M-150 (OSP) หรือ คาราบาว (CBG) ใครขายดีกว่ากัน ?

M-150 (OSP) หรือ คาราบาว (CBG) ใครขายดีกว่ากัน ?

4 min read  

ฉบับย่อ

  • ตลาดของเครื่องดื่มชูกำลังในไทยมีมูลค่าประมาณ​ 20,882 ล้านบาท​ ​ส่วนแบ่งการตลาดเครื่องดื่ม​ชูกำลังอันดับ​ 1 ตกเป็น​ของ​ M-150​ ของ​โอสถสภา​หรือ​ OSP​ ส่วนอันดับ​ 2 คือ​ คาราบาวของ คาราบาวกรุ๊ปหรือ​ CBG
  • องค์ประกอบ​ภายนอกของ​ M-150​ และคาราบาวเหมือนกัน​หลายอย่าง​ เช่น​ ราคา​ ปริมาตรสุทธิ​ เเคลอรี่​ ปริมาณ​น้ำตาล​ อาจจะเป็นเพราะว่าเป็นสินค้าที่ทดแทนกันได้และมีคู่แข่งในตลาดเยอะ​ ที่ถ้ามีจุดด้อยกว่า​จะส่งผลถึงการตัดสินใจ​ของผู้บริโภค​ แต่รายละเอียด​อื่น ๆ​ แตกต่างกัน​ เช่น​ สัดส่วนรายได้​ การกระจายความเสี่ยง​ในผลิตภัณฑ์​ของบริษัท​ หรือ​ การกระจายสินค้าภายในและนอกประเทศ

ถ้าพูดถึงเครื่องดื่มที่อยู่คู่ไทยมานานและเป็นที่นิยม โดยเฉพาะคนที่ต้องทำงานโดยใช้แรงงานหนัก ๆ แถมยังมีราคาประหยัด เป็นมิตรต่อกระเป๋าตังค์ด้วย ทุกคนคงตอบเป็นเสียงเดียวกัน คือ เครื่องดื่มชูกำลังนั่นเอง และยี่ห้อที่ติดหูและติดตาก็คงหนีไม่พ้น (1) M-150 ของโอสถสภา ซึ่งจดทะเบียนอยู่ในตลาดหลักทรัพย์ในชื่อ OSP (2) คาราบาว ซึ่งจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ด้วยชื่อ CBG และ (3) กระทิงแดง​ ซึ่งวันนี้พี่ทุยจะขอข้ามไป เพราะเค้าไม่ได้จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์

ก่อนที่เราจะไปพูดคุยเรื่องตัวเลขกำไรของแต่ละบริษัท​ พี่ทุยขอท้าวความเรื่องความเป็นมาของเครื่องดื่มชูกำลังนิดนึงนะ​

เมื่อปี 2520 เครื่องดื่มชูกำลังยี่ห้อแรกที่เข้ามาบูมในประเทศไทย มีชื่อว่า​ “ลิโพวิตัน​ ดี” ผลิตโดยบริษัทโอสถสภา​

มวยยกแรกเริ่มตรงนี้แหละ​ เพราะเมื่อลิโพวิตันดี​ ที่ส่งเข้าประกวดโดยโอสถสภา​เข้าตลาด​ก็ทำกำไรได้ปังทีเดียว​ และแน่นอนว่าเค้กก้อนใหญ่น่ากินเช่นนี้​ ก็ย่อมเป็นที่อยากลิ้มลอง​ ในปี 2524 “กระทิงแดง” จึงขอเข้ามาร่วมสังเวียน​ และตัดราคาโดยยอมขายถูกกว่า ลิโพวิตัน​ ดี หลายบาท​ ​และไม่นานนัก​ ก็ครอบครองส่วนแบ่งการตลาดเครื่องดื่มชูกำลังไปถึง​ 50%

ทางโอสถสภาเองก็ไม่ยอมแพ้​ และได้ส่ง “M-150” เข้ามาสู้กับกระทิงแดงโดยตรงเลย​ เพราะกำหนดให้ราคาเท่ากัน​ และในที่สุดโอสถสภาก็คืนสังเวียน​ เพราะในวันนี้เขามีส่วนแบ่งการตลาดมากที่สุดในตลาดเครื่องดื่มชูกำลัง​ โดยมี​ “คาราบาว” ของบริษัทคาราบาว​ กรุ๊ปตามมาเป็นอันดับ​ 2

บทความนี้พี่ทุยขอเปิดศึกประชันกันให้รู้ดำรู้แดงไปเลยนะ​ ว่าระหว่าง​ M-150​ ของ​ OSP​ และคาราบาวของคาราบาวกรุ๊ป (CBG) ใครมีแต้มต่อในแต่ละด้านมากกว่า​กัน

ยกที่​ 1 ส่วนแบ่งการตลาดในตลาดเครื่องดื่ม​ชูกำลังในไทย

ตามรายงานของ Nielsen ตลาดเครื่องดื่มชูกำลังในไทยมีมูลค่า​ 20,882​ ล้านบาท​ แบ่งออกเป็น

  • M-150​ ของโอสถสภา​ (OSP) ครองส่วนแบ่งการตลาดเป็นอันดับ​ 1 ที่​ 4%
  • คาราบาวของ คาราบาวกรุ๊ป​ (CBG) ครองส่วนแบ่งการตลาดเป็นอันดับ​ 2 ที่​2%

ยกนี้​ พี่ทุยคงต้องให้โอสถสภาเป็นฝ่ายชนะ​ แต่อย่าประมาทไปนะจ๊ะ​ ตลาดนี้มันเถื่อน​ เราก็ได้เห็นตัวอย่างมาแล้วว่า​ เมื่อปี​ 2524​ กระทิงแดงยังเป็นอันดับ​ 1 อยู่เลย​ แต่ในวันนี้กลับถูกแซง​ จนกลายเป็นอันดับ​ 3 แทน​ เพราะฉะนั้นบัลลังก์​นี้​ คงไม่ได้มั่นคงนัก​ เผลอแป็ปเดียวอาจโดนเลื่อยขาเก้าอี้ได้นะ​ (ฮ่า)​

ยกที่​ 2 การกระจายความเสี่ยง

ถึงแม้ว่า​ 2 บริษัทนี้จะเน้นสร้างรายได้หลักจากเครื่องดื่มชูกำลังเหมือนกัน​ แต่ก็มีสัดส่วนรายได้ที่เกิดจากธุรกิจ​หลักนี้ต่างกัน​ โดยที่

โอสถสภา

เป็นบริษัทที่ทำธุรกิจ​อื่นหลายอย่าง​ ทั้งตัวเครื่องดื่มเอง​ เช่น​ คาลพีส แลคโตะ ซีวิต (C-Witt) และเครื่องดื่มเปปทีน​ คิดเป็นสัดส่วนรายได้จากเครื่องดื่ม​ 76% และสินค้าอื่น ๆ​ ที่ไม่เกี่ยวกับเครื่องดื่มเลย​ เช่น​ เบบี้มายด์และทเวลฟ์​พลัส เป็นต้น

คาราบาวกรุ๊ป​

เป็นบริษัทที่เน้นสร้างรายได้จากธุรกิจกลุ่มเครื่องดื่มเกือบทั้ง​หมด​ สินค้าอื่น ๆ​ ของบริษัท​ นอกเหนือจาก​เครื่องดื่มชูกำลังแล้ว​ ก็ยังเป็นพวกเครื่องดื่ม​ เช่น​ เครื่องดื่มเกลือแร่ผสมซิงค์​ ยี่ห้อ​ คาราบาว​ สปอร์ต​ น้ำดื่ม​ยี่ห้อคาราบาว กาแฟปรุงสำเร็จ​พร้อมดื่มยี่ห้อคาราบาว เป็นต้น

ในเรื่องของการกระจายความเสี่ยงพี่ทุยจึงขอมอบตำแหน่งให้กับโอสถสภา​

ยกที่​ 3 รายได้ที่มาจากการขายเครื่องดื่มชูกำลัง

  • โอสถสภา

ปี​ 2559​ คิดเป็นสัดส่วน​ร้อยละ​ 57.35
ปี​ 2560 คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ​ 69.35
ปี​ 2561​ คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ​ 74.20

  • คาราบาวกรุ๊ป

ปี​ 2559​ คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ​ 90.78
ปี​ 2560​ คิดเป็นสัดส่วน​ร้อยละ​ 84.58
ปี​ 2561​ คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ​ 86.40

ยกที่​ 4 กำไรสุทธิ

  • โอสถสภา​

ปี​ 2559​ มีกำไรสุท​ธิ 2,980 ล้านบาท
ปี​ 2560​ มีกำไรสุทธิ​ 2,939 ล้านบาท
ปี​ 2561​ มีกำไรสุทธิ​ 3,005.34 ล้านบาท

  • คาราบาวกรุ๊ป​

ปี​ 2559​ มีกำไรสุทธิ​ 1,489.76 ล้านบาท
ปี​ 2560 มีกำไรสุทธิ​ 1,245.81 ล้านบาท
ปี​ 2561​​ มีกำไรสุทธิ​ 1,158.57 ล้านบาท

ยกที่​ 5 การทำการตลาด

หัวข้อนี้ขอรวมทั้งการทำตลาดโดยใช้ดารา/ศิลปินเป็นพรีเซนเตอร์ และการเป็นสปอนเซอร์​ให้กับการจัดกีฬาต่างๆ​ (Sport Marketing)

โอสถสภา

มีพรีเซนเตอร์​ คือ​ ตูน​ อาทิวราห์​ คงมาลัย​ หรือตูน​ บอดี้สแลม​​ และในปี 2017 ที่ผ่านมาก็ได้รับรางวัล​ “Brand of the year” จากงาน​ “World branding award 2017” ด้วย​ เป็นการการันตีความสำเร็จ​ว่าเเบรนด์เป็นที่ยอมรับในระดับนานาชาติ​ ในด้าน​ Sport Marketing เนื่องจากทางโอสถสภา​มีคอนเซ็ป​ว่า​ “พลังฮึดสู้​ เพื่อคนไทย” จึงเน้นสนับสนุนการจัดกีฬา​ในประเทศ​ เช่น​ ฟุตบอลไทยลีก2 M-150 ​แชมเปี้ยนส์​ชิพ

คาราบาวกรุ๊ป

มีพรีเซนเตอร์​ที่ติดตาคนไทยมานานคือ​ ยืนยง​ โอภากุลหรือ​ น้าแอ๊ด​ คาราบาว​ ซึ่งเป็นพรีเซนเตอร์​มานานจนกลายเป็นโลโก้ของแบรนด์​ ถึงขนาดที่บางคนคิดว่า​ น้าแอ๊ด​ คาราบาวเป็นเจ้าของคาราบาว​เลย (ฮ่า)​ บริษัทเองก็รู้ถึงความเสี่ยงของการพึ่งพาศิลปิน​จนแทบจะกลายเป็น​โลโก้​ของแบรนด์​ จึงได้ทำสัญญาอย่างรอบคอบและต่อสัญญา​อย่างสม่ำเสมอ​ ส่วนด้าน​ Sport Marketing ทางคาราบาวได้ร่วมเป็นคู่สัญญาและการแข่งขัน​ฟุตบอล​ เช่น​ สโมสรฟุตบอลเรดดิ้ง​ สโมสรฟุตบอลเชลซี และ การแข่งขันฟุตบอลถ้วยลีกคัพของประเทศอังกฤษ ภายใต้ชื่อ Carabao Cup (EFL Cup)​

ยกที่​ 6 การค้าขายกับต่างประเทศ

โอสถสภา​

เน้นขายสินค้าในไทยเป็นหลัก​ ในปี​ 2561​ ที่ผ่านมา​ รายได้ในประเทศเป็นสัดส่วนมากถึง​7%

คาราบาวกรุ๊ป

เน้นขายสินค้าในต่างประเทศ​มากกว่าโอสถสภา​ โดยเฉพาะ​ตอนนี้มุ่งมั่นในการขยายตลาดที่จีน​ โดยปีที่ผ่านมามีสัดส่วนรายได้ภายในประเทศ​ 55% และสัดส่วนรายได้จากต่างประเทศ​ 45%

ยกที่​ 7​ ด้านราคา​และส่วนประกอบของผลิตภัณฑ์

ก่อนเขียนบทความนี้​ พี่ทุยไปยืนเปรียบเทียบราคาและส่วนประกอบของ​ M-150​ และคาราบาวใน​ 7-11​ เลยนะ ​(อิอิ)​ และพบว่าเครื่องดื่มตั้ง​ 2 ยี่ห้อนี้ มีองค์ประกอบ​แทบจะเหมือนกัน​ทุกอย่าง​ ยกเว้นชื่อสินค้า​ ทั้งราคาที่ตั้งไว้​ 10 บาทเท่ากัน​ และปริมาตรสุทธิที่​ 150​ มล.​ รวมถึงจำนวนแคลอรี่​ ​90 แคลลอรี่ และองค์ประกอบภายในเครื่องดื่ม​ที่จะส่งผลถึงต้นทุน ​(เนื่องจากรัฐบาลมีการเก็บภาษีความหวาน​ ยิ่งถ้าใส่น้ำตาลลงในเครื่องดื่มมากเท่าไหร่​ ก็ยิ่งต้องเสียภาษีเยอะ)​ อย่าง​ปริมาณ​น้ำตาล​ที่​ 20​ กรัมก็เท่ากัน​

อาจจะเป็นเพราะว่าสินค้าชนิดนี้เป็นสินค้าที่ทดแทนกันได้ตามหลักเศรษฐศาสตร์​ ที่ถ้าหากมีสิ่งใดสิ่งหนึ่งด้อยกว่าคู่แข่ง​ ก็จะโดนแย่งลูกค้าไปในทันที​ เพราะฉะนั้น​ข้อนี้พี่ทุยให้ผ่านทั้งคู่นะจ๊ะ

เขียนไปเขียนมาพี่ทุยเริ่มหมดแรงแล้วเหมือนกัน​ เห็นทีจะต้องลองโด๊ปเครื่องดื่มชูกำลังพวกนี้ดูสักหน่อย​ เจ้าไหนอร่อยกว่าพี่ทุยจะเคาะขวาลากหุ้นให้เลย​ 100 หุ้นนะจ๊ะ​ ใจดีมั้ย? (ฮี่ฮี่)


Comment

Be the first one who leave the comment.

Leave a Reply

error: