แค่จะกดซื้อให้ขาย จะกดขายให้ซื้อ หลักการ "เล่นหุ้นให้กำไร" ง่าย ๆ แบบ Contrarian

แค่จะกดซื้อให้ขาย จะกดขายให้ซื้อ หลักการ “เล่นหุ้นให้กำไร” ง่าย ๆ แบบ Contrarian

3 min read  

ฉบับย่อ

  • Contrarian Investing เป็นกลยุทธ์การลงทุนโดยตัดสินใจในทิศทางตรงกันข้ามกับกระแสของตลาด หรือ ‘สวนทางกับชาวบ้าน’ ซึ่งมีความคล้ายกับ Value Investing อยู่บ้าง เพราะพยายามมองหาหุ้นในช่วงที่ราคาต่ำกว่ามูลค่าที่แท้จริง และมักจะเกิดขึ้นในช่วงที่คนส่วนใหญ่แห่ขาย
  • ปัจจัยที่ทำให้ Contrarian Investing แตกต่างออกไป คือ การให้ความสำคัญกับ Sentiment และไม่ได้จำกัดการลงทุนอยู่แค่สินทรัพย์ใดสินทรัพย์หนึ่ง
  • ตัวอย่างของนักลงทุนระดับโลกที่มีแนวคิด Contrarian เช่น George Soros, Jim Rogers, Hetty Green โดยแต่ละคนต่างได้ให้แนวคิดที่เป็นประโยชน์ต่อการนำมาปรับใช้เพื่อพัฒนากลยุทธ์การลงทุน

หนังสือ "การเงิน 101" พื้นฐานเรื่องการเงินที่ระบบการศึกษาไทยไม่เคยสอน หนังสือ "การเงิน 101" พื้นฐานเรื่องการเงินที่ระบบการศึกษาไทยไม่เคยสอน

ใคร ๆ ก็อยากจะ “เล่นหุ้นให้กำไร” แต่ในเวลาที่เราลงทุนแล้วขาดทุน พี่ทุยว่าทุกคนต้องเคยคิดว่าเป็นเพราะเราตัดสินใจ ‘ซื้อ’ และ ‘ขาย’ ผิดจังหวะ จนทำให้ซื้อแพงกว่าตอนขาย ถ้าอยากจะกำไรก็แค่เปลี่ยนการตัดสินใจ สมมติว่า ตอนนี้เราอยากซื้อก็เปลี่ยนให้เป็นขาย แล้วถ้าอยากขายก็ให้กดซื้อแทน ก็จะทำให้เราได้กำไรแล้ว!

เป็นประโยคที่ฟังเหมือนตลกนะ แต่รู้กันหรือไม่ว่าในความเป็นจริงแล้ว วิธีการลงทุนแบบนี้ก็มีชื่อเรียกเหมือนกันว่า “การลงทุนแบบ Contrarian”

แนวคิดเหล่านี้ทำให้กลยุทธ์การลงทุนแบบ Contrarian เป็นที่นิยมตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมา ซึ่งเป็นกลยุทธ์การลงทุนโดยตัดสินใจในทิศทางตรงกันข้ามกับกระแสของตลาด หรือ ‘สวนทางกับชาวบ้าน’ 

การลงทุนแบบ Contrarian มีส่วนที่คล้ายคลึงกับนักลงทุนเชิงพื้นฐาน (Value Investing)  อยู่บ้าง เพราะทั้งสองแนวคิดนี้ต่างพยายามมองหาหุ้นในช่วงที่ราคาต่ำกว่ามูลค่าที่แท้จริง ซึ่งก็มักจะเกิดขึ้นในช่วงที่คนส่วนใหญ่แห่ขาย

แค่จะกดซื้อให้ขาย จะกดขายให้ซื้อ หลักการ "เล่นหุ้นให้กำไร" ง่าย ๆ แบบ Contrarian

ถ้าย้อนกลับไปช่วงศตวรรษที่ 18 Baron Rothschild เคยกล่าวไว้ว่า

ช่วงเวลาที่ดีที่สุดในการซื้อ คือ ช่วงที่คนส่วนใหญ่เจ็บตัวจากตลาดและยังคงกลัวต่ออนาคต

ส่วนตัวพี่ทุยว่ากลยุทธ์แบบ Contrarian ฟังดูเหมือนจะเป็นกลยุทธ์ที่นำไปใช้ได้ง่าย แค่ทำในสิ่งที่ตรงกันข้ามกับคนส่วนใหญ่ แต่ในความเป็นจริงไม่ได้นำไปใช้ได้ง่ายขนาดนั้นเพราะเรากำลังทำสิ่งที่สวนกระแส 

Humphrey B. Neill เคยพูดถึงศิลปะของการคิดแบบ Contrarian ไว้ว่า มันเป็นสิ่งที่ง่ายที่จะมองหาอะไรสักอย่างและคิดสวนทางกับมัน แต่ความยากคือ “การค้นพบว่าเมื่อไหร่ที่ทุกคนกำลังเชื่อไปในทิศทางนั้น” คือเราไม่รู้ตัวหรอกว่าตอนนี้เราอยู่ทิศทางไหนกันแน่ ไม่แน่ว่าตอนที่เราคิดว่ากำลังสวนทางอยู่ อาจจะเป็นไปตามคนส่วนมากอยู่ก็เป็นไปได้   

ตัวอย่างของนักลงทุนระดับโลกที่มีแนวคิด Contrarian เช่น George Soros, Jim Rogers และ Hetty Green ซึ่งแต่ละคนต่างได้ให้แนวคิดที่เป็นประโยชน์ต่อการลงทุนแบบ Contrarian เพื่อนำมาปรับใช้กับกลยุทธ์การลงทุน

George Soros เจ้าของทฤษฎี Reflexivity โดยส่วนใหญ่แล้วเขายังคงเป็นนักลงทุนตามแนวโน้ม แต่สิ่งที่ทำให้เขาได้รับผลตอบแทนมหาศาล คือ การใช้ทฤษฎีเข้ามาหาจุดพลิกผันได้ก่อนที่คนส่วนใหญ่จะรับรู้ ทำให้โซรอสสามารถทำได้กำไรได้มากกว่านักลงทุนคนอื่น ๆ 

อย่างไรก็ตาม โซรอสจะใช้ความระมัดระวังอย่างมากหากจะต้องลงทุนสวนกระแส เพราะมีความเสี่ยงที่จะถูกเหยียบจมดิน แต่หากเขามั่นใจในการวิเคราะห์แล้ว โซรอสมักจะทุ่มเงินลงทุนอย่างหนัก 

ขณะที่ Hetty Green ซึ่งได้ฉายาว่า แม่มดแห่งวอลล์สตรีท ต่อยอดความมั่งคั่งด้วยกลยุทธ์ Contrarian โดยการเข้าซื้อเมื่อราคาของสินทรัพย์ต่ำมาก ๆ และเป็นช่วงที่ไม่มีใครต้องการมันอีกแล้ว หลังจากนั้นก็จะถือต่อไปเรื่อยๆ จนกว่าผู้คนจะเริ่มบ้าคลั่งเพื่อให้ได้สิ่งเหล่านี้มาครอบครอง 

แต่หนึ่งในกฎเหล็กสำคัญก่อนที่ Hetty Green จะตัดสินใจลงทุนคือ การรวบรวมข้อมูลทุก ๆ อย่างที่เกี่ยวข้องกับสิ่งนั้น ก่อนที่จะตัดสินใจลงทุนในท้ายที่สุด 

สุดท้ายกลยุทธ์การลงทุนแบบ Contrarian เป็นหนึ่งในเครื่องมือที่น่าสนใจ และได้รับการพิสูจน์ให้เห็นจากนักลงทุนระดับโลกหลายต่อหลายคน ว่าสามารถช่วยให้การลงทุนประสบความสำเร็จ แต่สิ่งสำคัญก่อนที่จะหยิบเครื่องมือแต่ละอย่างมาใช้ ก็ควรจะศึกษาวิธีในการใช้ให้เกิดความชำนาญ เพื่อไม่ให้ผลลัพธ์ออกมาเป็นสิ่งที่ตรงกันข้ามกับที่หวังไว้

พี่ทุยจะสรุปให้ฟัง ว่านักลงทุนแบบเราต้องรู้อะไรจากเรื่องนี้

การลงทุนแบบ Contrarian เป็นเพียงอีกหนึ่งวิธีการลงทุนเท่านั้น วิธีการทำกำไรจากตลาดการลงทุนมีหลากหลายวิธี พี่ทุยแนะนำว่าให้ลองศึกษาแล้วนำไปปรับใช้อย่างเหมาะสม เพราะสุดท้ายแล้วไม่มีวิธีการลงทุนแบบไหนที่ดีที่สุดในทุก ๆ สภาวะของตลาด มีแต่การลงทุนที่เหมาะสมกับเราที่สุดเท่านั้นเอง 

ถ้าตราบใดที่เรายังลงทุนแล้วได้กำไรอยู่ นั่นแปลว่าเรากำลังมาถูกทาง แต่ถ้าเราลงทุนแล้วขาดทุนก็แปลว่าการลงทุนของเราต้องมีอะไรบางอย่างที่ผิดพลาดไป ให้จดบันทึกการลงทุนทุกครั้ง ว่าเหตุผลการซื้อคืออะไร เหตุผลการขายคืออะไร แล้วก็ย้อนกลับมาแก้ไขในสิ่งที่เราวิเคราะห์ผิดพลาดไป คนที่อยาก “เล่นหุ้นให้กำไร” ก็ลองทำตามที่พี่ทุยแนะนำกันดูนะ


หนังสือ "การเงิน 101" พื้นฐานเรื่องการเงินที่ระบบการศึกษาไทยไม่เคยสอน หนังสือ "การเงิน 101" พื้นฐานเรื่องการเงินที่ระบบการศึกษาไทยไม่เคยสอน

Comment

Be the first one who leave the comment.

Leave a Reply

error: