เกิดอะไรขึ้นกับหุ้น AOT ถึงทำให้ราคาตกมากกว่า 15%

เกิดอะไรขึ้นกับ “หุ้น AOT” ถึงทำให้ราคาตกมากกว่า 15%

4 min read  

ฉบับย่อ

  • รายได้หลักมากกว่า 57% ของ​ AOT​ มาจากธุรกิจ​เกี่ยวกับการบิน​ เช่น​ การเก็บบริการในการขึ้นและลงจอดเครื่องบิน​ บริการเช่าที่เก็บเครื่องบิน​ และรายได้ส่วนที่เหลือมาจากธุรกิจที่ไม่เกี่ยว​กับการบิน​ เช่น​ การให้เช่าพื้นที่ภายในสนามบิน
  • ธุรกิจ​ที่เกี่ยวกับการบินนี้ก็ได้รับผลกระทบ​จากการท่องเที่ยวโดยตรง​ โดยเฉพาะ​การท่องเที่ยว​ระหว่างประเทศ​ เพราะ​ AOT​ มีสัดส่วนผู้โดยสาร​ชาวต่างชาติ​ 57% และคนไทย 43% ในชาวต่างชาติที่มาเที่ยวไทย​ นักท่องเที่ยว​จีนมีสัดส่วนมากที่สุดถึง​ 1 ใน 3
  • ​ปัจจัยที่จะทำให้คนจีนมาเที่ยวไทยลดลงจะกระทบต่อรายได้ของ​ AOT​ โดยตรง​ ทั้งเรื่องของค่าเงินบาทที่เเข็ง​ สงครามการค้าระหว่างจีนกับอเมริกา​ หรือเชื้อไวรัสโคโรน่า​ จนกรุ๊ปทัวร์​จีนถูกสั่งห้ามไม่ให้ออกมาเที่ยว​ นายกสมาคมธุรกิจการท่องเที่ยว​ไทยคาดการณ์​ว่าจะมีผลทำให้นักท่องเที่ยว​จีนลดลงประมาณ​2-1.3​ ล้านคน

ช่วงนี้หุ้นที่ถูกพูดถึงมากที่สุดก็คงหนีไม่แพ้  “หุ้น AOT”  ที่ในเวลาสั้น ๆ ราคาก็ตกลงมามากกว่า 15% ซึ่ง AOT เองก็ได้รับผลกระทบจากเศรษฐกิจ​ไทยที่อาการไม่ค่อยสู้ดีนัก​ รวมไปถึงเศรษฐกิจ​โลกเองก็แย่ไม่แพ้กัน​ เพราะช่วงนี้มีปัจจัยต่าง ๆ​ ที่เข้ามากระทบทางลบมากมายเหลือเกิน​ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องสงครามการค้า​ ความกลัวจะเกิดสงครามครั้งใหม่หรือล่าสุดก็คือเรื่องของเชื้อไวรัสโคโรน่า ซึ่งมีจุดเริ่มต้นที่เมือง Wuhan ประเทศจีน​ ถึงแม้จะยังไม่ได้ระบาดไปทั่วโลกและก็สร้างความวิตกกังวล​ให้กับทุกคนไม่น้อย​ เรื่องนี้พี่ทุยขอแนะนำให้เราเลือกเสพและแชร์อย่างมีสตินะจ๊ะ​ จะได้ไม่ตื่นตระหนกและเครียดกันจนเกินเหตุ​ เดี๋ยว​ขาดทุนทางอารมณ์​นะ​ อิอิ

อย่างที่เกริ่นไปว่า​ สถานการณ์​ภายนอกไม่ค่อยสู้ดีนัก​ ซึ่งปัจจัยที่ส่งผลกระทบในระดับโลกก็ส่งผลโดยตรงถึงหุ้นบางกลุ่ม​ คงเดากันไม่ยากใช่มั้ยว่ากลุ่มไหน? ใช่เเล้ว​ ก็คือกลุ่มเกี่ยวข้องกับการบินและโรงแรมยังไงล่ะ​ นี่ช่วยกันตอบบ้างนะ​ อย่าให้พี่ทุยถามเองตอบเองสิ​ (ฮ่าๆ)​ สรุปง่าย ๆ​ อะไรที่เกี่ยวกับ​การท่องเที่ยวเนี่ย​ กระทบหมดแหละ​ หุ้นที่เราจะมาพูดถึงกันในวันนี้ก็คือหุ้นตัวเป้งที่เกี่ยวกับการเดินทาง​ ไม่ว่าจะเพื่อไปทำธุระหรือท่องเที่ยวอย่าง​ AOT​ หรือท่าอากาศยานแห่งประเทศไทย

ก่อนที่จะไปพูดถึงเรื่องผลกระทบ​ ซึ่งต้องบอกเลยว่าช่วงนี้​ AOT​ เค้าโดนชกซะน่วมพอสมควรเลย​ มาดูความยิ่งใหญ่ของ​ AOT​ กันหน่อย

ประเด็นแรก คือเรื่องของ​มูลค่าทางการตลาด (Market cap) ที่ใหญ่มากกว่า​ หนึ่งล้านล้านบาท​ ทำให้เป็นธุรกิจ​ที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์​ที่มีมูลค่าทางการตลาด (Market cap) สูงสุดอันดับที่​ 2 เป็นรองแค่​ ปตท.​ เท่านั้น เพราะฉะนั้นจึงเรียกได้ว่าหุ้น​ AOT​ เป็นหนึ่งในหุ้นเเข็งแกร่งที่เรียกกันว่า​ “หุ้นบลูชิพ” ความยิ่งใหญ่​ของเค้ายังไม่ได้จบแค่นี้​ เพราะเค้าจัดเป็นหุ้นที่มี​มูลค่าทางการตลาดสูงที่สุดอันดับ​ 1 ของโลกในกลุ่มสนามบิน​ (รองลงมาคือ​ สนามบิน​ AENA​ ของประเทศ​สเปน)​

ประเด็นสอง คือ​​ เค้าเป็นหุ้นที่รายได้และกำไรมีการเติบโตตลอด​ ยกเว้นในช่วงปี​ 2552 ที่มีม็อบการเมือง​ปี 2557 ที่มีการรัฐประหารและในปี​ 2562​

และสิ่งที่ผู้ที่สนใจลงทุนในหุ้นบลูชิพตัวนี้ควรรู้ก็คือ​ ​ ปัจจุบัน​ AOT​ มีกิจการอยู่​ 6 สนามบิน​ คือ​ สนามบินดอนเมือง​ สุวรรณภูมิ​ ภูเก็ต​ เชียงใหม่​ หาดใหญ่​และแม่ฟ้าหลวง​ โดยรายได้หลักเกือบ​ 60% ของ​ AOT​ มาจากธุรกิจเกี่ยวกับการบิน​ เช่น​ ค่าบริการในการขึ้น-ลงจอดเครื่องบิน​ ค่าเช่าพื้นที่เก็บเครื่องบิน​ และรายได้ส่วนที่เหลือเป็นส่วนที่ไม่เกี่ยวกับการบิน​ เช่น​ ค่าเช่าพื้นที่เปิดร้านรวงต่าง ๆ​ ในสนามบิน​ เพราะฉะนั้นลูกค้าของ AOT​ จะไม่ใช่คนทั่วไป​ แต่คือสายการบินนะ​ โดยมีการบินไทยเป็นลูกค้ารายใหญ่​ และรายได้ของ​ AOT​ จะโตได้ก็ต่อเมื่อมีการขยายสนามบิน​ เหมือนร้านอาหารไงจ๊ะ​ ขยายสาขาออกไปก็รองรับคนได้มากขึ้น​ มีรายได้และกำไรมากขึ้น​ ตอนนี้เค้าก็มีโครงการจะขยายสนามบินเชียงใหม่​กับภูเก็ตเฟส​ 2 นะ

ช่วง​ปี 2562 ที่ผ่านมา​ ถ้าได้ฟังข่าวคร่าว ๆ​ จะเห็นว่า​ AOT โดนกระทบหลายเรื่องเลย​ ทั้งเรื่องภายในและภายนอก​ เรียกได้ว่าดาวศุกร์​เข้าพระเสาร์แทรกได้เลย​ มาลิสต์​กันสิว่ามีอะไรบ้าง

ปัจจัยภายในที่กระทบ AOT​

หุ้นที่เติบโตมาโดยตลอดอย่าง​ AOT​ มีการเติบโตของกำไรและรายได้ลดลง​ ส่วนนึงเพราะในช่วงปลายเดือนกรกฎา​คม​ เค้าต้องจ่ายค่าที่ดินราชพัสดุของกรมธนารักษ์​เพิ่มจำนวน​ 242.38 ล้านบาท​ ต่อด้วยเรื่องที่เป็นที่พูดถึงกันมากอย่างการที่​ King power เป็นผู้ได้สิทธิ์​ใน Duty free ของสนามบินดอนเมือง​ ซึ่งมีวงเงินประกันขั้นต่ำต่ำกว่าที่ตลาดคาดมาก​ ราคาหุ้น ​AOT​ หลังจากที่ข่าวนี้ออกไปก็เลยปรับตัวลงเล็กน้อย​ เรื่องภายในที่กระทบการท่องเที่ยว​ภายในประเทศ​ที่จะลืมพูดถึงไม่ได้เลยคือ​ เรื่องของฝุ่น​ PM 2.5 ซึ่งทำให้หลายคนเลือกที่อยู่บ้านมากกว่าจะตะลอนออกไปเที่ยว​ แต่ในความเห็นพี่ทุย​ เรื่องนี้อาจจะไม่ได้ส่งผลต่อรายได้ของ​ AOT​ มากมาย​ เพราะว่าการเดินทางภายในประเทศมีให้เลือกหลากหลาย​ ทั้ง​การไปรถยนต์​ส่วนตัว​ การขึ้นรถไฟ​ การขึ้นรถทัวร์

ปัจจัยภายนอกที่กระทบ AOT​

ในเมื่อรายได้หลักเกือบ​ 60% ของเค้ามาจากธุรกิจเกี่ยวกับการบิน AOT ก็เลยจะอ่อนไหวต่อเรื่องที่ส่งผลกระทบต่อการท่องเที่ยวพอสมควร และการเดินทางและการท่องเที่ยวที่ผ่านมามีผลต่อ /AOT มากที่สุด ก็คือการเดินทางระหว่างประเทศ มีรายงานในปี 2018 ว่า ว่าผู้ที่มาใช้บริการ AOT นั้นเป็นชาวต่างชาติ57% และชาวไทย 43% ซึ่งเมื่อเทียบกับสนามบินของประเทศอื่นแล้ว ถือว่าสนามบินแห่งชาติของเรามีสัดส่วนผู้โดยสารชาวต่างชาติเยอะทีเดียว

และนักท่องเที่ยว​ประเทศที่มีบทบาทต่อการท่องเที่ยว​ไทยมากที่สุดก็คือจีน​ โดยเป็นสัดส่วนเกือบ​หนึ่งในสามของนักท่องเที่ยว​ทั้งหมดเลย​ ในปี​ 2018​ ชาวต่างชาติ​ที่เข้ามาท่องเที่ยวในไทยมากที่สุดอันดับ​ 1 ก็คือจีน

เกิดอะไรขึ้นกับหุ้น AOT ถึงทำให้ราคาตกมากกว่า 15%

รองลงมาก็คือ​ มาเลเซีย​และเกาหลีตามลำดับ​ แต่มาเลเซียและเกาหลีคิดเป็นสัดส่วนที่ทิ้งห่างจากนักท่องเที่ยว​จีนหลายเท่าตัวเลย

เพราะฉะนั้น​รายได้ของ​ AOT​ ก็เลยค่อนข้างแปรผันไปตามนักท่องเที่ยว​จีน​ ทั้งเรื่องการที่ได้รายได้จากสายการบินระหว่างประเทศที่มาจากจีนเป็นหลัก​หรือแม้แต่เที่ยวบินในประเทศก็สูญเสียรายได้นะ​ เพราะรายได้ส่วนนึงก็มาจากการเดินทางภายในประเทศเพื่อท่องเที่ยว​ของคนจีน​ เช่น​ ลงเครื่องที่สุวรรณภูมิ​แต่ขึ้นเครื่องในประเทศ​ไปเที่ยวภูเก็ตต่อ​ อะไรอย่างนี่​ เป็นต้น​ นอกจากนี้​เรื่องของการซื้อสินค้า​ Duty free ในสนามบิน​ก็กระเทือนด้วย เพราะคนจีนมียอดซื้อสินค้า​ Duty free มากกว่า​คนชาติอื่น ๆ​ กว่าเท่าตัว พอมีหลายประเด็นที่ทำให้นักท่องเที่ยว​จีนหดก็เลยทำให้เค้าชะงักไปนิด ๆ​ ด้วย​ เช่น

เหตุการณ์​เรือล่มที่ภูเก็ตในเดือนกรกฎา​คม​ 2561​ ยอดนักท่องเที่ยว​จีนวูบไปเล็กน้อย​ถึง​ 20% ในเดือนตุลาคม​ แต่เมื่อสิ้นปีก็กลับมาบูมตามเดิม

แต่ปีที่ผ่านมามีเรื่องที่เข้ามา​มากกว่าเรื่องของอารมณ์​ชั่วครั้งชั่วคราว​อย่างเรื่องการปิดน่านฟ้าของปากีสถาน​ การประท้วงที่ฮ่องกง​ ของสงครามการค้าระหว่างจีนและอเมริกา​ ซึ่งนอกจะทำให้คนจีนเครียด​ ก็ยังต้องมานั่งลุ้นเรื่องภาษีนู่นนี่นั่นเเล้ว​ อีกทั้งยังมีผลต่อค่าเงินหยวนด้วย

เกิดอะไรขึ้นกับหุ้น AOT ถึงทำให้ราคาตกมากกว่า 15%

จากภาพ​ ค่าเงินหยวนเมื่อเทียบกับค่าเงินบาทอ่อนค่าลงเรื่อย ๆ​ ตั้งเเต่ปี​ 2559​ พูดง่าย ๆ​ ว่า​ การที่ค่าเงินอ่อนค่านี้จะทำให้อำนาจในการซื้อของเค้าลดลง​ สมมุติ​ถ้าคนจีนคนหนึ่งเอาเงินเข้ามาเที่ยวไทย​ 1,000​ หยวนในช่วงก่อนปี​ 2559​ จะแลกเป็นเงินไทยได้ประมาณ​ 5,500 บาท​ แต่ถ้าเป็นในช่วงปลายปีที่เเล้ว​ จะเอาไปแลกเงินไทยได้แค่ประมาณ​ 4,300 บาทเท่านั้น

พออำนาจของเงินเค้าลดลงแล้ว​ ผลที่ตามมาซึ่งเราพอจะคาดเดาได้ก็คือ​ คนจีนคงเซ็ง​แล้วก็มาเที่ยวไทยน้อยลงไง​เพราะของสินค้าและบริการของไทยดูแพงมากขึ้นเกือบ 30%

เรื่องสุดท้ายที่กระทบการท่องเที่ยว​อย่าง​แรงคือเรื่องที่กำลังถูกพูดถึงแทบทุกช่วงรายการและทุกช่องทางอย่าง​ ไวรัสโคโรนา(Corona Virus) จนมีคำสั่งห้ามไม่ให้กรุ๊ปทัวร์จีนออกมาท่องเที่ยวนอกประเทศ​ นายกสมาคมไทยธุรกิจ​การท่องเที่ยว​ไทยกล่าวว่ามาตรการสั่งห้ามกรุ๊ปทัวร์จีนนี้จะส่งผลให้นักท่องเที่ยว​จีนมาไทยลดลงประมาณ​ 1.2-1.3 ล้านคน​เลยทีเดียว

นอกจากจะกระทบ​ AOT​ แล้ว​ ก็ยังกระทบถึง​ GDP ของไทยด้วยแหละ​ เพราะเราเป็นประเทศที่การท่องเที่ยวมีผลต่อ​ GDP​ ถึง​ 10% เลย​ พี่ทุยก็หวังว่าสถานการณ์​ล่าสุดของเชื้อไวรัส​โคโรนาจะคลี่คลายลง​และทุก​อย่างกลับมาสมบูรณ์​เหมือนเดิม​เร็ว ๆ​ นะ​ เพราะถ้าเป็นอย่างนี้ไปเรื่อย ๆ​ AOT​ คงไม่ได้สูญเสียรายได้เฉพาะของคนจีนไปเท่านั้น​ แต่น่าจะส่งผลถึงชาติอื่น ๆ​ ด้วย​ เพราะคงไม่มีใครอยากออกมาเที่ยวนอกประเทศให้เสี่ยงมากขึ้นอย่างแน่นอน


Comment

Be the first one who leave the comment.

Leave a Reply

error: