ช่วงวิกฤติ Covid-19 ทำให้บางกองทุนรวมปรับพอร์ตไม่ทัน เพราะขาดสภาพคล่องในเวลาอันรวดเร็ว เกิดต้นทุนธุรกรรมที่เกินกว่าปกติไปมาก กระทบต่อมูลค่าทรัพย์สินของกองทุนรวม สำนักงาน ก.ล.ต. จึงกำหนดให้ บลจ. ต้องมี “Liquidity Management Tools (LMTs)” ขึ้นมาเพื่อช่วยบริหาร “ความเสี่ยงสภาพคล่อง” ให้กับกองทุนรวม โดยเฉพาะในช่วงตลาดมีความผันผวนผิดปกติ
LMTs คืออะไร ? ทำงานยังไง ? มีกลไกการทำงานอย่างไร ? วันนี้พี่ทุยสรุปมาให้ทุกคนแล้ว !
“กองทุนรวม” เป็นทางเลือกการลงทุนสำหรับผู้เริ่มต้นที่ดีมาก ๆ เพราะด้วยจุดเด่นที่ใช้เงินลงทุนไม่สูง โดยส่วนมาก เงิน 1 บาทก็เริ่มต้นลงทุนได้แล้ว แปลงเป็นเงินสดได้คล่องตัว บางกองทุนได้ T+1 หรือขายวันนี้ได้เงินพรุ่งนี้เลยทีเดียว มีผู้เชี่ยวชาญคอยบริหารจัดการเงินลงทุนให้ เลือกระดับความเสี่ยงได้ด้วยตัวเราเอง แถมกองทุนบางประเภทก็ยังสามารถนำไปลดหย่อนภาษีได้อีกต่างหาก สำหรับพี่ทุยเลยมองว่ากองทุนรวมนี้เป็นก้าวแรกที่ดี ง่ายและสบายใจสำหรับพวกเราทุกคน
แต่ต้องยอมรับว่าในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา ตลาดการลงทุนมีความผันผวนรุนแรงหลายครั้ง ทุกสินทรัพย์ได้รับผลกระทบอย่างหนัก ทั้งจาก Covid-19 ความขัดแย้งสงครามระหว่างประเทศ น้ำมัน และเงินเฟ้อจนรัฐบาลทั่วโลกจำต้องใช้นโยบายแบบจัดหนักจัดเต็มทั้งนโยบายการเงินและการคลัง
สิ่งที่มักเกิดขึ้นในช่วงเวลาผันผวนรุนแรงแบบนี้ คือ มักจะเป็นช่วงแพนิกของผู้ลงทุน นำมาซึ่ง “ปริมาณการซื้อ/ขาย (Volume)” ที่สูงและรวดเร็วผิดปกติ และส่งผลต่อการบริหารสภาพคล่อง และมูลค่าทรัพย์สินสุทธิของกองทุนรวม (NAV) ได้
ซึ่งการมีกลไกการบริหารความเสี่ยงที่ดีโดยองค์รวมและการมีเครื่องมือบริหารความเสี่ยงสภาพคล่องที่ดี ในช่วงสถานการณ์ตลาดที่ผันผวนผิดปกติ จะช่วยลดทอนโอกาสในการเกิดผลกระทบต่อเนื่องในวงกว้าง
ด้วยเหตุนี้จึงทำให้ทางสำนักงาน ก.ล.ต. ได้กำหนด ให้ทุก บลจ. ต้องจัดให้กองทุนรวมมี “Liquidity Management Tools (LMTs)” ด้วยวัตถุประสงค์เพื่อสร้างความเป็นธรรม (Fairness) และประโยชน์โดยรวมของผู้ถือหน่วยลงทุนอย่างเรา ๆ โดยเฉพาะในช่วงเวลาที่ตลาดผันผวนผิดปกติ
ซึ่ง LMTs จะประกอบไปด้วย 7 เครื่องมือ หลัก ได้แก่..
7 เครื่องมือของ LMTs เพื่อบริหาร ‘ความเสี่ยงสภาพคล่อง’ ให้กับกองทุนรวม
เครื่องมือที่ 1 : Liquidity Fee
เครื่องมือนี้จะส่งผ่านต้นทุนให้ผู้ถือหน่วยลงทุนที่ขายคืนหรือสับเปลี่ยนหน่วยลงทุนเกินปริมาณและ/หรือระยะเวลาที่กำหนด เพื่อสร้างความเป็นธรรม (Fairness) ให้กับผู้ถือหน่วยลงทุนรายอื่นที่ไม่ได้ทำธุรกรรมดังกล่าว ในช่วงที่ตลาดผันผวนผิดปกติ
โดยทางกองทุนรวมจะต้องประกาศอัตราสูงสุดที่เรียกเก็บไว้อย่างชัดเจนในหนังสือชี้ชวน ซึ่งสามารถเป็นอัตราที่แตกต่างกันได้ ขึ้นอยู่กับความเหมาะสมของภาวะตลาดในแต่ละช่วงเวลา
เครื่องมือที่ 2 : Swing Pricing
เมื่อเกิดสถานการณ์ความผันผวนผิดปกติในตลาด กองทุนรวมจำเป็นต้องทำรายการตามคำสั่งซื้อหรือขายคืนในปริมาณมากของผู้ลงทุน ทำให้ราคาของสินทรัพย์นั้นปรับตัวขึ้นหรือลงอย่างรวดเร็วและรุนแรง ส่งผลให้กองทุนรวมมีต้นทุนในการปรับพอร์ตสูงขึ้น
ไม่ว่าจะเป็น ต้นทุนจากส่วนต่างราคาซื้อ/ราคาขายที่กว้างเกินปกติ, ค่าธรรมเนียมในการทำธุรกรรมที่สูงขึ้น , ค่าใช้จ่ายในการยืมสินทรัพย์ เป็นต้น ต้นทุนทั้งหมดที่เกิดขึ้นนี้เราจะเรียกว่า Swing Factor ซึ่งแต่ละ บลจ. จะระบุอัตราสูงสุดที่เรียกเก็บไว้ในหนังสือชี้ชวน
ซึ่งการกำหนด Swing Factor นี้ ช่วยปรับมูลค่าหน่วยลงทุนให้สอดคล้องกับต้นทุนในการซื้อขายทรัพย์สินของกองทุนรวม โดยเฉพาะในช่วงที่ตลาดผันผวนผิดปกติหรือมูลค่าธุรกรรมสูงเกินปกติ
เครื่องมือที่ 3 : Anti-Dilution Levies (ADLs)
ในกรณีที่ตลาดมีความผันผวนผิดปกติ จะทำให้กองทุนรวมมีต้นทุนในการปรับพอร์ตที่สูงขึ้น กำหนดให้ บลจ. สามารถเรียกเก็บค่าธรรมเนียมเพิ่มเติมได้จากฝั่งผู้ซื้อ/สับเปลี่ยนหน่วยลงทุนเข้า หรือฝั่งผู้ขาย/สับเปลี่ยนหน่วยลงทุนออก ขึ้นอยู่กับปริมาณธุรกรรมที่เกิดขึ้นตามเงื่อนไขที่ บลจ. กำหนด ทาง บลจ. จะระบุอัตรา ADLs Factor สูงสุดที่จะเรียกเก็บไว้อย่างชัดเจนในหนังสือชี้ชวน
เครื่องมือที่ 4 : Notice Period
เครื่องมือ Notice Period ไม่ใช่เครื่องมือห้ามผู้ลงทุนขายโดยสิ้นเชิง แต่ช่วยให้กองทุนรวมมีเวลาในการจัดเตรียมขายสินทรัพย์ได้อย่างเหมาะสม ในช่วงที่ตลาดมีความผันผวน และลดโอกาสเกิดการเร่งขายคืนหรือสับเปลี่ยนหน่วยลงทุนออกอย่างรวดเร็วและปริมาณมาก ส่งผลให้มูลค่าหน่วยลงทุนผันผวน
ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับแต่ละ บลจ. เลยว่าจะกำหนดมูลค่าการขายคืนหรือสับเปลี่ยนหน่วยลงทุนออกไว้ที่เท่าไหร่ แล้วจะต้องส่งคำสั่งล่วงหน้ากี่วัน เช่น ถ้าหากมีรายการขายคืนที่เกิน 10 ล้านบาท จะต้องแจ้งล่วงหน้าอย่างน้อย 2 วันทำการ เป็นต้น
เครื่องมือที่ 5: Redemption Gate
เมื่อเกิดความผันผวนผิดปกติของตลาด บลจ. จะใช้เครื่องมือที่ชื่อ Redemption Gate โดย บลจ. จะสามารถกำหนดเพดานมูลค่าที่จะให้ผู้ลงทุนสามารถขายคืนหรือสับเปลี่ยนหน่วยลงทุนออกรวมทั้งหมดได้ในแต่ละวันทำการของแต่ละกองทุนรวม โดยจะกำหนดเป็นเปอร์เซ็นต์ของมูลค่าทรัพย์สินสุทธิของกองทุนรวม และทยอยขายพร้อมชำระเงินคืนตามสัดส่วน
ซึ่งแต่ละ บลจ. จะกำหนดระยะเวลาที่จะใช้ Redemption Gate (Gate Period) ไว้อย่างชัดเจนในหนังสือชี้ชวน
ในกรณีที่ผู้ถือหน่วยลงทุนส่งคำสั่งขายคืนหรือสับเปลี่ยนหน่วยลงทุนออกเยอะกว่าระดับ Redemption Gate ผู้ถือหน่วยลงทุนจะได้รับเงินตามสัดส่วนเดียวกันหรือเรียกว่า Pro-rata
ตัวอย่างเช่น กองทุนรวมมีระดับ Redemption Gate ที่ 20 ล้านบาท แต่มีผู้ลงทุนส่งคำสั่งขายคืนออกมา 2 คน คนแรกขายคืน 15 ล้านบาท และอีกคนขายคืน 10 ล้านบาท ผู้ลงทุนคนแรกจะสามารถส่งคำสั่งขายคืนได้ เท่ากับ (15/25)*20 = 12 ล้านบาท และผู้ลงทุนอีกคนสามารถส่งคำสั่งขายคืนได้ 8 ล้านบาท และส่วนคำสั่งที่เหลือจะได้รับการจัดสรรตามสัดส่วนที่เกิดขึ้นในวันทำการต่อ ๆ ไป
เครื่องมือที่ 6 : Side Pocket
ทาง บลจ. จะดำเนินการแยกทรัพย์สินที่ติดปัญหาเรื่อง “สภาพคล่องต่ำ” ออกจากทรัพย์สินรวมของกองทุนรวม ซึ่งแปลว่าถ้าหากผู้ถือหน่วยลงทุนสั่งขายคืน จะได้รับเงินคืนเฉพาะส่วนที่ไม่ติดปัญหาด้านสภาพคล่อง แต่จะได้รับเงินอีกส่วนคืนในอนาคต หลังจาก บลจ. สามารถขายทรัพย์สินนั้นหรือได้รับการชำระหนี้จากทรัพย์สินที่ติดปัญหาสภาพคล่องดังกล่าว
เครื่องมือที่ 7 : Suspension of Dealings
ในกรณีที่เกิดความผันผวนอย่างรุนแรงของตลาด ทาง บลจ. อาจจะมีการประกาศระงับการซื้อขายหน่วยลงทุนชั่วคราว รวมไปถึงไม่รับคำสั่งซื้อขายรายการใหม่ ๆ ที่เกิดขึ้นในวันที่มีการประกาศใช้เครื่องมือ Suspension of Dealings เพื่อรักษาผลประโยชน์ของผู้ถือหน่วยลงทุนโดยรวม ทั้งนี้ ต้องเป็นไปตามเงื่อนไขการควบคุมและข้อบังคับตามประกาศของสำนักงาน ก.ล.ต.
ส่วนตัวพี่ทุยมองบวกกับมาตรการที่ทางสำนักงาน ก.ล.ต. ออกมา เพราะเป็นการช่วยลดความเสี่ยงสภาพคล่องของกองทุนรวมที่อาจจะเกิดขึ้นในอนาคตได้ โดยทั้งหมดนี้ก็เพื่อความเป็นธรรมและผลประโยชน์ของผู้ที่ลงทุนในกองทุนรวม เพราะเมื่อเกิดความผันผวนของตลาด มักจะทำให้เกิดผลกระทบต่อเนื่องในวงกว้าง