เมื่อพูดถึง “คลังสินค้า” เป็นที่รู้กันว่าหนึ่งใน ‘REIT’ ที่ลงทุนคลังสินค้าที่ใหญ่ที่สุดในประเทศและมีการขยายตัวอย่างต่อเนื่องที่สุดในนาทีนี้ต้องยกให้กับ “ทรัสต์เพื่อการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์และสิทธิการเช่า ดับบลิวเอชเอ พรีเมี่ยม โกรท (WHART) และไม่นานมานี้ WHART ประกาศเพิ่มทุนครั้งที่ 6 ซึ่งทุกการประกาศเพิ่มทุนที่ผ่านมาในแต่ละครั้งก็ล้วนได้รับความสนใจจากนักลงทุนเป็นจำนวนมาก
“WHART” คือ ทรัสต์เพื่อการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ ที่เน้นลงทุนในทรัพย์สินประเภท “คลังสินค้า” และ “โรงงาน” ที่มีมาตรฐานระดับพรีเมี่ยมในรูปแบบ ‘Built-to-Suit’ และ ‘Ready-Built’
จุดเด่นของ WHART
“WHART” มีจุดเด่นอะไรบ้างที่ทำให้เป็น REIT ประเภทคลังสินค้าและโรงงานที่ได้รับความนิยม…
1 WHART ลงทุนในทรัพย์สินที่ตั้งอยู่ในทำเลยุทธศาสตร์ของประเทศไทย
ณ ปัจจุบัน WHART มีการลงทุนทั้งหมด 31 โครงการ พื้นที่เช่าอาคารรวมประมาณ 1,398,352 ตรม. ซึ่งทำเลที่ตั้งของทรัพย์สินก็ล้วนตั้งอยู่ในจุดยุทธศาสตร์ที่สำคัญของประเทศทั้งนั้น ไม่ว่าจะเป็น โซนบางนา-ตราด, จังหวัดพระนครศรีอยุธยา-สระบุรี รวมไปจนถึง EEC ที่เป็นพื้นที่อุตสาหกรรมที่สำคัญ
2 WHART มีอัตราเช่าเฉลี่ยสูงและเป็นสัญญาระยะยาว
ที่ผ่านมา ทรัพย์สินของกองทรัสต์ WHART มีอัตราการเช่าเฉลี่ยอยู่ที่ระดับประมาณ 90% ซึ่งถือว่าสูงกว่าค่าเฉลี่ยของอุตสาหกรรม อีกทั้งอายุเฉลี่ยของสัญญาเช่า ณ ปัจจุบันก็อยู่ที่ 3 ปีเลยทีเดียว
3 – WHART มีผู้เช่าระดับ “พรีเมี่ยม” ในหลากหลายอุตสาหกรรม
กลุ่มผู้เช่าของ WHART ส่วนใหญ่เป็นลูกค้าชั้นนำจากหลายสัญชาติและหลากหลายอุตสาหกรรม ที่อยู่ในอุตสาหกรรมที่มีอัตราการเติบโตสูง ไม่ว่าจะเป็น E-Commerce , FMCG , Logistics Service Provider (3PL) ซึ่งล้วนเป็นกลุ่มธุรกิจที่ได้รับผลกระทบเชิงบวกในท่ามกลางสถานการณ์โควิด-19 อีกทั้งการมีผู้เช่าในหลากหลายอุตสาหกรรมเป็นการกระจายความเสี่ยงที่ดี
โดยยิ่งผู้เช่ามีความแข็งแกร่งมากเท่าไหร่ ก็ยิ่งหมายความว่า โอกาสที่ผู้เช่าจะล้มหายตายจากหรือย้ายออกไปก่อนหมดสัญญานั้นก็มีน้อย แล้วแถมยังมีโอกาสต่อสัญญาเรื่อย ๆ ด้วย
4 WHART สามารถจ่ายผลตอบแทนอย่างสม่ำเสมอ
WHART มีประวัติการจ่ายผลตอบแทนอย่างต่อเนื่องไม่มีขาดตอน ซึ่งในช่วงที่ผ่านมา WHART ก็แสดงให้เห็นแล้วว่า แม้ในช่วงโควิด-19 ระบาดก็ได้รับผลกระทบที่น้อยมาก เนื่องจากความต้องการโรงงานและคลังสินค้าที่เพิ่มขึ้น พูดง่าย ๆ คือ ถือว่าเป็น REIT ที่อยู่ใน “เมกะเทรนด์” ที่มี Downside Risk ต่ำกว่า REIT ที่อยู่ในกลุ่มออฟฟิศ ค้าปลีก โรงแรม
โดย WHART ประกาศเพิ่มทุนครั้งที่ 6 นี้มีจุดประสงค์เพื่อเข้าลงทุนเพิ่มเติม 3 โครงการหลัก โดยมูลค่ารวมไม่เกิน 5,549.72 ล้านบาท ได้แก่
1. โครงการ WHA Mega Logistics Center (วังน้อย 62)
2. โครงการ WHA Mega Logistics Center (ถนนบางนา-ตราด กม. 23 โปรเจค 3)
3. โครงการ WHA E-Commerce Park
ซึ่งเมื่อนับรวมทั้ง 3 โครงการที่เข้าลงทุนครั้งนี้แล้ว จะช่วยทำให้ WHART มีพื้นที่อาคารปล่อยเช่าเพิ่มเติมอีก 184,329 ตารางเมตร รวมพื้นที่สำหรับปล่อยเช่าทั้งหมดเป็น 1,582,681 ตรม. หรือเทียบเท่ากับสนามฟุตบอลถึง 220 สนาม ! โดยภายหลังการลงทุน จะมีทรัพย์สินรวมเพิ่มเป็นประมาณ 48,000 ล้านบาท ตอกย้ำความเป็นผู้นำกองทรัสต์ ประเภทอุตสาหกรรม
นอกจากนี้ การลงทุนเพิ่มในครั้งนี้ คาดว่าจะช่วยทำให้ WHART สามารถจ่ายผลตอบแทนได้เพิ่มขึ้นจากเดิม 0.79 บาทต่อหน่วยเป็น 0.80 บาทต่อหน่วย พร้อมช่วยขยายค่าเฉลี่ยของอายุสัญญาเช่าจากเดิม 3 ปีเป็น 3.5 ปีเลยทีเดียว
สำหรับใครที่สนใจ สามารถเข้าดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่นี่ หรือ www.whareit.com โดย WHART จะเปิดให้ผู้ถือหน่วยลงทุนเดิมที่มีสิทธิเข้าจองซื้อได้ตั้งแต่วันที่ 8-12 พ.ย. 2564 และสำหรับประชาชนทั่วไป *ตั้งแต่วันที่ 16-19 พ.ย. 2564
โดยสามารถจองซื้อผ่านช่องทาง K-My Invest หรือที่สาขาของธนาคารกสิกรไทย หรือโทรสอบถามได้ที่ 02-888-8888
* การจัดสรรขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของผู้จัดการการจัดจำหน่าย
คำเตือน : ผู้ลงทุนควรทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไข ผลตอบแทน และความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน
