3 กลยุทธ์ที่ต้องรู้ ก่อนการเลือก "หุ้นปันผล"

3 กลยุทธ์ที่ต้องรู้ ก่อนการเลือก “หุ้นปันผล”

 

ฉบับย่อ

  • หุ้นปันผลดีๆ นักลงทุนแนว VI ต้องมีติดไว้ในพอร์ตเพราะหุ้นปันผลดี จะช่วยสร้างกระแสเงินสดให้กับเราได้ทุกปี ๆ เมื่อมีรายได้จากเงินปันผลทั้งปีแล้วมากกว่าค่าใช้จ่ายทั้งปีก็จะเรียกว่ามีอิสรภาพทางด้านการเงิน (Financial Freedom)
  • หุ้นปันผลดี ไม่ใช่หุ้นที่จ่ายปันผลเยอะเท่านั้น แต่ต้องเลือกหุ้นที่มีพื้นฐานการเงินที่แข็งแกร่ง มีความเสี่ยงเหมาะสม และมีการจ่ายเงินปันผลที่สม่ำเสมอ
  • หุ้นปันผลดีใน SET50 ที่น่าสนใจคือ GLOW, INTUCH, KKP, LH, SPRC และ TISCO

“เงินปันผล” (Dividend) คือผลตอบแทนที่จ่ายให้กับผู้ถือหุ้นตามจำนวนหุ้นที่ถือครองอยู่ เช่น หุ้น ก. จ่ายเงินปันผลหุ้นละ 1 บาท ถ้ามีอยู่ 1 แสนหุ้น ก็จะได้ปันผลอยู่ที่ 1 แสนบาท บริษัทจ่ายผลตอบแทนคืนให้กับผู้ถือ “หุ้นปันผล” ในรูปของเงินปันผล เป็นการสร้างกระแสเงินสดให้กับนักลงทุนตามสัดส่วนการถือหุ้น

แล้วบริษัทเอาเงินมาจากที่ไหนมาจ่ายเงิปันผล ?

โดยทั่วไปแล้ววิธีการจ่ายเงินปันผลของบริษัทก็คือต้องจ่ายจากกำไรของบริษัทเท่านั้น แล้วกำไรของบริษัทก็จะมีอยู่ 2 ส่วนหลักๆ นั่นก็คือ “กำไรสุทธิ” จากผลประกอบการปีนั้นๆ และ “กำไรสะสม” ที่ยังไม่ได้จัดสรรหรือเงินเก็บไว้ในบริษัทในรูปเงินสดยังไม่ได้ทำอะไร เช่น หุ้น ADVANC มีนโยบายเงินปันผลไว้ว่า จ่ายไม่ต่ำกว่าร้อยละ 70 ของกำไรสุทธิตามงบการเงินรวมแต่ต้องไม่เกินกำไรสะสมในงบการเงินเฉพาะกิจการ และ/หรือ มีผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่อการดำเนินงานปกติของบริษัทและบริษัทย่อย โดยพิจารณาจ่ายปีละ 2 ครั้ง เป็นต้น แต่ละบริษัทก็จะมีข้อกำหนดในการข่ายเงินปันผลแตกต่างกัน

เราจะเห็นได้ชัดเลยว่า “เงินปันผล” สำหรับนักลงทุนแล้ว มีความสำคัญต่อการสร้างกระแสเงินสดมากๆ ยิ่งเป็นสาย Value Investment (VI) การเก็บหุ้นปันผลดีๆ เข้ามาพอร์ตการลงทุนของตนเอง รวมถึงนักลงทุนสถาบันใหญ่ๆ ต่างก็ให้ความสำคัญกับหุ้นที่มีการจ่ายปันผลสม่ำเสมอ แล้วอัตราปันผลก็ควรอยู่ระดับที่ดีเหมาะสมกับกับความเสี่ยงที่จะเกิดขึ้น 

คำถามที่น่าสนใจก็ต่อมาก็คือ เราจะมีวิธีคัดเลือกหุ้นที่จ่ายปันผลที่สตรอง ดูยังไงได้บ้าง ?  

1. พื้นฐานงบการเงินที่แข็งแกร่ง  

คำกล่าวที่ว่างบการเงินบอกอดีตและอนาคตของกิจการได้เป็นอย่างดี เราสามารถดูกำไรสะสมของบริษัทย้อนหลัง บริษัทที่มีความสามารถจ่ายเงินปันผลได้ แสดงว่าบริษัทเหล่านั้น ต้องมีกำไร ถึงจะสามารถผลตอบแทนคืนให้กับผู้ถือหุ้น

เราสามารถดูกำไรหลักได้จาก “กำไรสะสม” ถ้าบริษัทมีกำไรของงวดแล้ว พอจัดสรรปันส่วนให้ผู้ถือหุ้นไปแล้ว บริษัทจะนำกำไรส่วนที่เหลือไปเก็บในกำไรสะสมของบริษัทต่อไป แต่หากบริษัทไหนที่แม้จะมีกำไรระหว่างงวดเกิดขึ้น แต่บริษัทยังขาดทุนสะสมอยู่ มีโอกาสเป็นไปได้ว่า บริษัทอาจเลือกไม่จ่ายเงินปันผล เพื่อไปชดเชยในส่วนของที่ขาดทุนสะสมอยู่นั่นเอง หรือเอาให้กำไรสะสมเป็นบวกซะก่อน

ดูจากงบกระแสเงินสดของบริษัท กำไรในส่วนนี้นักลงทุนต้องไปดูที่กระแสเงินสดจากการดำเนินงาน (Cash Flow Operation : CFO) งบในส่วนนี้ถือเป็นหัวใจสำคัญของการกระแสเงินสดของบริษัท สะท้อนถึงสภาพคล่องที่ดีและการจัดหาเงินทุนหมุนเวียนของธุรกิจ หากบริษัทแม้จะมีกำไรสุทธิระหว่างงวดนั้น แต่ถ้า CFO ยังติดลบ หรือไม่มีกระแสเงินสดจากการดำเนินงาน ก็จะส่งผลในการจ่ายเงินปันผลของบริษัท

ดังนั้น ถ้าบริษัทไหนที่มีงบการเงินที่แข็งแกร่ง ก็จะมีโอกาสที่จะจ่ายเงินปันผลอย่างสม่ำเสมอ และให้ผลตอบแทนที่ดีแก่นักลงทุน ยังไงก็ตามนักลงทุนอย่าลืมมองในด้านความเสี่ยงด้วย ปกติถ้าที่ใช้วัดความเสี่ยงกันบ่อย คือ อัตราส่วน หนี้สินต่อทุน หรือ (D/E Ratio) ค่าเหล่านี้ยิ่งน้อยยิ่งดี สะท้อนถึงความมั่งคงของบริษัท การมีหนี้ในระดับที่เหมาสมเวลาเกิดวิกฤตบริษัทก็จะมีความสามารถรับมือได้

2. บริษัทที่จ่ายเงินปันผลเป็นเงินสดและมีอัตราการจ่ายปันผลที่สูงกว่าค่าเฉลี่ย 

ทั่วไปแล้วการจ่ายปันผลมีอยู่ 2 ทางหลัก ๆ คือ จ่ายปันผลเป็นหุ้น กับจ่ายปันผลเป็นเงินสด ต่างก็มีข้อดีข้อจำกัดแตกต่างกันไป เบื้องต้นพี่ทุยแนะนำว่าเน้นเลือกหุ้นที่จ่ายปันผลเป็นเงินสดน่าสนใจมากกว่า เพราะดูง่ายกว่า เข้าใจได้ง่ายกว่ากันมาก

เราควรจะดูว่าจำนวนเงินที่จ่ายปันผลที่เป็นตัวเงินสูงขึ้นเรื่อยๆ การจ่ายเงินปันผลที่มากขึ้น แสดงว่าบริษัทมีกำไรเพิ่มขึ้น หรือมีกระแสเงินสดที่ดี ทำให้มีความสามารถจ่ายให้กับนักลงทุนเพิ่มขึ้นทุกปีๆอย่างต่อเนื่อง นักลงทุนควรมองย้อนหลังไปอย่างน้อย 5-10 ปี ว่าบริษัทยังมีความสามารถจ่ายปันผลที่สม่ำเสมอ และเพิ่มขึ้นอยู่หรือเปล่า

แต่รู้หรือไม่ว่า… อัตราเงินปันผลเฉลี่ยของตลาดหุ้นไทยอยู่ที่เท่าไหร่ ?

เฉลยเลยละกันอยู่ที่ประมาณ 3% โดยเฉลี่ย แสดงให้เห็นว่าถ้าเราถือตลาดหุ้นไทย อาจจะเป็นกองทุน SET50 อัตราเงินปันผลจะได้เฉลี่ยต่อปี 3% ดังนั้น ถ้าเราเป็นนักลงทุนที่เน้นลงทุนในหุ้นปันผล อัตราผลตอบแทนของเงินปันผลควรสูงกว่าค่าเฉลี่ย และรวมอัตราเงินเฟ้ออีก 1-2% ดังนั้น ใครที่ต้องการอัตราเงินปันผลควรจะมากกว่า 4-5% ต่อปี หลักการคิดผลตอบแทนจากเงินปันผล แบบง่าย ๆ คือ ถ้าราคาหุ้นที่เราซื้อมา 100 บาท แล้วหุ้นตัวนั้นจ่ายเงินปันผลอยู่ที่ 5 บาท ก็นำเอา 5 มาหาร 100 หรือเท่ากับ 5% นั่นเอง

แต่เราก็ควรระวังด้วยเหมือนกันว่าเงินปันผลย้อนหลังก็ไม่ได้การันตีว่า ในอนาคตจะจ่ายเงินปันผลได้ดีเช่นเดิมตลอดไป เราต้องติดตามการลงทุนอย่างเนื่องห้ามถือลืมเด็ดขาด

3. หุ้นปันผลดี ควรจะมีความเสี่ยงต่ำ และมีสภาพคล่อง

หุ้นปันผลดี ไม่ได้หมายความว่า ไม่มีความเสี่ยง แต่การเลือกหุ้นปันผลที่ดี มีวิธีการเลือกต้องใช้ปัจจัยอื่นๆ ประกอบด้วย หุ้นปันผลที่ดี ควรจะมีความเสี่ยงต่ำ ความเสี่ยงในการวิเคราะห์การลงทุนหุ้น ส่วนใหญ่นิยมเลือกดูจากค่าเบต้า (Beta) ควรหาหุ้นที่ปันผลสูง แต่มีค่าเบต้าน้อยกว่า 1 เท่า กล่าวคือ เมื่อตลาดหุ้น SET ปรับผวนขึ้นลงแรง แต่หุ้นที่มีค่าเบต้าน้อยกว่า 1 หุ้นปันผลดีเหล่านี้จะได้แกว่งตัวน้อยกว่าตลาดหรือมีความผันผวนน้อยกว่านั้นเอง

หรือวิเคราะห์โดยใช้ค่า P/E ที่นิยมใช้วัดความถูกแพงของหุ้น หุ้นที่มีค่า P/E สูงๆ สะท้อนถึงความคาดหวังสูงของบริษัทเช่นกัน ส่วนหุ้นที่มี P/E ต่ำ ความเสี่ยงจึงมีน้อยกว่าหุ้นที่มี P/E สูงๆ ถ้าเราต้องการเลือกหุ้นปันผลดี เพื่อให้ความเสี่ยงน้อยๆ จึงควรเลือกหุ้นที่มีค่า P/E ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของตลาด ในที่นี้ค่าเฉลี่ยของ SET มีค่า P/E อยู่ที่ประมาณ 16 เท่า (ข้อมูล ณ 24/10/61)

นอกจากเรื่องความเสี่ยงของหุ้นแล้ว สิ่งที่นักลงทุนต้องเพิ่มความระมัดระวัง ในเรื่องของ “สภาพคล่อง” เพราะหุ้นบางตัว ต่อให้เป็นหุ้นที่ปันผลดี แต่ก็ไม่ค่อยมีสภาพคล่อง เวลาจะซื้อหรือจะขายแต่ละที มีความยากลำบากและใช้เวลายาวนานมาก ดังนั้นควรเลือกหุ้นปันผลที่ดี และเป็นหุ้นที่มีขนาดใหญ่หน่อย เช่น ใน SET50 เป็นต้น

แล้วมี “หุ้นปันผล” ดีตัวไหนบ้างที่เข้าหลักเกณฑ์เบื้องต้นนี้ ?

พี่ทุยลองหยิบตัวอย่างหุ้นใน SET50 ที่มีสภาพคล่อง และมีอัตราผลตอบแทนจากปันผลปีล่าสุดสูงกว่า 5% และมีค่า P/E น้อยกว่า 15 เท่า และมีค่าเบต้าน้อยกว่า 1 มาเป็นตัวอย่างให้เหล่านักลงทุนไว้ศึกษาทำการบ้านเพิ่มเติมกันต่อนะ พี่ทุยไม่ได้บอกว่าต้องซื้อหุ้นตามนี้นะ

หุ้นใน SET50 ที่ผ่านเข้าเกณฑ์ประกอบด้วย

3 กลยุทธ์ที่ต้องรู้ ก่อนการเลือก "หุ้นปันผล"

เมื่อเราหาหุ้นที่เข้าทั้ง 3 กลยุทธ์นี้แล้ว จะทำให้เรามีโอกาสเลือกหุ้นปันผลที่สตรองเพิ่มมากขึ้น ทั้งนี้ยังมีหุ้นปันผลที่อยู่ในดัชนี SETHD หรือย่อมาจาก SET High Dividend ให้ได้เข้าไปสำรวจและทำการบ้านการลงทุนเลือกหุ้นปันผลดีกันต่อ หุ้นปันผลดี ยังไงก็ควรมีเข้าพอร์ตในแต่ละคน เพื่อสร้างกระแสเงินสดเข้ามาทุกปี ๆ บางคนสามารถสร้างปันผลจนสามารถนำมาหล่อเลี้ยงชีวิตได้เลย พี่ทุยหวังว่าหลังจากนี้จะสามารถนำไปปรับใช้กันได้เข้ากับเข้าสไตล์การลงทุนของเราเองได้นะจ้ะ