัดส่วนที่มีนัยยะสำคัญ เป็นการจับมือเป็นพันธิมิตรที่จะช่วยขับเคลื่อนธุรกิจ โดยมีเป้าหมายเป็น New Experience Economy ให้แก่ผู้บริโภคในไทย

Central เป็นผู้นำค้าปลีก Omni Channel อันดับหนึ่งของไทย โดย Omni Channel หมายถึงการเชื่อมโยงช่องทางต่างๆ ในการติดต่อลูกค้าที่หลากหลายให้เป็นหนึ่งเดียวกัน โดยจะเป็นการผสมผสานระหว่างการขายแบบหน้าร้าน (Offline) และการขายออนไลน์และสื่อสารผ่านทางออนไลน์ (Online) เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีให้กับลูกค้า

ในขณะที่ Grab ก็เป็นหนึ่งในบริษัทเทคโนโลยีที่โดดเด่นในด้าน O2O หรือ Online to Offline เป็นการใช้เทคโนโลยีร่วมกับสื่ออนไลน์ที่ส่งผลให้เกิดยอดขายออฟไลน์อย่างตัว Application ของ Grab ที่นอกจากจะช่วงสร้างความสะดวกสบายให้กับผู้ใช้งานแล้วยังช่วยสร้างงานใหม่ๆให้กับคนในประเทศอีกด้วย

ทำให้การจับมือกันในครั้งนี้เป็นส่วนช่วยเสริมความแข็งแกร่งให้ทั้งสองธุรกิจในการพัฒนาธุรกิจของทั้ง 2 บริษัทในไทย ซึ่งจะช่วยตอบสนอง New Experience Economy หรือการสร้างประสบการณ์ความทรงจำให้ดีให้กับผู้บริโภค

ในส่วนของเงินลงทุนของ Grab นั้นเคยได้รับการสนับสนุนหลายๆทางโดยจะแบ่งการสนับสนุนเงินเป็น Series อย่าง ในปี 2014 Grab ได้รับเงินสนับสนุน 10 ล้านเหรียญสหรัฐ จาก Vertex Venture Holding จากสิงค์โปร โดยการสนับสนุนครั้งแรกนี้เป็น Series A และไล่มาตามตัวอักษร A B C โดยที่ล่าสุด Grab ได้รับเงินสนับสนุน 2.5 พันล้านเหรียญสหรัฐ จาก Softbank, Didi และ Toyota ในปี 2017 โดยการเข้าลงทุนของ Central ในครั้งนี้คาดว่าเป็นการลงทุนใน Series H ซึ่งเป็นเงินลงทุนตั้งแต่ ธันวาคม 2018 โดยคาดว่าเงินลงทุนทั้งหมดใน Series นี้เมื่อรวมกันแล้วจะสูงถึง 5 พันล้านเหรียญสหรัฐ

Central ถึงลงทุนใน Grab กว่า 6,260 ล้านบาทเพราะบริการที่เกื้อหนุนกันของ 2 ธุรกิจ

  • บริการส่งอาหาร : ตัว Grab เองนั้นมีบริการส่งอาหารที่ใช้กันอย่างแพร่หลายหรือ Grab Food อยู่แล้ว และในส่วนของกลุ่ม Central เองก็มีธุรกิจร้านอาหารอย่าง Central Restaurant Group หรือ CRG อยู่แล้ว ซึ่งการร่วมมือนี้จะช่วยให้ขยายบริการและฐานลูกค้ามากยิ่งขึ้นมากกว่าบริการเดิมที่มี โดย Grab มีสถิติย้อนหลังที่ค้ำประกันความสามารถกับยอดการส่งอาหารสูงถึง 3 ล้านครั้งใน 1 ปี
  • บริการลอจิสติกส์ : ในด้าน Logistic นั้น Grab ก็มี Service ชื่อ GrabExpress ที่ช่วยในการส่งพัสดุออนไลน์ด่วน ที่จะมาช่วยธุรกิจของกลุ่มเครือเซ็นทรัลเพิ่มเติมแถมจะช่วยอำนวยความสะดวกธุรกิจออนไลน์หรือฝั่ง Ecommerce ของตัว Central อีกด้วย
  • บริการเดินทาง : ในส่วนของการเดินทางก็จะมี GrabBike และ GrabCar ของ Grab ในการช่วยอำนวยความสะดวกให้กับลูกค้าที่ใช้บริการไม่ว่าจะเป็น ศูนย์การค้า หรือโรงแรมในเครือเซ็นทรัล โดยจะมีสิทธิพิเศษให้กับลูกค้าเพิ่มเติมโดยเฉพาะ โดยในปีที่ผ่านมา Grab ได้ทำสถิติในการขนส่งผู้โดยสารสูงถึง 1 แสนเที่ยวภายในหนึ่ง

การจับมือและลงทุนในช่วงที่ผ่านมาของ Central

ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา Central จากบริษัทค้าปลีกที่เป็น Offline ก็พยายามพัฒนาให้เป็น Online มากขึ้นจุงได้มีความพยายามในการลงทุนบริษัท Online ต่างๆ ที่ผ่านมา Central เคยลงทุนธุรกิจออนไลน์หลายอย่าง อย่างการซื้อกิจการบริษัท E-Commerce เพื่อเรียนรู้และทำการปรับตัวตามการเปลี่ยนแปลงของอุตสาหกรรมค้าปลีก ที่จะส่งผลกระทบในปัจจุบันและในอนาคตต่อธุรกิจหลักของเครือ Central

โดย Central ได้ทำการซื้อกิจการ E-Commerce แบรนด์ Zalora ในปี 2016 แบรนด์ชอปปิ้งออนไลน์ที่เจาะตลาดประเทศในแถบ เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยมีสำนักงานใหญ่อยู่ที่สิงค์โปร์ ก่อนจะเปลี่ยนชื่อกลายเป็น LOOKSI เพื่อสะท้อนภาพลักษณ์ด้านแฟชั่นออนไลน์ในไทย

ต่อมาในปี 2017 Central ได้ทำการร่วมทุนกับ JD.com แบรนด์ E-Commerece จากจีน หรือที่เรียกกันว่า Jingdong เป็นธุรกิจ B2C หรือ Business to Consumer ใหญ่ในจีน กลายเป็น JD.co.th

การจับมือและลงทุนในช่วงที่ผ่านมาของ Grab ในไทย

ในขณะเดียวกับ Grab บริษัทเทคโนโลยีที่เป็น Online ก็เริ่มทำการตลาดเพื่อดึงลูกค้าแบบ Offline อย่างการไปจับมือเป็นพันธมิตรกับธนาคารกสิกรไทย หรือ การดึง BNK48 มาเป็นพรีเซ็นเตอร์ในการช่วยสร้างแบรนด์ของตัวเอง เพื่อเสริมความแข็งให้กับธุรกิจของตัวเองและยังช่วยให้มีกลุ่มลูกค้าที่หลากหลายขึ้น

ผลสรุปของธุรกิจและการเปลี่ยนแปลงของยุคสมัย

ไม่ว่าจะเป็นธุรกิจที่เด่นด้าน Offline ก็พยายามขยายขอบเขตไป Online มากขึ้น หรือแม้กระทั่งธุรกิจเทคโนโลยี Online ก็ต้องขยับขยายไป Offline เช่นกัน เนื่องจากธุรกิจและการใช้ชีวิตของคนในปัจจุบันปรับเปลี่ยนไปรวดเร็วมาก การตื่นตัวและตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงจึงเป็นสิ่งสำคัญ ต่างจากเมื่อก่อนที่ธุรกิจต้องแข่งกันชิงดีชิงเด่น ปัจจุบันการจับมือและการสร้างผลประโยชน์ส่วนรวมจะนำพามาซึ่งผลรับที่ดีกว่าทั้งในระยะสั้นและระยะยาว Central และ Grab เห็นความสำคัญของสิ่งเหล่านี้จึงจับมือกันเพื่อเสริมสร้างความแข็งแกร่งและผลประโยชน์ที่ดีของทั้งสองฝ่าย อีกทั้งยังสร้างผลดีต่อผู้บริโภคในประเทศไทยให้มีบริการและสินค้าที่ดี และ ได้รับประสบการณ์ดีๆกลับไปอีกด้วย

error: