"เศรษฐีเล่นหุ้น" แล้วร่ำรวย เค้ามีวิธีคิดยังไง ?

“เศรษฐีเล่นหุ้น” แล้วร่ำรวย เค้ามีวิธีคิดยังไง ?

2 min read  

ฉบับย่อ

  • แม้แต่ “เศรษฐีเล่นหุ้น” ก็ไม่รู้อนาคตว่าจะเกิดอะไรขึ้น ตลาดจะเป็นผู้เฉลยคำตอบเสมอ ว่าสิ่งเราคิดถูกหรือผิด ถ้าเรากำไรก็แปลว่าถูก ถ้าขาดทุนก็แปลว่าผิด
  • นักลงทุนแนวพื้นฐาน ก็จะพูดเหมือนกันว่าเราต้องมองการลงทุนเป็นการลงทุนระยะยาว ต้องเชื่อว่าหุ้นที่เราลงทุนสามารถเติบโตได้ในระยะยาว แม้หุ้นในระยะสั้นอาจจะตกลงไปมากกว่า 50% แต่ถ้าเป็นหุ้นที่ดีก็สามารถถือลงทุนต่อได้

หนังสือ "การเงิน 101" พื้นฐานเรื่องการเงินที่ระบบการศึกษาไทยไม่เคยสอน หนังสือ "การเงิน 101" พื้นฐานเรื่องการเงินที่ระบบการศึกษาไทยไม่เคยสอน

สำหรับ “เศรษฐีเล่นหุ้น” ที่เราเห็นกันอยู่ทุกวันนี้เป็นเพียงคน 1% ของคนทั้งหมดในตลาดหุ้นเท่านั้น ซึ่งนับเป็นข่าวร้ายมาก ๆ ข่าวร้ายต่อมาก็คือจะมีคนเพียง 5% เท่านั้นที่เข้ามาตลาดหุ้นแล้วได้กำไรออกไป ทั้งๆที่ตลาดหุ้นเป็นตลาดการลงทุนที่นักลงทุนมักจะให้ความสนใจเสมอ เพราะผลตอบแทนที่หุ้นสามารถทำได้ก็ต้องยอมรับว่าเป็นการลงทุนที่ให้ผลตอบแทนที่สูงเป็นอันดับต้น ๆ

จากที่พี่ทุยอ่านหนังสือเกี่ยวกับการลงทุนมาก็ไม่น้อย สิ่งหนึ่งที่ค้นพบก็คือ “แนวคิด” ในการลงทุนเป็นปัจจัยหนึ่งที่สำคัญมากเพราะเราคิดแบบไหนเราก็จะทำแบบนั้น ผลลัพธ์ของคนส่วนใหญ่ก็เลยออกมาขาดทุน เพราะมีแนวคิดแบบคนที่เล่นหุ้นแล้วขาดทุน

อย่าลงทุนในสิ่งที่เราไม่เข้าใจ

ข้อนี้นักลงทุนหลายๆคนพูดเหมือนกัน พี่ทุยคิดว่าเป็นเพราะเราไม่รู้ว่าเมื่อไหร่เราควรจะ “ขาย” พี่ทุยเชื่อว่าคนที่ลงทุนจะประสบความสำเร็จหรือไม่จะวัดกันตรงจุด “ขาย” ว่าจะขายเมื่อไหร่

  • หุ้นขึ้นเท่านี้ควรขายทำกำไรมั้ย ?
  • หุ้นตกมาเท่าไหร่ควรขายตัดขาดทุนหรือเปล่า ?
  • หรือว่าเราควรซื้อเพิ่มดีกว่าเวลาหุ้นตก ?

ถ้าเราไม่เข้าใจว่าเรากำลังลงทุนอะไรอยู่ พี่ทุยคิดว่าเราน่าจะตอบไม่ได้เลยนะว่าเราจะ “ขาย” หุ้นทิ้งเมื่อไหร่

“เศรษฐีเล่นหุ้น” จะมองระยะยาวเสมอ

นักลงทุนแนวพื้นฐาน ก็จะพูดเหมือนกันว่าเราต้องมองการลงทุนเป็นการลงทุนระยะยาว ต้องเชื่อว่าหุ้นที่เราลงทุนสามารถเติบโตได้ในระยะยาว แม้หุ้นในระยะสั้นอาจจะตกลงไปมากกว่า 50% แต่ถ้าเป็นหุ้นที่ดีก็สามารถถือลงทุนต่อได้ เพราะในระยะสั้นตลาดหุ้นคือเครื่องลงคะแนนเสียง ซึ่งการลงคะแนนอาจผิดหรือถูกก็ได้เพราะมันคือการตัดสินใจของมวลมหาประชาชน (ทำไมคำนี้มันคุ้นๆแฮะ) แต่ที่สุดแล้วในระยะยาวทุกคนจะกลับมาดูที่มูลค่าตามจริงหรือที่มีคนกล่าวไว้ว่าในระยะยาวตลาดหุ้นคือเครื่องชั่งน้ำหนัก ที่สำคัญระยะสั้นๆไม่ได้บอกเราเลยว่าลงทุนเป็นยังไง

แล้วก่อนอื่นต้องบอกการเก็งกำไร (Speculation) กับ การลงทุน (Investment) เป็นคนละเรื่องกันไม่สามารถมาเปรียบเทียบกันได้เลย แต่ทั้งสองวิธีก็สามารถทำกำไรได้เหมือนกัน

จงมีอีโก้ประมาณนึง

ตอนแรกพี่ทุยอ่านเจอข้อนี้ก็แอบไม่เห็นด้วยเล็กๆนะ แต่พอมานั่งคิดก็อาจจะจริงเพราะว่าสุดท้ายแล้วการลงทุนควรลงทุนด้วยความมั่นใจและความดื้อประมาณนึง เพราะถ้าเราไม่มีความดื้อหรืออีโก้เลย เราไม่มีวันได้ลงทุนเลยเพราะเราจะไม่กล้ากดซื้อ !! จะเอาแต่ฟังคนอื่น อันนั้นก็ดี อันโน้นก็ดี

แต่ถ้าเรามีอีโก้มากไปหรือดื้อมากไป ปลายทางก็น่าจะรู้ว่าเราก็จะขาดทุนได้อย่างมหาศาล เพราะไม่ฟังความเห็นคนอื่น ส่วนที่บอกว่ามีอีโก้หรือดื้อประมาณนึง นั้นก็เพราะเราสามารถลงทุนผิดพลาดได้มันเป็นเรื่องปกติ แต่หลังจากที่พลาดแล้วเราต้องยอมรับว่าเราพลาด แล้วก็นำความผิดพลาดมาปรับปรุงพอร์ตของตัวเอง แล้วห้ามพลาดซ้ำที่เดิม

การลงทุนที่ดีคือเราลงทุนแล้วต้องนอนหลับได้

เป็นดัชนีชี้วัดที่ดีตัวนึงนะพี่ทุยก็เห็นด้วย เพราะถ้าการลงทุนที่เรากดซื้อไปแล้ว เรานอนไม่หลับ คิดไม่ตก กลัวขาดทุน พี่ทุยว่าเราอาจจะกำลังเดินมาผิดทางแล้วล่ะ

แนวคิดของคนที่เล่นหุ้นแล้วประสบความสำเร็จต้องบอกว่าอ่านแล้วฟังดูดี เหมือนจะทำง่าย แต่พี่ทุยบอกเลยว่าตอนเราลงมือลงทุนจริงๆ มันไม่ได้ง่ายๆอย่างที่อ่านสักเท่าไหร่ นั่นเลยเป็นเหตุผลว่าทำไมคนที่กำไรและประสบความสำเร็จจึงมีน้อยกว่ายังไงล่ะ สุดท้ายถ้าเราลงทุนแล้วกำไรก็แปลว่าเราได้ทำในสิ่งที่ถูกต้องแล้ว แต่ถ้าลงทุนแล้วขาดทุนแปลว่าต้องมีอะไรบางอย่างผิดพลาดอยู่เบื้องหลังแน่นอน 


หนังสือ "การเงิน 101" พื้นฐานเรื่องการเงินที่ระบบการศึกษาไทยไม่เคยสอน หนังสือ "การเงิน 101" พื้นฐานเรื่องการเงินที่ระบบการศึกษาไทยไม่เคยสอน
error: