3 อาการโคม่า ที่บอกว่าควร "เลิกเล่นหุ้น" ได้แล้ว

3 อาการโคม่า ที่บอกว่าควร “เลิกเล่นหุ้น” ได้แล้ว

3 min read  

ฉบับย่อ

  • การ “เลิกเล่นหุ้น” ก็เป็นทางเลือกนึงที่น่าสนใจ เพราะตลาดหุ้นไม่ใช่สถานที่ที่ทุกคนสามารถทำกำไรได้ มีคนไม่ถึง 5% ที่สามารถทำกำไรจากตลาดหุ้นได้จริง ๆ
  • ตลาดหุ้นไม่ได้สดใสให้กำไรเป็นกอบเป็นกำตลอดเวลา และที่สำคัญคนขาดทุนมากกว่าคนที่ได้กำไรซะด้วย

“เลิกเล่นหุ้น” คงจะเป็นคำพูดที่ดูรุนแรงเกินไปสำหรับนักลงทุนที่ติดตามหุ้นกันเป็นเหมือนยาเสพย์ติด เพราะ “ตลาดหุ้น” ถือเป็นตลาดการลงทุนที่น่าดึงดูดมากที่สุดในยุคนี้ เพราะมีอยู่ช่วงนึงที่ตลาดหุ้นเป็นขาขึ้นกำไรงาม เดินเข้าร้านหนังสือก็มีแต่หนังสือสอนเล่นหุ้น เปิด Facebook ก็มีแต่เพจสอนเล่นหุ้น แนะนำหุ้นเต็มไปหมด ก็เลยไม่แปลกใจว่าเวลาพูดถึงการลงทุน “หุ้น” ก็มักจะเด้งขึ้นมาเป็นอันดับต้นๆเสมอ

แน่นอนว่าตลาดหุ้นไม่ได้สดใสให้กำไรเป็นกอบเป็นกำตลอดเวลา และที่สำคัญคนขาดทุนมากกว่าคนที่ได้กำไรซะด้วย จากประสบการณ์พี่ทุยคนที่ขาดทุนก็ขาดทุนเพราะเหตุผลใกล้เคียงกันมากๆ บทความนี้พี่ทุยไม่ได้มาบอกว่าต้องเลือกหุ้นยังไง แต่พี่ทุยจะมาบอกว่าถ้าใครที่มีอาการประมาณนี้ “เลิกเล่นหุ้น” น่าจะเป็นทางออกที่ดีที่สุดแล้วล่ะ

1. ไม่รู้ว่าซื้อหุ้นเพราะอะไรและต้องขายเมื่อไหร่ ?

ปัญหาที่พี่ทุยเจอมากที่สุดสำหรับคนที่ขาดทุนก็คือไม่รู้ว่าซื้อหุ้นตัวนี้ทำไม รู้แค่ว่าเพื่อนบอกมาให้ซื้อ คนอื่นบอกมา เอามาจากบทวิเคราะห์ บลาๆ แล้วปัญหาที่จะตามมาหลังจากที่เราไม่รู้ว่าซื้อหุ้นตัวนี้ทำไมก็คือเราก็จะไม่รู้ด้วยว่าต้องขายเมื่อไหร่

แล้วตามหลักการลงทุนเราควรรู้จัก Cut Loss คือ เมื่อหุ้นตกลงมาระดับนึงตามที่เรากำหนดไว้ควรขายออกไปเพื่อดูท่าทีก่อนและต้องรู้จัก Let profit run เมื่อกำไรต้องรู้จักปล่อยให้หุ้นทำกำไรต่อไปได้เรื่อยๆ อย่ารีบขายหมูออกมาก่อน แต่สำหรับคนที่ไม่รู้ซื้อหุ้นทำไมและต้องขายเมื่อไหร่ จะปล่อยให้ Let loss run และ Cut Profit เสมอ เพราะเมื่อเวลาที่หุ้นขึ้นก็ดีใจได้กำไรรีบออก สุดท้ายก็จะเจอว่าขายหมูอยู่ร่ำไป และเมื่อขาดทุนก็หวังว่าหุ้นจะขึ้นแล้วก็ไม่กล้าที่ขายทิ้งยังไงล่ะ

2. เปิดดูหุ้นที่ตัวเองถือรายนาที

การเล่นหุ้นพี่ทุยมักจะแนะนำเสมอให้เราเน้นดูที่พื้นฐานของหุ้นเป็นหลักก่อน สำหรับคนที่ไม่ได้มีออาชีพเป็นนักลงทุน ต้องทำงานอย่างอื่นไปด้วย ด้วยเวลาอาจจะไม่เหมาะกับการเก็งกำไรระยะสั้นๆ แต่เราหาหุ้นที่ราคาถูกกว่ามูลค่า แล้วจากนั้นก็รอให้ราคาวิ่งตามมูลค่าหรือการเติบโตในอนาคตที่เราคำนวณไว้ ดังนั้นหุ้นสไตล์นี้ราคาจะไม่ได้ขยับวันละ 10-20% ให้เราเห็นง่ายๆ แต่อาจจะใช้เวลาเป็นเดือน เป็นปี แล้วข้อเสียของการที่เป็นกังวลกับการลงทุนมากเกินไปอาจจะทำให้งานอื่นๆที่เราทำอยู่เสียตามไปด้วย พี่ทุยว่าเป็นอะไรที่ไม่ควรเป็นอย่างมาก

อย่าลืมว่าการลงทุนเป็นแหล่งที่ทำให้เราสร้างรายได้มากขึ้น แต่ถ้าเล่นหุ้นแล้วเป็นกังวลนอนไม่หลับอยากดูทุกนาทีจนเสียงาน พี่ทุยว่าเลิกเล่นหุ้นอาจจะเป็นทางออกที่ดีเหมือนกัน

3. ขาดทุนด้วยเหตุผลเดิมเกิน 2 ครั้ง

การลงทุนในตลาดหุ้นพี่ทุยเชื่อว่าไม่มีนักลงทุนที่ประสบความสำเร็จคนไหนไม่เคยพลาด แต่จะเป็นนักลงทุนที่สำเร็จได้ห้ามพลาดจุดเดิมซ้ำกันเกิน 2 รอบ ง่ายๆคือ ห้ามให้มีรอบที่ 3 เด็ดขาด ถ้าเรายังผิดพลาดและไม่พัฒนาแก้ไขข้อพลาด พี่ทุยว่าเราอาจจะไม่เหมาะกับตลาดหุ้นก็เป็นได้

ตลาดหุ้นเป็นตลาดที่ต้องใช้เวลาศึกษาทำความเข้าใจ และต้องขยันทำการบ้านอย่างเสมอ ตลาดหุ้นไม่ใช่สถานที่จะหวังเข้าทำกำไรง่ายๆ รวยเร็วๆแล้วจากไป ถ้าใครมีความคิดแบบนี้พี่ทุยแนะนำว่าให้ “เลิกเล่นหุ้น” จะดีกว่าเพราะโอกาสที่จะขาดทุนมากกว่าขาดทุนเห็นๆ แรกๆอาจจะกำไรเพราะดวงดีแต่ในระยะยาวพี่ทุยว่าโอกาสรอดยากมากๆ

แต่การ “เลิกเล่นหุ้น” ไม่ได้หมายความว่าให้เลิกลงทุน ลองหาการลงทุนอื่นๆที่เหมาะกับตัวเรามากขึ้น อย่างเช่นกองทุนรวม หรือการลงทุนตรงในอสังหาริมทรัพย์ดูอาจจะเป็นตัวเลือกที่ดีกว่าก็ได้นะ 


error: