มือใหม่อยากเปิดพอร์ตหุ้น เลือกที่ไหนดี ?

มือใหม่อยากเปิดพอร์ตหุ้น เลือกที่ไหนดี ?

3 min read  

ฉบับย่อ

  • การลงทุนในหุ้นถือว่าเป็นการลงทุนรูปแบบหนึ่งที่ได้รับความนิยม ณ​ เวลานี้ ทั้งผลตอบแทนที่น่าสนใจ พร้อมทั้งมีตัวอย่างคนที่ประสบความสำเร็จจากการลงทุนอย่างมากมาย
  • การจะเลือกเปิดพอร์ตหุ้นสักแห่ง นอกจากจะต้องพิจารณาจากหลายปัจจัย เช่น เครื่องมือซื้อขายหุ้น บทวิเคราะห์ หรือสิทธิพิเศษอื่นๆ อย่าลืมว่าต้องดูเรื่อง “ค่าธรรมเนียม” ที่ต่ำที่สุด และไม่มีขั้นต่ำประกอบด้วย เพราะส่งผลต่อกำไรขาดทุนของพอร์ตโดยตรง

การลงทุนที่น่าสนใจเป็นอับดับต้น ๆ พี่ทุยว่ายังไงก็คงหนีไม่พ้นเรื่องของ “หุ้น” อย่างแน่นอน ด้วยหลาย ๆ ปัจจัยทั้งมีนักลงทุนที่ประสบความสำเร็จเปลี่ยนชีวิตจากการเล่นหุ้นได้เลย รวมถึงความรู้เรื่องหุ้นเดี๋ยวนี้ก็เข้าถึงได้ง่ายมากขึ้น

การเริ่มต้นลงทุน พี่ทุยจะแนะนำเสมอว่าให้ลงทุนในความรู้ก่อนลงทุนจริง หาความรู้ที่เกี่ยวข้องกับการลงทุนก่อน พอเราเข้าใจมากขึ้นและได้สัมผัสประสบการณ์จริงเกี่ยวกับการลงทุนบนพอร์ตเสมือนจริงแล้ว ก็ค่อยมาเปิดพอร์ตหุ้นลงทุนจริงกัน

แล้วถ้าเราจะเปิด “พอร์ตหุ้น” จะเปิดกับโบรกเกอร์ไหนดี ?

คำถามที่น่าสนใจต่อมาก็คือ แล้วเวลาที่จะเปิด “พอร์ตหุ้น” สักที่นึงจะเปิดกับโบรกเกอร์ไหนดีล่ะ ? สำหรับมือใหม่ พี่ทุยแนะนำว่าให้เลือกจากปัจจัยหลัก ๆ ก่อน

1. อัตราคอมมิชชัน

อย่างที่เรารู้กันว่า ทุกครั้งที่เราส่งคำสั่งซื้อและขายหุ้นนั้น นอกจากมูลค่าหุ้นที่เราต้องชำระแก่โบรกเกอร์แล้ว ยังต้องชำระค่าธรรมเนียมซื้อขายหุ้น หรือที่เรียกกันติดปากว่าค่าคอมมิชชันอีกด้วย สมมติว่าเราสั่งซื้อหุ้น XYZ ที่หุ้นละ 10 บาท จำนวน 1,000 หุ้น รวมทั้งสิ้น 10,000 บาท หากโบรกเกอร์ที่เราใช้บริการอยู่นั้นคิดค่าคอมมิชชันอยู่ที่ 0.25% เท่ากับว่า เราจะต้องชำระค่าซื้อหุ้น XYZ รวมทั้งสิ้น 10,025 บาท และในเวลาต่อมา เราตัดสินใจสั่งขายหุ้น XYZ เมื่อหุ้นดังกล่าวมีมูลค่าหุ้นละ 15 บาท เมื่อหักค่าคอมมิชชัน 0.25% เราจะได้รับเงินรวมทั้งสิ้น 14,962.50 บาท

และเมื่อพิจารณากำไรจากการซื้อและขายหุ้น XYZ จะเท่ากับ 4,937.50 บาท คิดเป็นต้นทุนอันเกิดจากค่าคอมมิชชันรวมทั้งสิ้น 62.50 บาทนั่นเอง

จากตัวอย่างดังกล่าว พี่ทุยแนะนำเลยว่าเลือกโบรกเกอร์ที่ค่าคอมฯ ต่ำ ยิ่งต่ำเท่าไหร่ยิ่งดีเท่านั้น

2. ไม่มีค่าคอมมิชชันขั้นต่ำ

ค่าคอมมิชชันขั้นต่ำ คือ รายจ่ายขั้นต่ำต่อการซื้อขายต่อวัน ตัวอย่างเช่น โบรกเกอร์กำหนดว่าค่าคอมมิชชันเท่ากับ 0.25% แต่มีขั้นต่ำอยู่ที่ 50 บาท หมายความว่า ถ้าวันนี้เราซื้อหุ้น XYZ ที่หุ้นละ 10 บาท จำนวน 1,000 หุ้น นั่นคือ เราซื้อทั้งหมดรวม 10,000 บาท ในกรณีนี้ค่าคอมมิชชันจะเท่ากับ 10,000 x 0.25% เท่ากับ 25 บาท

แล้วถ้าในวันนั้นเราไม่มีการซื้อขายหุ้นตัวไหนเพิ่มเติมเลย เราจะต้องเสียค่าคอมมิชชันเท่ากับ 50 บาท เนื่องจากเป็นขั้นต่ำที่ทางโบรกเกอร์กำหนด จากที่ควรเสียเพียง 20 บาทตามปริมาณการซื้อขายจริง

สำหรับมือใหม่จากประสบการณ์ที่พี่ทุยเจอมา โดยทั่วไปแล้วเงินออมอาจจะยังไม่ได้สูงมาก เวลาซื้อขายมักจะแบ่งซื้อหุ้นหลาย ๆ ตัว แล้วก็แบ่งเข้าซื้อหลาย ๆ รอบ ต่างวันต่างราคากันไปเพื่อเป็นการถัวเฉลี่ยราคา

ทำให้การซื้อขายในแต่ละวันยังเป็นปริมาณเงินไม่เยอะ มีแนวโน้มที่จะต้องจ่ายค่าคอมมิชชันขั้นต่ำกันทุกวันที่มีการซื้อขายหุ้นแน่นอน ซึ่งเป็นการจ่ายเงินออกจากพอร์ตโดยไม่จำเป็น

นั่นเลยเป็นเหตุว่า สำหรับมือใหม่แล้วทำไมต้องเลือกโบรกเกอร์ที่ไม่มีการเรียกเก็บค่าคอมมิชชันขั้นต่ำนั่นเอง

3. เครื่องมือ

เครื่องมือที่พี่ทุยพูดถึงก็คือ อะไรก็ตามที่สามารถช่วยทำให้เราซื้อขายหุ้นได้สะดวกขึ้น มีประสิทธิภาพมากขึ้น อย่างเช่น โปรแกรม Streaming ที่เอาไว้สำหรับซื้อขายหุ้นออนไลน์ผ่านเว็บไซต์และแอปพลิเคชัน ที่เอาไว้สำหรับซื้อขายออนไลน์ผ่านเว็บไซต์และแอปพลิเคชัน ได้เลย หรือถ้าลงทุนมาสักระยะถ้ามีโปรแกรมที่สามารถดูกราฟของหุ้นได้ด้วย ก็จะช่วยทำให้เราซื้อขายหุ้นได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้นเพราะจะช่วยทำให้เราเห็นแนวโน้มของราคา เราสามารถสอบถามกับโบรกเกอร์ก่อนที่เราจะเปิดพอร์ตได้เลย ว่ามีเครื่องมืออะไรให้กับเราบ้าง

4. เจ้าหน้าที่การตลาด (Marketing)

หรือที่เราจะเรียกว่า “มาร์” ที่เป็นเจ้าหน้าที่คอยส่งคำสั่งซื้อขาย รวมถึงคอยให้คำแนะนำในการซื้อขายหุ้นให้กับเรา บางครั้งเราอาจจะไม่สะดวกเข้าดูพอร์ตหุ้นตัวเองทั้งวัน หลาย ๆ ครั้งมาร์ก็จะคอยโทรบอกเมื่อมีข่าวที่กระทบกับหุ้นแรง ๆ ด้วยเหมือนกัน แต่ข้อจำกัดก็คือส่วนใหญ่แล้วมาร์หนึ่งคนมักจะดูแลลูกค้าหลายคน ถ้ามือใหม่ที่เพิ่งเริ่มต้นลงทุนอาจจะไม่ได้รับการติดต่อเท่าไหร่ ดังนั้นถ้าเรามีข้อสงสัยอาจจะต้องเป็นฝ่ายโทรหาเพื่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมด้วยตัวเอง

5. บทวิเคราะห์

บทวิเคราะห์เป็นอีกปัจจัยนึงที่สำคัญอย่างมาก สำหรับพี่ทุยคิดว่าบทวิเคราะห์เป็นเหมือนกับแหล่งสรุปข่าว ว่าข่าวที่ผ่านมากระทบกับหุ้นตัวไหนอย่างไรบ้าง รวมถึงเป็นตัวช่วยคัดเลือกหุ้นว่าตัวไหนน่าสนใจ เพื่อให้เรากลับไปทำการบ้านเพิ่มเติมว่าเราควรจะซื้อขายอย่างไร

พี่ทุยแนะนำว่าอย่าเพิ่งลงทุนตามบทวิเคราะห์แบบ 100% แล้วซื้อขายตามทันทีแต่ให้เอาข้อมูลจากบทวิเคราะห์ที่ได้รับมามาคิดวิเคราะห์เองอีกครั้งหรือเอาไว้ตรวจสอบความคิดว่าถูกต้องหรือมีตรงไหนควรปรับปรุง

6. สิทธิพิเศษอื่น ๆ

สิทธิพิเศษอื่น ๆ ก็อย่างเช่น งานสัมมนาอบรมให้ความรู้เรื่องการลงทุนต่าง ๆ เพื่ออัปเดตความรู้ให้ตามสถานการณ์ได้ทัน อาจจะเป็นเจ้าหน้าที่ของ บล. นั้นจัดขึ้นเอง แต่บางครั้งก็จะมีการเชิญกูรูและนักลงทุนชื่อดังเข้ามาให้ความรู้และแนวคิดกันแบบฟรี ๆ ก็มีเหมือนกัน

สำหรับนักลงทุนมือใหม่ที่ยังตัดสินใจไม่ได้อยู่ดีว่าจะเลือกโบรกเกอร์ไหน พี่ทุยมีหนึ่งตัวเลือกที่น่าสนใจ นั่นคือ “บล. Zcom” (อ่านว่า แซดคอม) เพราะค่าคอม ฯ ที่ทาง บล. Zcom คิดอยู่ที่ 0.065% หรือค่าคอม ฯ หมื่นละ 6.50 บาทเท่านั้นเอง แล้วที่สำคัญก็คือ “ไม่มีขั้นต่ำ” คิดค่าคอม ฯ ตามปริมาณการซื้อขายจริงเลย

ส่วนเรื่องของการซื้อขาย ก็สามารถซื้อขายได้ด้วยตัวเองผ่าน Streaming ซึ่งใช้ได้ครบทุกฟังก์ชันครอบคลุมความต้องการโดยที่ไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม และถึงแม้ทาง บล. Zcom จะไม่มีเจ้าหน้าที่การตลาด แต่ถ้ามีปัญหาหรืออยากคุยกับเจ้าหน้าที่ก็สามารถติดต่อฝ่ายลูกค้าสัมพันธ์ ที่คอยให้คำแนะนำกับนักลงทุนได้จันทร์-ศุกร์ (ยกเว้นวันหยุดนักขัตฤกษ์) ตั้งแต่เวลา 8.30-17.30 น. นอกจากนี้ยังมีสิทธิพิเศษมากมาย ไม่แพ้โบรกเกอร์อื่น ๆ ไม่ว่าจะเป็น บทวิเคราะห์คุณภาพ ส่งตรงให้นักลงทุนในทุก ๆ วัน หรืองานสัมมนาดี ๆ บรรยายโดยกูรูชื่อดัง ที่ให้สิทธิลูกค้าและนักลงทุนทั่วไปเข้าร่วมฟรี ไม่มีค่าใช้จ่ายอีกด้วย

สำหรับใครที่สนใจอยากเปิดพอร์ตกับ บล. Zcom สามารถโทรสอบถามได้ที่ 02-088-8111 หรือเปิดพอร์ตออนไลน์ คลิก

คำเตือน: คอมมิชชันอัตราปกติบัญชีแคชบาลานซ์ และบัญชีเครดิตบาลานซ์ ยังไม่รวมค่าธรรมเนียมอื่น ๆ และภาษีมูลค่าเพิ่ม 7% การลงทุนมีความเสี่ยง ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลก่อนการตัดสินใจลงทุน


บทความนี้เป็นบทความ Advertorial

Comment

Be the first one who leave the comment.

Leave a Reply

error: