"Game of Thrones" ได้ปิดฉากไปแล้ว​ โดยดำเนินเรื่องมาตั้งแต่​ปี​ 2554​ และมีข้อคิดหลายอย่างที่น่าสนใจ​ ซึ่งเราสามารถ​เอามาปรับใช้กับการลงทุนในตลาดหุ้นได้

6 บทเรียนจาก “Game of Thrones” ในตลาดหุ้น

4 min read  

ฉบับย่อ

  • Game of Thrones ได้ปิดฉากไปแล้ว​ โดยดำเนินเรื่องมาตั้งแต่​ปี​ 2554​ และมีข้อคิดหลายอย่างที่น่าสนใจ​ ซึ่งเราสามารถ​เอามาปรับใช้กับการลงทุนในตลาดหุ้นได้
  • การเตรียมพร้อมกับเรื่องไม่คาดฝันด้วยแผนการรับมือที่เหมาะสม และการใช้เหตุผลให้อยู่เหนืออารมณ์เพื่อทำให้แผนการณ์ที่เตรียมไว้บรรลุเป้าหมาย รวมถึงการรู้จักใช้อัตราทด (Leverage) ก็ถือเป็นข้อคิดที่สามารถนำมาใช้ในการลงทุนหุ้นได้

ในที่สุด​ หลังจากฉายมาตั้งแต่​ปี​ 2554 ก็ได้เวลาปิดม่านของซีรีส์​ดัง​ “Game​ of Thrones” (มหาศึกชิงบัลลังก์)​ สักที​ พี่ทุยเห็นแฟนๆ​ซีรีส์ที่ติดตามกันมาอย่างเหนียวแน่นถึงเกือบ​ 10 ปี​ โอดครวญ​กันเต็มหน้าไทม์ไลน์​ อยากบอกว่าเข้าใจความรู้สึกมากนะ​ เพราะพี่ทุยก็เกาะขอบจอดูมาตั้งแต่ซีซั่นแรกเหมือนกัน​ (ฮือ) หนังจบ​แต่อารมณ์​ยังไม่จบ​ รวมถึงข้อคิดต่างๆ​ที่เราไม่ควรปล่อยให้จบไปพร้อมกับหนังนะจ๊ะ​ เอาล่ะ​ มาดูกันดีกว่า​ ว่ามีอะไรบ้าง​

SPOILER ALERTED

ก่อนอื่นเลย พี่ทุยขอบอกว่าบทความนี้จะไม่สปอยล์เนื้อหาในช่วงซีซั่นหลังๆเพราะเผื่อใครยังไม่ได้ดู แต่ขอพาดพิงถึงแค่ในซีซั่นแรกๆแทน

1. จงเตรียมรับมือกับเรื่องไม่คาดฝันเสมอ

Game​ of​ ​Thrones เป็นซีรีส์​ที่มีเรื่องไม่คาดคิดเกิดขึ้น​บ่อยมากๆ​ในแทบทุกซีซั่น​ ซีรีส์​นี้รับน้องคนดูโลกสวยตั้งแต่ซีซั่นแรกเลย​ ด้วยการที่ตัวเอกของเรื่อง​ อย่างเน็ต​ สตาร์ต​ ถูกประหารชีวิต​โดยการตัดคอ แถม​หลังจาก​ถูกสำเร็จ​โทษเเล้ว​ ยังถูกนำหัวไปปักไม้เสียบประจาน​อีกต่างหาก​ หลายคนคงถึงกับงงแล้วคิดในใจว่า​ “เอาอย่างนี้จริงเหรอ?” ในเมื่อเน็ต​ สตาร์ต​ดูเหมือนจะเป็นตัวเด่นของเรื่องเลย​ แต่กลับตายอย่างโหดเหี้ยม​ตั้งแต่ซีซั่นแรกซะงั้น​

เหมือนกับการลงทุน​ในตลาดหุ้น​ ที่อาจมีเรื่องไม่คาดฝัน​เกิดขึ้น​ได้เสมอๆ​ หุ้นตัวที่กราฟดูดีสุดๆ​ ก็อาจจะพังครืนได้เมื่อสถานการณ์​โลกไม่เป็นใจ​ บริษัท​ที่กำไรดีมาตลอด​ ก็อาจพลิกโผ​ขาดทุนได้​ เพราะฉะนั้นการคิดไว้ก่อนว่าเราจะทำยังไงดี​ เมื่อเกิดสถานการณ์​ที่ไม่คาดฝันนั้นๆ​ขึ้น​ จะเป็นอะไรที่ดีมาก​ เช่น​ การวางจุด​ Stop loss หรือ​ Cut loss นั่นเอง

2. ควรมีแผนการในการทำสิ่งต่างๆ​ และวิธีการรับมือไว้ก่อนเสมอ

ขยายความต่อจากข้อที่แล้วเลย คือ​ ในเมื่อสถานการณ์​ที่ไม่คาดฝันสามารถเกิดขึ้น​ได้ตลอดเวลา​ เราเป็นแค่ฟันเฟืองเล็กๆ​ในโลกใบนี้​ที่บางทีก็ไม่อาจเปลี่ยนแปลง​อะไรได้​ แต่สิ่งที่เราสามารถ​ทำได้คือการวางแผนรับมือ​ เช่น​ ใน​ Game​ of​ Thrones เราไม่สามารถสั่งให้เหล่าผีดิบ​ White Walker​ บุกเข้ากำแพงมาได้​ แต่เราสามารถหาแผนรับมือกับมันได้​ นอกจากนี้​การมีแผน​ ยังส่งผลถึงความก้าวหน้าของชีวิตอีกด้วยนะ​ ตัวอย่างของเจ้าแผนการ​ที่ทุกคนคงคิดตรงกันโดยไม่ต้องพยายามนึกเลยคือ​ “นิ้วก้อย (ลิตเติลฟิงเกอร์/ลอร์ดเบลิช)​” ที่วางแผน​ทุกอย่างอย่างละเอียดถี่ถ้วน​ จนสร้างความก้าวหน้า​ให้ชีวิต​ จากที่เป็นเพียงเจ้าของซ่องโสเภณี​ก็กลายมาเป็น​ Master of Coin และต่อมาก็เป็น​ Lord Protector of The Vale จากแผนการเจ้าเล่ห์​ที่ใช้ความรักของไลซา (น้องสาวของแคทเธอรีน​ สตาร์​ค)​ เป็นเครื่องมือ​ จนถึงเป็น ​Lord of Harrenhal

พี่ทุยไม่ได้บอกว่าการกระทำของนิ้วก้อยเป็นเรื่องที่น่ายกย่องนะจ๊ะ​ แค่ยกตัวอย่าง​คนที่รู้จักวางแผน​ จนทำให้เกิดความก้าวหน้าของชีวิต แต่จะดีและยั่งยืนกว่ามากเลย​ ถ้าเรารู้จักวางแผน​อย่างขาวสะอาด​ ไม่เจ้าเล่ห์จนพาคนอื่นเดือดร้อน​ไปทั่ว​ เพราะคนที่ใช้ความฉลาดในทางที่ไม่เข้าท่าอย่างนั้น​ สุดท้ายจะพบจุดจบที่ไม่ดีนักเหมือนนิ้วก้อย​ยังไงล่ะ

3. อย่าปล่อยให้อารมณ์อยู่เหนือเหตุผล

ปัจจุบันคนเริ่มหันมานิยม​การเทรดโดยใช้​หุ่นยนต์​หรือ AI มากขึ้น​ และสาเหตุหนึ่งที่ในบางสภาวะตลาด​ AI จะสามารถทำกำไรได้ดีกว่าคน​ ก็เพราะว่า​ AI​ ทำการซื้อขายและตัดขาดทุนแบบไม่ใช้อารมณ์​ แต่ทำตามระบบที่ออกแบบมาอย่างเคร่งครัด​ AI​ จะไม่ต่อรองเมื่อถึงจุดที่ต้องตัดขาดทุนตามระบบว่า​ “เดี๋ยว​ก่อนสิๆ​ เดี๋ยว​รอเด้งก่อนจะคัท” และจะไม่ขายออกมาเพราะกลัวราคาจะไม่ไปต่อ​ ถ้าไม่เจอ​ “สัญญา​ณขาย”

ตัวอย่างเรื่อง​ การปล่อยให้อารมณ์​อยู่เหนือเหตุผลจนชีวิตตัวเองและคนรอบตัวพังใน​ Game​ of​ Thrones ก็คือ​ การที่​ร็อบ​ สตาร์ค​ไม่ยอมแต่งงานกับลูกสาวตระกูลเฟรย์ ทั้งๆ​ที่ได้ให้สัญญาเอาไว้แล้ว​ แต่เลือกทาลิซาและลูกน้อยตามความรู้สึก​ของตัวเอง​ ​สุดท้ายก็เลยพบกับจุดจบอย่างที่เรารู้กัน

4. อยากเก่งต้องฝึกฝน

อาร์ยา​ สตาร์ค​ คือตัวอย่างของคนที่มีความพยายามและฝึกฝน​จนเก่งขึ้นเรื่อยๆ​ และสามารถทำตามเป้าหมายของตัวเองได้​ ซึ่งก็คือ​การสังหารคนที่เคยทำร้ายครอบครัวของเธอตามรายชื่อ​ ตอนเริ่มเรื่อง​ อาร์ย่าเป็นแค่เด็กผู้หญิง​ลูกคุณหนู​ตระกูล​สูงคนหนึ่ง​ แม้ว่าจะไม่ได้เรียบร้อย​เป็นกุลสตรีเหมือนซานซ่า​ แต่เธอก็คือลูกคุณหนู​ดีๆ​คนนึงเนี่ยแหละ​ ตลอดทั้ง​ 8​ ซีซั่นเราจะได้เห็นพัฒนาการของอาร์ย่าตลอด​ จากเด็กผู้หญิงธรรมดา​ เธอกลายเป็นนักสู้สกิลเทพได้​ เพราะการฝึกฝนและการกัดฟันสู้​ อดทน​ แม้ต้องเจอกับเรื่องแย่ๆ​สารพัด​ ถึงแม้จะโดนทำให้ตาบอด​ก็ยังสู้ยิบตา​

นี่แหละคุณสมบัติ​ที่จะทำให้เราประสบ​ความสำเร็จ​ เหมือนกับการเทรดหุ้น​ ที่ก่อนเราจะจับดาบ​ ฟันกำไรมาเป็นของเราได้​ ก็ต้องผ่านการฝึกฝน​ อดทน​เสียก่อน

5. อย่าเชื่อใครง่ายๆ​ ต้องคิดวิเคราะห์​เอง

ตัวละครหลายตัวในเรื่อง​ล้วนแต่พลาดท่าเสียทีเพราะลมปากคนอื่น​ เช่น​ เน็ต​ สตาร์ค​ ต้องตายเพราะเชื่อคำนิ้วก้อย​ สแตนนิสต้องยอมเผาลูกสาวตัวเองทั้งเป็น​ เพราะเชื่อในคำพูดของสตรีแดง (Red​ Woman)

เหมือนกับที่เราไม่ควรเชื่อคนอื่น​ คำแนะนำของมาร์เก็ตติ้ง​ ​หรือแม้กระทั่งบทวิเคราะห์​ของโบรคเกอร์แต่เพียงอย่างเดียว​ โดยไม่วิเคราะห์​เองเสียก่อน​ ซึ่งตรงกับหลัก​ “กาลามสูตร” ในทางพุทธศาสนา​ ที่ว่าอย่าเชื่ออะไรงมงายโดยไม่ใช้ปัญญาพิจารณา​

6. รู้จักใช้อัตราทด (Leverage)

หลังจาก​ที่เดเนอริสกลายเป็นแม่ม้ายเพราะสามีตาย​และถูกคนทั้งเผ่าโดธรากีทอดทิ้งไป​ สิ่งเดียวที่เหลือก็มีเพียงลูกมังกรสามตัว​ที่เพิ่งฟักออกมาจากไข่สดๆ​ร้อนๆ​เท่านั้น​ ตอนนั้นเรียกได้ว่าเดเนอริสกแทบจะไม่มีอะไรติดตัวเลย​ แต่สิ่งที่ทำให้เธอกลับมายิ่งใหญ่และสร้างกองทัพนับแสนได้​ ก็เพราะเธอรู้จักใช้​อัตราทด (Leverage) ซึ่งในที่นี้ก็คือ​ มังกรทั้งสามตัว​ รวมถึงสายเลือดกษัตริย์​ของตัวเอง​ จนสร้างพันธมิตร​และกองทัพที่ยิ่งใหญ่​ มากเป็นหลายเท่าจากสิ่งที่เธอมีอยู่น้อยนิดในตอนแรก

จะเห็นได้ว่าสิ่งเล็กน้อยก็สร้างมูลค่า​ได้อย่างมากมาย​ หากเรามองเห็นค่า​ ใช้ให้เป็น​ และสร้างมูลค่าให้กับมัน​ เหมือนการเพิ่มอัตราทดโดยใช้มังกรของเดเนอริสนั่นเอง

ถึงซีรีส์เรื่องนี้จะปิดฉากลงไปแล้ว​ ก็อย่าลืม​ “ดูละครแล้วย้อนดูตัวเรา” โดยเฉพาะซีรีส์ยาวๆ​ที่มีอะไรให้คิดเยอะแยะอย่าง​ “Game​ of​ Thrones” ตอนนี้พี่ทุยขอตัวไปหาซีรีส์​เรื่องใหม่ก่อนนะ​ ใครมีอะไรสนุกๆ​มากระซิบบอกกันบ้าง​ อย่าลืมล่ะ (ฮ่า)​


Comment

Be the first one who leave the comment.

Leave a Reply

error: