[สรุปโพสต์เดียวจบ] หุ้น "Kodak" ขึ้น 2000% หลังเลิกขายฟิล์มเปลี่ยนมาผลิตยา

[สรุปโพสต์เดียวจบ] หุ้น “Kodak” ขึ้น 2000% หลังเลิกขายฟิล์มเปลี่ยนมาผลิตยา

3 min read  

ฉบับย่อ

  • Kodak บริษัทยักษ์ใหญ่ที่รู้จักกันในแบรนด์ผลิตฟิล์มระดับโลก ได้รับเงินสนับสนุนจากสหรัฐอเมริกา 765 ล้านเหรียญสหรัฐฯ เพื่อเข้ามาทำธุรกิจผลิตยาในการช่วยวิกฤตโควิด-19 ครั้งนี้
  • ราคาหุ้น Kodak เพิ่มขึ้นมากกว่า 2000% และถูก Halted พักการซื้อขายไปมากกว่า 20 ครั้ง
  • Kodak เป็นบริษัทที่มีอายุกว่า 130 ปี ทำธุรกิจเทคโนโลยีกล้องและฟิล์ม เคยเป็นผู้ผูกขาดในตลาด ก่อนจะไปถึงจุดที่ถูกยื่นล้มละลายและกลับมายืนขึ้นใหม่ได้อีกครั้ง
  • Kodak เคยมีประสบการณ์ธุรกิจเกี่ยวกับยาและสุขภาพมาก่อน ก่อนที่จะได้รับโอกาสอีกครั้งในปี 2020
  • การให้เงินสนับสนุนของสหรัฐอเมริกากับ Kodak ครั้งนี้ ก็เพื่อแก้ปัญหาโควิด-19 และเพิ่มความได้เปรียบในการต่อรองระหว่างประเทศ

หนังสือ "การเงิน 101" พื้นฐานเรื่องการเงินที่ระบบการศึกษาไทยไม่เคยสอน หนังสือ "การเงิน 101" พื้นฐานเรื่องการเงินที่ระบบการศึกษาไทยไม่เคยสอน

“Kodak” บริษัทที่เรารู้จักกันดีในธุรกิจถ่ายรูป เป็นผู้ผลิตฟิล์มชั้นนำของโลกเลยทีเดียว ก่อนที่ธุรกิจจะย่ำแย่กับเทรนด์ที่เปลี่ยนไปของวงการถ่ายภาพที่ความต้องการฟิล์มเหลือน้อยมาก ๆ แต่ได้รับการฟื้นคืนชีพเมื่อสหรัฐอเมริกาอนุมัติเงินกู้มูลค่า 765 ล้านเหรียญสหรัฐฯ หรือประมาณ 24,000 ล้านบาท ให้กับ Eastman Kodak ปรับธุรกิจมาผลิต “สารประกอบที่ใช้ในยาเพื่อช่วยเหลือในวิกฤตโควิด-19”

จากการประกาศในวันที่ 28 กรกฏาคม 2020 ที่มีการอนุมัติเงินกู้ 765 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ราคาหุ้นของ Eastman Kodak Company (KODK) เพิ่มขึ้นจากวันที่ 27 กรกฏาคม 2020 ที่ราคา 2.62 เหรียญต่อหุ้น เป็น 10.94 เหรียญต่อหุ้น ในวันที่ 28 กรกฎาคม 2020 หรือเพิ่มขึ้น 406% 

ก่อนจะขึ้นไปอย่างต่อเนื่องจนไปแตะ 60 เหรียญต่อหุ้น หรือเพิ่มขึ้น 2290% นับตั้งแต่วันประกาศ โดยการพุ่งจรวดครั้งนี้ทำให้ Kodak ถูก Halted หรือพักการซื้อของในตลาด NYSE ไปถึง 20 ครั้ง ในวันเดียว ปริมาณการซื้อขายพุ่งพรวดจาก 1.6 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ในวันที่ 27 กลายเป็น 270 ล้านเหรียญสหรัฐฯ  ในวันที่ 28 และ 29 และทำให้มูลค่าบริษัทเพิ่มขึ้นกลายเป็น 1.3 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ ภายในระยะเวลาอันสั้น

การเดินทางของ Kodak 

บริษัทเริ่มต้นในปี 1888 หรือกว่า 130 ปีที่แล้ว กับธุรกิจกล้องและฟิล์ม ก่อนจะเติบโตเป็นบริษัทกล้องและฟิล์มชั้นนำของโลก และได้จดทะเบียนในตลาดหุ้น Dow Jones ในปี 1930 ได้ไต่อันดับเป็นบริษัทผลิตภัณฑ์การถ่ายภาพอันดับต้น ๆ ที่สามารถพัฒนาเปลี่ยนแปลงจนแทบจะเป็นผู้ผูกขาดในยุคนั้นเลยทีเดียว โดยครอบครองส่วนแบ่งการตลาดกว่า 90% ของตลาดสหรัฐอเมริกา จนกระทั่ง 1990 ก็ถึงคราวยุคตกต่ำเมื่อฟิล์มไม่ได้เป็นที่นิยมอย่างแต่ก่อนแล้ว และทุกอย่างค่อย ๆ แย่ลงไปเรื่อย ๆ จนต้องออกจากตลาด Dow Jones ไปในปี 2004 จบตำนาน 74 ปีของ ในตลาด DJIA ก่อนที่จะฟื้นกลับมามีกำไรในปี 2007 จากการเปลี่ยนทิศทางของบริษัท โดยการเริ่มยอมเข้ามาจับเทคโนโลยีการถ่ายภาพระบบดิจิทัล ถึงแม้จะทำกำไรได้น้อยนิดก็ตาม แต่ก็ถือว่ากลับมาทำกำไรให้บริษัทได้อีกครั้ง และเมื่อปัญหาการเงินลุมเล้าจึงต้องยอมขายลิขสิทธิ์ทางปัญญาของตนเพื่อนำเงินมาแก้ปัญหาล้มละลาย และกลับเข้ามาตลาด New York Stock Exchange อีกครั้งในปลายปี 2013

บริษัทฟิล์มแห่งนี้เข้าสู่ธุรกิจยาได้อย่างไร

เหตุการณ์เงินกู้ในครั้งนี้ไม่ใช่ครั้งแรกที่โกดักเข้ามาแตะธุรกิจยา และหากใครตามข่าวโควิด-19 เอง อาจจะได้ยินผ่านหูมาบ้างว่าคู่แข่งอย่าง Fuji เองก็กระโดดเข้ามาผลิตยาสำหรับช่วยเหลือโควิด-19 ด้วยเช่นกัน เนื่องจากประวัติศาสตร์ของฟิล์มนั้นเป็นยุคที่มีระยะเวลายาวนาน และในช่วงนั้นเองฟิล์มก็มีอิทธิพล เพราะมีความเชี่ยญชาญทางด้านเคมีและมีความสำคัญกับทางการแพทย์อย่างการ X-Ray ที่ในสมัยก่อนนั้นจำเป็นต้องใช้ฟิล์มเป็นหลัก ก่อนที่ปัจจุบันเริ่มมีระบบดิจิทัลเข้ามาทดแทน ทำให้ธุรกิจฟิล์มยักษ์ใหญ่ทั้งสองนี้ได้มีประสบการณ์และขยับขยายไปในธุรกิจทางการแพทย์และยาอยู่บ้าง โดยโกดักเองก็เริ่มเข้าซื้อธุรกิจยาตั้งแต่ปี 1988 ได้เข้าซื้อบริษัท Sterling Drug มูลค่า 5.1 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ และยังเคยมีส่วนร่วมในการผลิตยา aspirin อีกด้วย มีการเข้า ๆ ออก ๆ กลุ่มธุรกิจสุขภาพอยู่ตลอด

จนในปี 2007 ได้ขาย Kodak Health Group ให้กับ Onex Corporation มูลค่า 2.35 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ ก่อนที่จะถูกเปลี่ยนชื่อเป็น Carestream Health จนในปัจจุบัน 2020 โกดักก็ได้กลับมาอีกครั้ง

ทำไมสหรัฐอเมริกาถึงยอมควักเงินสนับสนุน

หากมองผิวเผินแล้วการผลักดันในครั้งนี้ก็เพื่อให้สหรัฐอเมริการอดพ้นจากวิกฤตโควิด-19 ไปได้ อีกทั้งอเมริกาในปัจจุบันกำลังอยู่ในสถานการณ์ที่ลำบากกับตัวเลขผู้ติดเชื้อโควิด-19 ที่ยังไม่มีทีท่าจะดีขึ้นในเร็ววัน พร้อมกับการประกาศ GDP ที่ตกต่ำเป็นอย่างมาก

อีกสิ่งนึงเลยที่สหรัฐอเมริกาพยายามผลักดันโครงการนี้ ก็เพราะลดความเสี่ยงในการพึ่งพายาจากต่างประเทศ เพราะในปัจจุบันสหรัฐอเมริกากำลังเดินเกมสงครามการค้าอยู่ การที่สหรัฐอเมริกาเองสามารถสร้างหรือผลักดันยาที่สามารถช่วยเหลือในสภาวะวิกฤตแบบนี้ได้ ย่อมเป็นผลดีทั้งการสนับสนุนยาให้กับประเทศตนเอง อีกทั้งลดการนำเข้ายาจากต่างประเทศและเพิ่มความได้เปรียบในการต่อรองต่อสถานการณ์ต่าง ๆ ในอนาคต


หนังสือ "การเงิน 101" พื้นฐานเรื่องการเงินที่ระบบการศึกษาไทยไม่เคยสอน หนังสือ "การเงิน 101" พื้นฐานเรื่องการเงินที่ระบบการศึกษาไทยไม่เคยสอน

Comment

Be the first one who leave the comment.

Leave a Reply

error: