ปัญหาใหญ่ในการลงทุน โดยเฉพาะสำหรับนักลงทุนมือใหม่ คือ ไม่รู้ว่าจะเลือกลงทุน “สินทรัพย์” ตัวไหนดี ซึ่งแต่ละสินทรัพย์ก็จะมีทั้งความเสี่ยงแตกต่างกันตั้งแต่ต่ำไปจนถึงสูงเลย ทีนี้พอมีให้เลือกเยอะ ๆ จนทำให้หลายครั้งก็เลยเลือกไม่ได้ว่าเราควรเลือกลงทุนอะไรดี ไหนจะหุ้น ตราสารหนี้ ที่ก็มีทั้งระยะสั้นและระยะยาว อสังหาริมทรัพย์ และไหนจะสินทรัพย์ทางเลือกต่าง ๆ ทั้งน้ำมัน ทองคำ ฯลฯ อีก พี่ทุยแนะนำ กองทุนเวิลด์คลาส Krungthai World Class Series (KTWC) ครั้งแรกกับโอกาสนักลงทุนไทยที่สามารถเข้าถึงบริการระดับโลก กับ Fidelity บลจ. ระดับโลก
สำรวจระยะเวลาลงทุนของตัวเองก่อนลงทุนเสมอ
ซึ่งวันนี้พี่ทุยมีอีกหนึ่งเทคนิคที่ใช้เองเป็นประจำ แล้วได้ผลมาก ๆ เลยก็คือการใช้ “ระยะเวลา” เป็นตัวแบ่งสินทรัพย์การลงทุน หลักการก็คือ ยิ่งเราลงทุนได้นานเท่าไหร่ เราก็สามารถลงทุนสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงสูงขึ้นได้
พี่ทุยจะพาไปดูสินทรัพย์ยอดนิยมอย่าง “หุ้น” กันก่อน ซึ่งถ้าหากดูจากตารางด้านบนจะเห็นได้ว่า ถ้าหากเราเอาผลตอบแทนของดัชนี SET TRI มาไล่ย้อนตั้งแต่ปี 2547 จนถึง ปี 2565 และหากลงทุนด้วยเงิน 100 บาทในปี 2547 พบว่า เวลาผ่านไป 1 ปี เงินจะเหลือเพียง 89.36 บาทหรือติดลบ –10.64% ตามดัชนี SET TRI
แล้วถ้าเราถือลงทุนต่อไปอีก 1 ปีจนจบปี 2548 เงินเราจะเพิ่มกลับขึ้นมาที่ 99.39 บาทจากผลตอบแทนดัชนี SET TRI ที่เพิ่มขึ้นมา 11.22% ในปี 2548 ซึ่งถ้าเราสามารถถือลงทุนได้ยาว 4 ปี จนถึงจบปี 2551 เงินลงทุนเราจะ 100 บาทจะเพิ่มขึ้นมาเป็น 130.23 บาท
ซึ่งถ้าหากเราถึงข้ามปี 2552 มาด้วยเงินเราจาก 130.23 บาทจะเหลือเพียง 71.50 บาทจากวิกฤตแฮมเบอร์เกอร์ทำให้ดัชนี SET TRI ติดลบไป –45.10%
แต่ถ้าเราสามารถถือข้ามวิกฤตปี 2552 มาได้อีก 1 ปี จะเห็นว่าเงินเราจะกลับมาที่ 122.51 บาทในปี 2553 ซึ่งจากตารางเราจะเห็นได้อย่างชัดเจนเลยว่าสำหรับการลงทุนในระยะยาวในตลาดหุ้นไทย ถ้าหากเราสามารถลงทุนได้ 5 ปีขึ้นไป จะไม่มีช่วงเวลาลงทุนไหนก็ตามที่เราขาดทุนเลย นั่นเลยเป็นเหตุผลว่าทำไมส่วนตัวพี่ทุยมักจะแนะนำว่าถ้าอยากลงทุนสินทรัพย์เสี่ยงต้องมีเวลาลงทุนที่มากกว่า 5 ปีขึ้นไป นั่นเอง
ในเบื้องต้นสำหรับใครที่อยากลองใช้เทคนิค “ระยะเวลา” ในการลงทุนแนะนำว่าให้แบ่งออกเป็น 3 ช่วงเวลา
1. ระยะสั้น เวลาการลงทุน 3-5 ปี
2. ระยะกลาง เวลาการลงทุน 3 – 5 ปี
3. ระยะยาว เวลาการลงทุน 5 ปีขึ้นไป
ยิ่งลงทุนได้นานก็ยิ่งลงทุนในสินทรัพย์ในสัดส่วนที่เพิ่มสูงขึ้นได้ และเรื่องหนึ่งที่สำคัญสำหรับการลงทุน คือ การกระจายการลงทุนอย่างเหมาะสม ไม่ใช่ว่าเราสามารถลงทุนได้ยาวแล้วก็จะเลือกลงทุนเฉพาะหุ้นตัวเดียว ถ้ามีอะไรผิดพลาด หรือไม่เป็นไปตามแผนอาจจะทำให้เกิดความเสียหายกับพอร์ตอย่างมากได้
กองทุนเปิดกรุงไทย World Class Series ประตูสู่การบริการระดับโลกจาก Fidelity บลจ. ระดับโลก
สำหรับใครที่กำลังมองช่องทางการลงทุน ตามระดับความเสี่ยง และมีการกระจายการลงทุนอย่างเหมาะสม พี่ทุยแนะนำ กองทุนเปิดกรุงไทย World Class Series ครั้งแรกกับโอกาสนักลงทุนไทยที่สามารถเข้าถึงบริการระดับโลกกับ Fidelity บลจ. ระดับโลก
บลจ. Fidelity เป็นบลจ. ชื่อดังระดับโลกที่ก่อตั้งมานานกว่า 50 ปี มีสำนักแห่งอยู่ 18 ประเทศทั่วโลก พร้อมกับผู้เชี่ยวชาญมากกว่า 500 คนครอบคลุมทั่วโลก ซึ่ง ณ ปัจจุบัน Fidelity มีมูลค่าสินทรัพย์ภายใต้จัดการ (AUM) สูงติดอันดับโลก ทำให้สามารถมั่นใจได้ว่าสินทรัพย์ที่คัดเลือกเข้ามาในพอร์ตจะเป็นสินทรัพย์ที่มีคุณภาพอย่างแน่นอน
โดย กองทุนเปิดกรุงไทย World Class Series จะออกแบบกองทุนมาให้เหมาะกับนักลงทุนทุกระดับความเสี่ยงอย่างเหมาะสม
ชี้เป้า 3 กองทุนเวิลด์คลาส รุกสนุก-รับแน่น
KTWC–DEFENSIVE ความเสี่ยงต่ำ ลงทุนระยะสั้น 3-5 ปีขึ้นไป
มาดูที่ KTWC–DEFENSIVE กองทุนผสมความเสี่ยงต่ำ กระจายการลงทุนตราสารหนี้ 70–100% และตราสารทุน 0–30% สามารถลงทุนในต่างประเทศได้ไม่เกิน 79% เหมาะกับการลงทุนตั้งแต่ 3-5 ปีขึ้นไป เหมาะกับสำหรับคนที่อยากได้ผลตอบแทนมากกว่าเงินเฟ้อเป็นหลัก
KTWC–MODERATE ความเสี่ยงกลาง ลงทุนระยะ 3 – 5 ปี
ส่วน KTWC–MODERATE กองทุนผสมความเสี่ยงระดับกลาง กระจายการลงทุนตราสารหนี้ 30–70% และตราสารทุน 30–70% ลงทุนในต่างประเทศเป็นหลัก เหมาะกับการลงทุนตั้งแต่ 3 – 5 ปี สำหรับนักลงทุนที่รับความผันผวนมากขึ้น เน้นการเติบโตของเงินลงทุน
KTWC–GROWTH ความเสี่ยงสูง ลงทุนระยะย่ว 5 ปีขึ้นไป
KTWC–GROWTH กองทุนผสมความเสี่ยงระดับสูง กระจายการลงทุน ตราสารหนี้ 0–40% และตราสารทุน 60–100% เน้นลงทุนในต่างประเทศเป็นหลัก เหมาะกับการลงทุนตั้งแต่ 5 ปีขึ้นไป สำหรับนักลงทุนที่รับความผันได้สูง ต้องการการเติบโตสูงในระยะยาว
สำหรับใครสนใจลงทุนกับ กองทุนเปิดกรุงไทย World Class Series จาก KTAM สามารถเข้าไปอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ https://krungthai.com/th/personal/detail/605
อ่านเพิ่ม
