กลางเดือน มิ.ย. 2023 ประเทศเศรษฐกิจสำคัญ ๆ ในโลกต่างก็ทยอยประกาศนโยบายการเงิน รวมถึงอัตราดอกเบี้ยนโยบายออกมาต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็น สหรัฐฯ ยุโรป จีน ญี่ปุ่น วันนี้ พี่ทุยเลยอยากชวนเพื่อน ๆ มาอัปเดต ดอกเบี้ยทั่วโลก 2023 ตอนนี้ประเทศหลัก ๆ มีทิศทางดอกเบี้ยเป็นยังไง แล้วนักลงทุนอย่างเราล่ะ จะได้รับผลกระทบอะไรบ้าง
สรุปนโยบายการเงิน ดอกเบี้ยทั่วโลก 2023
พี่ทุยสรุปนโยบายการเงินและอัตราดอกเบี้ยนโยบายของประเทศใหญ่ ๆ ในช่วงกลางปี 2023 มาให้แล้ว ซึ่งนโยบายจากธนาคารกลางของประเทศเหล่านี้จะมีอิทธิผลต่อตลาดในครึ่งปีหลัง 2023 ที่เหลือนี้
ธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) ประชุมวันที่ 13-14 มิ.ย. 2023
- คงดอกเบี้ยนโยบาย 5.00-5.25% เพื่อให้คณะกรรมการนโยบายการเงิน (FOMC) ได้เห็นข้อมูลมากขึ้นก่อนตัดสินใจ โดยจะดูผลกระทบที่ล่าช้าที่เกิดจากการดำเนินนโยบายการเงินที่ผ่านมา ที่มีต่อกิจกรรมทางเศรษฐกิจ เงินเฟ้อ พัฒนาการทางเศรษฐกิจและการเงิน
- เน้นย้ำเป้าหมายสำคัญคือจะต้องทำให้เงินเฟ้อกลับมาอยู่ในเป้าหมาย 2%
- จะลดการถือพันธบัตรรัฐบาล พันธบัตรของหน่วยงานรัฐวิสาหกิจและตราสารหนี้ที่มีหลักทรัพย์ค้ำประกันของรัฐวิสาหกิจอย่างต่อเนื่อง
- มุมมองคาดการณ์ของ FOMC ที่มีต่ออัตราดอกเบี้ยในปี 2023-2025 เสียงส่วนใหญ่ (9 ท่าน) คาดว่า อัตราดอกเบี้ยสิ้นปีนี้จะอยู่ที่ 5.625% จากคาดการณ์รวมทุกท่านมีตั้งแต่ 5.1-6.1% เพิ่มขึ้นจากเดิมมองไว้ 4.9-5.9% ส่วนปี 2024 มีกรรมการ6 ท่าน มองว่า อัตราดอกเบี้ยจะอยู่ที่ 4.375% ขณะที่ คาดการณ์รวมทุกท่านอยู่ที่ 3.6-5.9% เพิ่มขึ้นจากเดิมมองไว้ 3.4-5.6%
- ในการแถลงข่าวของประธาน Fed บอกว่า ค่ากลางของคาดการณ์อัตราดอกเบี้ยนโยบายสิ้นปี 2023 คือ 5.6% ส่วนปี 2024 คือ 4.6% และปี 2025 คือ 3.4%
- คณะกรรมการยังไม่ตัดสินใจว่าจะขึ้นดอกเบี้ยในเดือน ก.ค. นี้หรือไม่ แต่ประธาน Fed กล่าวระหว่างแถลงข่าวว่า ไม่มีคณะกรรมการคนไหนที่มองว่าจะลดดอกเบี้ยในปี 2023 เลย
- จากอัตราดอกเบี้ยคาดการณ์สิ้นปี เทียบกับดอกเบี้ยปัจจุบัน แปลว่า อาจได้เห็นการขึ้นดอกเบี้ยอีก 2 ครั้ง ครั้งละ 0.25% ในการประชุมช่วงที่เหลือของปี ซึ่งจะมีขึ้นในเดือน ก.ค., ก.ย. และ พ.ย.
- Fed เริ่มปรับขึ้นดอกเบี้ยตั้งแต่ มี.ค.2022 โดย เริ่มขึ้นที่ 0.25% แล้วในเดือน พ.ค. 2022 ขึ้น 0.50% จากนั้นเดือน มิ.ย., ก.ค., ก.ย., พ.ย.2022 ขึ้นอีกครั้งละ 0.75% ต่อมาเดือน ธ.ค.2022 ขึ้น 0.50% แล้วในเดือน ก.พ., มี.ค., พ.ค. 2023 ปรับขึ้นครั้งละ 0.25% เพิ่งจะคงดอกเบี้ยเป็นครั้งแรกในการประชุมเดือน มิ.ย.2023
ธนาคารกลางยุโรป (ECB) ประชุมวันที่ 15 มิ.ย. 2023
- ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบาย 0.25% เพื่อให้มั่นใจว่าเงินเฟ้อจะกลับสู่เป้าหมาย 2%
- การปรับขึ้นดอกเบี้ยครั้งนี้ ทำให้อัตราดอกเบี้ยเงินฝากอยู่ที่ 3.50% สูงสุดในรอบ 22 ปี อัตราดอกเบี้ยเงินกู้อยู่ที่ 4.25% และอัตราดอกเบี้ยรีไฟแนนซ์ อยู่ที่ 4.00%
- ECB เริ่มขึ้นดอกเบี้ยตั้งแต่ ก.ค. 2022 เพื่อสกัดเงินเฟ้อ ปรับขึ้น 0.50% ก.ย. และ พ.ย. ปี 2022 ปรับขึ้นครั้งละ 0.75% ส่วน ธ.ค. 2022, ก.พ. และ มี.ค. 2023 ปรับขึ้นครั้งละ 0.50% พ.ค. และ มิ.ย. ปรับขึ้นครั้งละ 0.25%
- เงินเฟ้อเริ่มลดลงแล้ว แต่คาดว่าจะยังอยู่ในระดับสูงและอยู่ โดยคาดการณ์เงินเฟ้อจะลดลงระหว่างปี 2023 เนื่องจากเงินเฟ้อที่มาจากพลังงานและอาหารลดลง โดยข้อมูลเงินเฟ้อล่าสุดเดือน พ.ค. อยู่ที่ 6.1% คาดว่าจะลดเหลือ 5.4% ในปี 2023 จากนั้นลดลงเหลือ 3.0% ในปี 2024 และ 2.2% ในปี 2025
ธนาคารกลางญี่ปุ่น (BoJ) ประชุมวันที่ 15-16 มิ.ย. 2023
- คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ -0.10% และคงนโยบายควบคุมเส้นอัตราผลตอบแทนพันธบัตร (Yield curve control) ให้บวก/ลบได้ 0.50% จากระดับเป้าหมายอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลญี่ปุ่นอายุ 10 ปีที่ 0%
- การบรรลุเป้าหมายเงินเฟ้อที่ 2% อาจต้องใช้เวลาอีกระยะหนึ่ง
- เงินเฟ้อมีแนวโน้มสูงขึ้น ตามกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่แข็งแกร่งมากขึ้น และตลาดแรงงานอยู่ในภาวะตึงตัว แต่ยังมีความไม่แน่นอนเกี่ยวกับการเจรจาค่าแรงปี 2024 และความไม่แน่นอนว่าการขยายตัวของค่าแรงจะยั่งยืนหรือไม่
ธนาคารกลางจีน (PBoC)
- 13 มิ.ย. 2023 ลดอัตราดอกเบี้ยตลาดซื้อคืน (Repurchase Rate) ระยะสั้น 7 วัน ซึ่งเป็นอัตราดอกเบี้ยนโยบายระยะสั้น 0.10% จาก 2.00% เหลือ1.90% เพื่อกระตุ้นการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ
- 15 มิ.ย. 2023 ลดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ระยะกลาง (MLF) ระยะ 1 ปี 0.10% จาก 2.75% เหลือ 2.65%
- การปรับลดอัตราดอกเบี้ยดังกล่าวเป็นการปรับลดครั้งแรกในรอบ 10 เดือน
ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ประชุมวันที่ 31 พ.ค. 2023
- ปรับขึ้นดอกเบี้ยนโยบาย 0.25% จาก 1.75% ต่อปี เป็น 2.00% ต่อปี
- เศรษฐกิจขยายตัวต่อเนื่อง จากภาคการท่องเที่ยวและการบริโภคภาคเอกชนเป็นสำคัญ ส่วนการส่งออกมีแนวโน้มฟื้นตัวค่อยเป็นค่อยไป เงินเฟ้อปรับทั่วไปลดลง แต่เงินเฟ้อพื้นฐานยังสูง ยังมีความเสี่ยงด้านเงินเฟ้อ จึงควรปรับขึ้นดอกเบี้ย
- พร้อมปรับขนาดและระยะเวลาในการขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบาย หากแนวโน้มเศรษฐกิจและเงินเฟ้อเปลี่ยนไปจากที่ประเมินไว้
ถ้าดูจากภาพรวมธนาคารกลางของประเทศเศรษฐกิจหลักในโลก ก็จะพบว่า การดำเนินนโยบายแบ่งเป็น 2 ขั้ว คือ ฝั่งที่ยังขึ้นดอกเบี้ยต่อเนื่อง หรือไม่ปรับขึ้นแต่ก็คงดอกเบี้ยไว้สูง กับอีกฝั่งที่ปรับลดดอกเบี้ยกระตุ้นเศรษฐกิจ โดยฝั่งปรับขึ้นดอกเบี้ยก็จะเป็นกลุ่มประเทศพัฒนาแล้ว ทั้งสหรัฐฯ และยุโรป
ในส่วนของสหรัฐฯ แม้ว่าในการประชุมรอบล่าสุด Fed จะไม่ได้ปรับขึ้นดอกเบี้ย แต่ถ้าดูจากแนวโน้มดอกเบี้ยสิ้นปี 2023 ที่คณะกรรมการคาดการณ์เอาไว้ กับคำพูดของประธาน Fed ที่บอกว่า คณะกรรมการไม่ได้มองเรื่องลดดอกเบี้ยในปีนี้กันเลย ก็แปลว่า อาจจะได้เห็น Fed ขึ้นดอกเบี้ยได้อีก และต่อให้ไม่ขึ้นดอกเบี้ย แต่ปีนี้ดอกเบี้ยก็ไม่ลด ยังอยู่ในระดับสูงแบบนี้ต่อไปแน่นอน
ขณะที่ ฝั่งยุโรป ก็ชัดเจนว่า ยังกังวลกับเงินเฟ้อที่สูงอยู่ จึงพร้อมดำเนินนโยบายการเงิน เพื่อดึงเงินเฟ้อลงมา ก็แปลว่า ยังปรับขึ้นดอกเบี้ยต่อได้อีก
ส่วนญี่ปุ่น รอบล่าสุด คงอัตราดอกเบี้ย แต่ก็ยังต้องจับตาเรื่องการควบคุม yield curve control ว่าในอนาคตจะมีการยกเลิกควบคุมรึเปล่า หรือจะปรับขอบเขตในการปรับขึ้นหรือลดลงของเส้นอัตราผลตอบแทนให้กว้างกว่าปัจจุบัน ซึ่งอยู่ที่ บวก/ลบได้ 0.50%
ขณะที่ จีนเป็นประเทศผู้นำของฝั่งที่ปรับลดดอกเบี้ยลงได้ เพราะเรื่องเงินเฟ้อไม่ได้เป็นปัญหาที่น่าห่วงเท่ากับฝั่งตะวันตก ส่วนไทย ในเวลานี้นโยบายการเงินค่อนข้างสอดคล้องไปกับฝั่งตะวันตกที่อัตราดอกเบี้ยยังเป็นขาขึ้นด้วยเป้าหมายสำคัญที่ไม่ต่างกัน คือ การควบคุมเงินเฟ้อให้อยู่ในกรอบเป้าหมาย
มุมมองตลาด ดอกเบี้ยทั่วโลก 2023 ต่อทิศทางการลงทุน
พี่ทุยไปตามล่าหามุมมองของตลาดเกี่ยวกับการปรับดอกเบี้ยในช่วงนี้ โดยขอโฟกัสไปที่ Fed เพราะว่าเป็นหัวเรือสำคัญที่ทั่วโลกจับจ้อง เนื่องจากทั่วโลกมองอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ระยะ 10 ปี เป็นตัวอ้างอิงของผลตอบแทนปราศจากความเสี่ยง (risk free rate) ฉะนั้นเวลาประเมินว่าจะลงทุนอะไร ได้ผลตอบแทนเท่าไหร่ ก็จะเอามาหักลบกับผลตอบแทนที่เป็น risk free rate ว่าผลตอบแทนส่วนต่างที่ได้คุ้มค่ากับความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้นรึเปล่า
ทั้งนี้ นักวิเคราะห์ของ Bank of America มองว่า ภาวะตลาดหมี (ตลาดหุ้นปรับลดลงมาจากระดับสูงสุด 20%) ผ่านพ้นไปแล้ว เพราะจากข้อมูลเวลานี้ ดัชนี S&P500 ปรับขึ้นมา 20% จากระดับต่ำสุดในเดือน ต.ค.2022 แล้ว
ซึ่งก็แปลว่า ตลาดกระทิงรอบใหม่อาจจะใกล้มาถึงแล้ว อย่างไรก็ตาม นักลงทุนก็ยังไม่สามารถมั่นใจมากเกินไปได้ เพราะยังมีตัวแปรสำคัญ ก็คือ การตัดสินใจของ Fed เมื่อเงินเฟ้อยังเป็นความท้าทายสำคัญของ Fed ที่อาจจะทำให้ Fed มีโอกาสปรับขึ้นดอกเบี้ยได้อีก
ส่วน JP Morgan ระบุว่า ในวัฎจักรเศรษฐกิจ 7 รอบที่ผ่านมา การลงทุนในตราสารหนี้จะทำผลงานได้ดีกว่าการถือเงินสด โดยเฉพาะช่วง 2 ปีหลังจากที่ Fed ขึ้นดอกเบี้ยรอบล่าสุดไป ขณะที่การลงทุนในหุ้น อาจจะมีความผันผวนรออยู่ข้างหน้า โดยเรามองว่า ช่วงเวลาเลวร้ายที่สุดของการลงทุนในหุ้นจบลงแล้ว หลังจาก S&P500 ลงไปแตะระดับต่ำสุด แล้วกลับขึ้นมามากกว่า 20%
หมายความว่า ช่วงเวลาที่ดีของการลงทุนในหุ้นกำลังจะกลับมา โดยมีความเป็นไปได้ว่า S&P500 อาจจะปรับตัวขึ้นได้ 22% ในปี 2024 ฉะนั้นช่วงเวลาแบบนี้อาจจะเป็นจังหวะที่ดีของการเริ่มกลับมาสร้างพอร์ตลงทุนในหุ้นสหรัฐฯหลังจากที่ลดความเสี่ยง ขายหุ้นออกไปในช่วงที่ผ่านมา
ทิศทาง ดอกเบี้ยทั่วโลก 2023 ต้องลงทุนยังไง
เมื่อเห็นทิศทางดอกเบี้ยกันแล้ว ก็ต้องบอกว่า ในตลาดพัฒนาแล้วอย่างสหรัฐฯ และยุโรป ที่ดอกเบี้ยปรับขึ้น ก็จะส่งผลให้อัตราผลตอบแทนในตลาดตราสารหนี้ ยังปรับเพิ่มขึ้นได้อยู่ในระยะใกล้ ๆ นี้ แต่เมื่อไหร่ก็ตามที่สหรัฐฯ กับยุโรป เริ่มส่งสัญญาณว่า จะหยุดขึ้นดอกเบี้ย หรือปรับลดดอกเบี้ยแล้ว อัตราผลตอบแทนในตลาดตราสารหนี้ของประเทศกลุ่มนี้ก็จะปรับลดลง
ถ้าถามว่า สถานการณ์แบบนี้เป็นประโยชน์ หรือมีผลกระทบกับนักลงทุนอย่างเรายังไง พี่ทุย ขอแบ่งเป็น 2 กลุ่ม คือ คนที่คิดจะลงทุนระยะสั้น กับลงทุนระยะยาว
ลงทุนระยะสั้น - ในช่วงที่ดอกเบี้ยนโยบายยังปรับขึ้นได้อยู่ เราก็จะมีโอกาสได้รับผลตอบแทนจากการลงทุนในตราสารหนี้ที่ดี ขณะที่การลงทุนในหุ้น หากคาดหวังผลตอบแทนแบบระยะสั้น ๆ ก็อาจจะน่าสนใจน้อยหน่อย เพราะถ้าเปรียบเทียบส่วนต่างที่เราจะได้เพิ่มขึ้น จากความเสี่ยงของการลงทุนที่เพิ่มขึ้นมาเมื่อเทียบกับการลงทุนในตราสารหนี้ ดูแล้วก็อาจจะไม่น่าดึงดูดใจมากนัก
ลงทุนระยะยาว – สำหรับใครที่คิดจะลงทุนระยะยาว ช่วงเวลาที่ดอกเบี้ยเป็นขาขึ้น ส่งผลกระทบทำให้หุ้นผันผวนและปรับตัวลดลง มูลค่าปรับลดลงมา ก็ถือเป็นโอกาสดี สำหรับการเข้าไปเก็บของถูก แต่ก็ต้องเลือกเก็บของดีมีคุณภาพ เป็นหุ้นที่น่าจะแข็งแกร่ง ฟื้นตัวได้พร้อมเศรษฐกิจ หรือฝ่าความผันผวนไปได้
และก็ต้องทำความเข้าใจไว้ด้วยว่า ถ้าหากที่เราเก็งไว้ผิด ปัจจัยแวดล้อมเปลี่ยน ดอกเบี้ยที่คิดว่าจะใกล้หยุดขึ้น ก็ยังไม่หยุดขึ้น ส่วนเศรษฐกิจที่เรามองว่า กำลังจะอยู่ในช่วงถึงจุดต่ำสุด เพื่อรอกลับขึ้นมา ก็ยังไม่ต่ำสุดจริง ๆ ยังมีต่ำกว่านี้อีก เราก็อาจจะเจอสถานการณ์ที่หุ้นมีแนวโน้มปรับลดลงไปได้อีก
อย่างไรก็ตามถ้าลงทุนยาวจริง ๆ การปรับลดลงระยะสั้นก็ไม่ใช่ปัญหาอะไร เพราะยิ่งลงทุนระยะยาวแค่ไหน โอกาสที่จะได้รับผลตอบแทนจากการลงทุนเป็นบวกก็เพิ่มขึ้นเท่านั้น
Asset Allocation จำเป็นทุกสถานการณ์
สุดท้ายนี้ ไม่ว่าทิศทางดอกเบี้ยจะเป็นขาขึ้น หรือขาลง มีผลต่อการลงทุนในหุ้นและตราสารหนี้ทั่วโลกอย่างไร แต่อีกสิ่งที่นักลงทุนควรทำอย่างสม่ำเสมอ ก็คือ การจัดสรรเงินลงทุนในสินทรัพย์ที่หลากหลาย (Asset Allocation) เพราะถือเป็นยันต์คุ้มภัยอย่างดี ที่จะทำให้เงินลงทุนของเราไม่ปรับตัวลดลงไปมากจนเกินไปในช่วงเวลาที่สินทรัพย์บางประเภทปรับลดลง เนื่องจากการที่เรามีสินทรัพย์หลาย ๆ ประเภทอยู่ในพอร์ตเดียวกัน
เพียงแต่ระหว่างทาง ที่มีปัจจัยแวดล้อมเกิดขึ้น อย่างเช่น การปรับขึ้นหรือลดอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางต่างๆ เราก็อาจจะกลับมาทบทวนดูสินทรัพย์ในพอร์ตลงทุนเราหน่อยว่า สัดส่วนสินทรัพย์แต่ละประเภทที่มี เหมาะสมกับสถานการณ์และเป้าหมายของเราหรือยัง เพื่อปรับให้เหมาะสม