ทำไม “BDMS ยกเลิกการเสนอซื้อหุ้น BH” ?

ทำไม “BDMS ยกเลิกการเสนอซื้อหุ้น BH” ?

4 min read  

ฉบับย่อ

  • ในวันที่ 27 กุมภาพันธ์​ 2563 BDMS (เครือโรงพยาบาลกรุงเทพ)​ ประกาศออกมาว่าจะขอเสนอซื้อหุ้นของโรงพยาบาลบำรุง​ราษฎร์ ​หรือ BH 74.83% ซึ่งก่อนหน้านี้​ BDMS ก็เป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ของ BH ถึง 24.99% อยู่เเล้ว
  • แต่เมื่อวันที่ 23 มิถุนายน 2563 น.พ. ปราเสริฐ ปราสาททองโอสถ ผู้ถือหุ้นใหญ่ของ BDMS ก็ได้ออกมายกเลิกการเสนอซื้อหุ้นครั้งนี้โดยให้เหตุผลว่า มองว่าแนวโน้มของกิจการไม่สดใสนัก
  • ที่ผ่านมา BH สามารถสร้างกำไรได้ดี แม้จะมีโรงพยาบาลในเครืออยู่เพียงแค่ 2 โรงพยาบาล (คิดเป็นในไทย 1 และในต่างประเทศ​ 1) แต่มีสัดส่วนรายได้จากผู้ป่วยต่างชาติมาก โดยเฉพาะ​ผู้ป่วยจากประเทศ​แถบตะวันออกกลาง

หนังสือ "การเงิน 101" พื้นฐานเรื่องการเงินที่ระบบการศึกษาไทยไม่เคยสอน หนังสือ "การเงิน 101" พื้นฐานเรื่องการเงินที่ระบบการศึกษาไทยไม่เคยสอน

เมื่อวันที่ 27 กุมภาพันธ์​ ที่ผ่านมานี้ มีข่าวหนึ่งที่น่าตื่นเต้นของวงการสาธารณสุข​ข่าวหนึ่ง ที่ส่งผลทำให้เกิดการปรับตัวขึ้นของกิจการที่เกี่ยวข้องมาก ๆ แม้ว่าในช่วงเวลานั้นจะเป็นช่วงที่ตลาดยังคงแดงแจ๋ก็ตาม พี่ทุยกำลังพูดถึงการ​ที่ “BDMS ยกเลิกการเสนอซื้อหุ้น BH” หรือก็คือ เครือโรงพยาบาลกรุงเทพขอเสนอซื้อหุ้นของโรงพยาบาลบำรุงราษฎร์​หรือที่จดทะเบียนในตลาด ใช้ชื่อตัวย่อว่า BH นั่นเอง โดยหลังจากที่ข่าวนี้มีการเผยแพร่ออกไป ก็เกิดการไล่ซื้อหุ้น BH อย่างบ้าคลั่งจนราคาปรับตัวเพิ่มขึ้นถึง 18.75% ภายในวันเดียว

พี่ทุยขอเล่าคร่าว ๆ ถึงรายละเอียด​ของการเสนอซื้อครั้งนี้ คือ จริง ๆ​ แล้ว BDMS เป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ของ BH อยู่แล้วถึง 24.99% ดังนั้นการเสนอซื้อหุ้นอีก 74.83% ในครั้งนี้จึงเท่ากับว่า BDMS จะเป็นเจ้าของ BH ทั้งหมดเลย ตอนนั้น BDMS บอกว่าเรื่องเงื่อนไขในการซื้อเนี่ย เดี๋ยว​จะประกาศออกมาอีกทีว่าจะรับซื้อยังไงใน 3-6 เดือนข้างหน้านะ

แต่เรื่องราวกลับ อ้าวเฮ้ย… ไม่เหมือนที่คุยกันไว้นี่หน่า เพราะเมื่อในวันที่ 23 มิถุนายน ที่ผ่านมา นายแพทย์​ปราเสริฐ​ ปราสาททองโอสถ ผู้ถือหุ้นใหญ่ของเครือโรงพยาบาลกรุงเทพหรือ BDMS ได้เปิดเผยว่า ได้ยกเลิกการเข้าซื้อกิจการโรงพยาบาลบำรุงราษฎร์​หรือหุ้น BH แล้ว เพราะเห็นว่าเเนวโน้มของธุรกิจไม่ขยายตัว

ถ้าเป็นนักลงทุน​หรือเทรดเดอร์อยู่เเล้วคงจะพอรู้ว่าราคาหุ้น (ในเชิงปริมาณ) ​ของ BDMS และ BH ต่างกันลิบลับ ในขณะที่หุ้น BDMS มีราคาตลาดอยู่ที่หลักสิบเท่านั้น ส่วนหุ้น BH มีราคาตลาดสามหลักมาตลอด ก่อนจะไปพูดถึงประเด็นถัดไป พี่ทุยขอขยายความเรื่อง “ราคาในเชิงปริมาณ​” และ “ราคาในเชิงคุณภาพ” กันก่อน คือ ถ้าเราเปิดดูราคาตลาดของหุ้นในพอร์ต ณ ปัจจุบัน สิ่งที่เราจะได้เห็นคือราคาในเชิงปริมาณ​ที่ตัดสินความถูกและแพงของสิ่งของหรือหุ้นนั้น ๆ จากเพียงเงินที่ต้องจ่าย เช่น รถของเล่นราคา 10,000 บาท กับรถยนต์จริง ๆ ราคา 500,000 บาท หากเราตัดสินโดยใช้มาตรวัดนี้ก็จะมองว่ารถยนต์แพงกว่า ส่วนราคาเชิงคุณภาพคือ เอาราคาที่ต้องจ่ายไปเทียบกับสิ่งที่เราจะได้รับ ในตัวอย่างนี้คือการพิจารณา​ว่า รถยนต์​จริง ๆ​ สามารถใช้ขับโดยสารได้ สร้างความสะดวกสบายทั้งสำหรับชีวิตส่วนตัว เเละช่วยให้การทำงานคล่องตัว ในขณะที่รถของเล่นไม่สามารถทำอะไรได้ นอกจากวางโชว์ ถ้าเราตัดสินโดยใช้มาตรวัดแบบเชิงคุณภาพนี้ รถยนต์ก็​อาจจะมีราคา​ถูกกว่านั่นเอง

ที่อธิบายมายืดยาวขนาดนี้เพราะอยากจะให้เห็นภาพว่า แม้ราคาในเชิงปริมาณ​ระหว่าง BH และ BDMS จะถูกแพงกว่ากันหลายเท่า แต่ราคาในเชิงคุณภาพ ซึ่งในที่นี้เห็นได้ชัดเจนที่สุดอย่างอัตราส่วน P/E (มาจากราคาตลาดหารด้วยกำไรที่กิจการสามารถสร้างได้)​ ของ BDMS เท่ากับ 36.74 เท่า และอัตราส่วน P/E ของ BH เท่ากับ 26.44 เท่า (กลุ่มสาธารณสุข​เป็นกลุ่มอุตสาหกรรม​ที่มีอัตราส่วน P/E ค่อนข้างสูง และมีค่าเฉลี่ยที่ 36.54 เท่า) ถ้ามองในแง่ของราคาเชิงคุณภาพถือว่า BH ถูกกว่าด้วยซ้ำ​ นอกจากอัตราส่วน P/E แล้ว เราลองมาเปรียบเทียบระหว่าง BDMS และ BH ในด้านอื่น ๆ กันดีกว่า

ทำไม “BDMS ยกเลิกการเสนอซื้อหุ้น BH” ?

โดยรวมแล้วจะพอประเมินได้ว่า BDMS นั้นใหญ่กว่า BH มาก พี่ทุยเคยได้ยินคำเปรียบเทียบ​ถึง BDMS ประมาณ​ว่า ถ้านึกถึงความยิ่งใหญ่​ของเค้าไม่ออก ก็ให้นึกถึงความยิ่งใหญ่ของกลุ่มซีพี แต่เป็นในอุตสาหกรรมโรงพยาบาล แต่ BH ก็ไม่ได้ด้อยกว่าเสียทีเดียว เฉพาะในปี 2562 ที่ผ่านมานี้ อัตราส่วนกำไรของ BDMS จะอยู่ที่ประมาณ 16.8% ส่วน BH จะมีอัตราส่วนกำไรอยู่ที่ประมาณ​ 20% ถึงแม้จะมีจำนวนโรงพยาบาลในพอร์ตเพียงเเค่ 2 โรงพยาบาลเท่านั้น ฉะนั้นสาเหตุนึงที่อาจจะทำให้ BDMS ไม่ซื้อ BH อาจจะเป็นเพราะ โควิด-19​ ก็ได้ ที่นอกจากจะลงทุนอะไรเพิ่มก็ต้องคิดให้หนัก ๆ และโครงสร้างรายได้ของ BH ที่คงไม่เอื้อประโยชน์​ในสถานการณ์​อย่างนี้นัก

รู้หรือไม่ BH มีสัดส่วนลูกค้าต่างชาติมากถึง 66%

หลายคนอาจจะคิดว่าเมื่อมีเหตุการณ์​โรคระบาดอย่างนี้ โรงพยาบาลทั้งหลายก็ต้องได้ประโยชน์สิ เพราะคนย่อมตื่นตัวกับเรื่องสุขภาพมากขึ้น แต่ขอบอกว่าไม่ได้ดีกับทุกโรงพยาบาลนะ ในเมื่อบางโรงพยาบาลรายได้หลักของเค้าค่อนข้างพึ่งพาชาวต่างชาติ​ และในช่วงนี้ชาวต่างชาติเข้ามาไทยยากมาก ๆ อย่าง BH ที่เปิดเผยออกมาในรายงานประจำปีเองว่า ปี 2562 ที่ผ่านมา โรงพยาบาลมีรายได้จากค่ารักษาพยาบาลผู้ป่วยต่างชาติสูงถึง 66% และมีผู้ป่วยไทยเพียง 34% เพราะฉะนั้นในสถานการณ์​เช่นนี้รายได้ของ BH ก็คงกระทบไม่น้อย

แต่ช่วงที่ผ่านมาก็มีความหวังเรืองรองของธุรกิ​จที่รายได้เกี่ยวข้องกับชาวต่างชาติขึ้นมา คือเรื่องของ “Travel Bubble” หรือ “ระเบียงท่องเที่ยว” ซึ่งหมายถึงการจับคู่ด้านการท่องเที่ยวของกลุ่มประเทศที่มีความมั่นใจในเรื่องความปลอดภัย​ด้าน โควิด-19​ โดยประเทศที่มีการจับคู่กัน รัฐบาลจะเจรจากันให้เดินทางเข้าออกระหว่างกันได้โดยไม่ต้องมีการกักตัว 14 วัน แต่ก็ต้องมีเงื่อนไขบางอย่างนะ เช่น ถึงจะเข้ามาในประเทศได้ก็ต้องมีระบบติดตาม มีการซื้อประกันสุขภาพไว้ เป็นต้น ประเทศที่เป็นโมเดลในการทำ Travel Bubble ก็มีอยู่ด้วยกันหลายประเทศ เช่น ประเทศออสเตรเลียกับประเทศนิวซีแลนด์ ซึ่งจะเริ่มเปิดพรมแดนระหว่างกันในเดือนสิงหาคมนี้ ประเทศสิงคโปร์​กับประเทศออสเตรเลีย ประเทศแคนาดา นิวซีแลนด์​และบางมณฑล​ของจีน ซึ่งข่าวนี้ก็เปรียบเสมือนน้ำฝนที่หยดลงบนพื้นดินที่แห้งแล้งอย่างธุรกิจ​กลุ่มท่องเที่ยว โรงแรมหรือแม้เเต่โรงพยาบาลที่มีสัดส่วนผู้ป่วยต่างชาติมากอย่าง BH

โดยเฉพาะ​ในช่วงการแพร่ระบาดของ โควิด-19​ ที่ผ่านมา ระบบการแพทย์ของไทยถือว่าปังมาก ถึงขนาดเป็นอันดับที่ 6 ของโลกในด้านการเตรียมความพร้อมรับมือกับโรคระบาด ส่งผลให้ถ้าเกิดมี Travel Bubble จริง ก็คงจะมีการเดินทางมาใช้บริการสุขภาพในลักษณะ​ของ Health Tourism มาก ซึ่งประเทศเป้าหมายในการทำ Travel Bubble ของไทย ก็อย่างเช่น จีน ญี่ปุ่น เกาหลีใต้​ ออสเตรเลีย​ นิวซีแลนด์​ ลาว เมียนมา กัมพูชา​และประเทศ​แถบตะวันออกกลาง แต่เมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมานี้เริ่มมีหลายคนออกมาพูดกันว่า หลายประเทศที่ไทยตั้งเป้าจะทำ Travel Bubble ด้วยเริ่มมีการระบาดรอบสอง แง ๆ

ทำไม “BDMS ยกเลิกการเสนอซื้อหุ้น BH” ?

เรื่องนี้ยังไม่มีข้อสรุปออกมานะ ยังไงพี่ทุยก็ขอช่วยลุ้นด้วยคน การเริ่มเปิดประเทศก็เป็นเรื่องที่จะส่งผลดีต่อเศรษฐกิจ​นั่นแหละ แต่นอกจากเรื่องสุขภาพการเงินแล้ว สุขภาพกายของเราก็สำคัญ​ไม่แพ้กันหรืออาจจะมากกว่าด้วยนะ


หนังสือ "การเงิน 101" พื้นฐานเรื่องการเงินที่ระบบการศึกษาไทยไม่เคยสอน หนังสือ "การเงิน 101" พื้นฐานเรื่องการเงินที่ระบบการศึกษาไทยไม่เคยสอน

Comment

Be the first one who leave the comment.

Leave a Reply

error: