เมื่อเกิดสงคราม พอร์ตเราจะพังมั้ย ?

เมื่อเกิดสงคราม พอร์ตเราจะพังมั้ย ?

4 min read  

ฉบับย่อ

  • เวลาที่เกิดสงคราม​ การตัดขาดทุน (Cut loss) ด้วยความตื่นตระหนก​ไม่ใช่วิธีที่ดีนัก​ เพราะตลาดมักฟื้นตัวกลับมาอย่างรวดเร็​ว​เมื่อเหตุการณ์​ไม่ดีเหล่านั้นผ่านพ้นไป
  • การเปลี่ยนไปถือตราสารหนี้หรือเงินฝากให้ผลตอบแทนที่ต่ำกว่าหุ้นเมื่อเทียบกันในช่วงสงคราม​เพราะมีภาวะเงินเฟ้อ
  • มีหุ้นบางกลุ่มได้รับประโยชน์​จากการเกิดสงคราม​ เช่น​ หุ้นกลุ่มที่ผลิตวัคซีน​ หุ้นกลุ่มที่ผลิตอาวุธ​และหุ้นที่เกี่ยวกับโครงสร้างพื้นฐาน​ของประเทศ​

ช่วงนี้​หลายๆ​ประเทศประกาศสงครามกันฮึ่มๆ​ไปหมด​ ทั้งสงครามการค้าที่ยืดเยื้อ​จนพี่ทุยงงไปหมดแล้ว​ และล่าสุดก็เป็นสถานการณ์​ที่กำลังเริ่มคุกรุ่น​ระหว่างอินเดียและปากีสถาน​ จนสายการบินไทยต้อง​ประกาศ​ยกเลิกเที่ยวบิน นอกจากเป็นห่วงความปลอดภัยตัวเองแล้ว​ พี่ทุยก็ยังเป็นห่วงความปลอดภัยของพอร์ต​ด้วย​ ถ้ามีสงครามระเบิดจะลงพอร์ต​หุ้นเราด้วยหรือเปล่านะ​ (ฮ่า)​ ​ พี่ทุยเลยรีบไปหาข้อมูลเกี่ยวกับเหตุการณ์​ความไม่สงบต่างๆ ที่เคยเกิดขึ้นในโลกของเราและปฏิกริยาตอบสนองของตลาดหุ้น​มาเล่าให้ได้อ่านกัน

คำถามแรกที่ผลุดขึ้นมาในหัวทุกคนแน่ๆ​ เมื่อพูดถึง “สงคราม” คือ

้าสงครามเกิดขึ้นมาจริงๆ เราควรรีบล้างพอร์ตเลยมั้ย ?

จากสถิติผลตอบแทน​ของดาวโจนส์​ในช่วงที่เกิดวิกฤติต่างๆ​ระหว่างปี​ 1900-2014​ พบว่า​ หลังจากเกิดเหตุการณ์​ความไม่สงบ​ 1 เดือน​ ดัชนีดาว​โจนส์​จะให้ผลตอบแทน​ -​3% และ​หลังจากที่เหตุการณ์​ผ่านไป​ 3 เดือน​ ดาวโจนส์​ให้ผลตอบแทน​ -​2% แต่หลังจาก​ผ่านไป​ 6 และ​ 12​ เดือน​ ดัชนีก็ดีดกลับมาให้ผลตอบแทนที่​ 2% และ​ 6 % ตามลำดับ

เมื่อเกิดสงคราม พอร์ตเราจะพังมั้ย ?

เพราะฉะนั้น​การรีบล้างพอร์ต​ในช่วงที่เกิดสงคราม​ก็เหมือนกับการรีบเลหลังขายของลดราคา​ เพื่อซื้อกลับคืนในช่วงไฮซีซั่น​ ซึ่งไม่น่าจะส่งผลดีต่อสุขภาพการเงินเราเลยนะ​

อีกตัวอย่างหนึ่งที่ย้ำให้เราแน่ใจถึง​ “ฟ้าหลังฝน” ของตลาดหุ้น​ หลังจาก​ที่เกิดเหตุการณ์​ความไม่สงบคือ​ เหตุการณ์​ที่เกิดขึ้น​เมื่อวันที่​ 11​ กันยายน​ 2001 เมื่อมีผู้ก่อการร้ายขับเครื่องบินเข้าพุ่งชนตึก​ World Trade Center

ในครั้งนั้นตลาดหลักทรัพย์​นิวยอร์ก​ปิดทำการเป็นเวลา​ 4 วัน (ซึ่งนับว่าเป็นการปิดทำการที่ยาวนานที่สุด​ นับตั้งแต่​ปี1933)​ และเปิดทำการอีกทีในวันที่​ 17 กันยายน​ พร้อมกับปิดตลาดไปด้วยดัชนีที่ลดลงจากวันก่อนหน้าถึง​ 684.81 จุด ​(คิดเป็น​ 17.5%) แต่ในระยะเวลาเพียงแค่​ 2 เดือน​ ดัชนีดาว​โจนส์​ก็กลับไปเทรดที่จุดสูงกว่าก่อนหน้าที่จะเกิดเหตุ​การณ์​ด้วยซ้ำ

เมื่อเกิดสงคราม พอร์ตเราจะพังมั้ย ?

หลายคนคงเคยดูหนังเรื่อง​ “Pearl Harbor” ที่สร้างจากเรื่องจริงในปี​ 1941 มีรายงานว่าคนที่ซื้อและถือหุ้นกลุ่ม​บลูชิพเอาไว้​ เมื่อสิ้นปี1945 จะได้ผลตอบแทน​สูงถึง 25% ต่อปีเลยทีเดียว

แล้วถ้าเราวางเงินไว้​ในสินทรัพย์​ที่มีความเสี่ยงต่ำกว่า​ เช่น​ ตราสารหนี้​​ ฝากธนาคาร​ หรือเอาเงินใส่โอ่งฝังดินเอาไว้ช่วงสงครามล่ะ ?

สินทรัพย์​ชนิดอื่นที่ดูปลอดภัยกว่าก็คงเป็นทางเลือกที่น่าสนใจไม่น้อย​ ยิ่งในช่วงที่สถานการณ์​บ้านเมืองเอาแน่เอานอนไม่ได้​ แต่เดี๋ยว​ก่อน​ พี่ทุยมีข้อมูล​ที่น่าสนใจมาฝาก​

ในขณะที่ช่วงสงคราม​ “ความผันผวน” ของการถือหุ้นจะต่ำลง​ แต่ผลตอบแทนของตราสารหนี้กลับน้อยกว่าช่วงเวลาปรกติมาก​ เพราะสงคราม​มักมาพร้อมกับ​ “ภาวะเงินเฟ้อ” หรือพูดง่ายๆ​ ว่า​ “ข้าวยากหมากแพง​” นั่นเอง

ในช่วงเวลาปกติ​ การถือหุ้นจะให้ผลตอบแทน​ 10% แต่ในยามสงครามจะให้ผลตอบแทน​เฉลี่ยอยู่ที่​ 11.4% และเหลือเชื่อที่ผลตอบแทนจากการถือตราสารหนี้คิดเป็น​ 2.2% ลดลงจากผลตอบแทน​ในภาวะปกติที่​ 5.6% กว่าสองเท่า!

เงินฝากเองก็ให้ผลตอบแทน​แย่ลงในช่วงสงครามด้วยเช่นกัน​ เพราะฉะนั้น​เลิกคิดที่จะเอาเงินใส่โอ่งฝังดิน​ แล้วไปหาที่วางเงินที่อื่นเถอะ​ เจอเงินด้อยค่าแล้วจะหาว่าพี่ทุยไม่เตือนนะ​ ฮ่าๆ

เมื่อเกิดสงคราม พอร์ตเราจะพังมั้ย ?

คงเป็นไปได้ยากที่เราจะหลีกเลี่ยงเหตุการณ์​ที่ไม่พึงประสงค์​ทั้งหลาย​ แต่เป็นไปได้ที่เราจะลด​ผลกระทบหรือกระทั่ง​ “มองหาโอกาส” ในวิกฤติ​ต่างๆ​ ได้

ในยามสงครามที่ทุกอย่างดูซบเซาไปหมด​ หุ้นกลุ่มหนึ่งกลับได้ประโยชน์​และสร้างผลตอบแทน​ได้มาก​ ได้แก่

1.​ หุ้นกลุ่มไบโอเทค​ที่ผลิตพวกวัคซีนต่างๆ
2. หุ้นกลุ่มที่ผลิตอาวุธ​สงคราม
3. หุ้นกลุ่มที่เกี่ยวข้องกับการก่อสร้างสาธารณูปโภค​ขั้นพื้นฐาน

หุ้นกลุ่มนี้หลายตัวให้ผลตอบแทน​เกิน 100% หรือเป็นเด้งเลยนะ

เอาเป็นว่าไม่ว่าสถานการณ์​ความขัดแย้งจะเป็นยังไงต่อไป​ก็ตาม​ เราควรหาวิธีรับมือ​และปรับตัวให้พร้อมที่สุด​ ที่สำคัญคือต้องมี​ “สติ” สติมาเมื่อไหร่​ เดี๋ยว​ “สตางค์​” ก็จะมาเอง ในวิกฤตมีโอกาสเสมอนะจ๊ะ

หมายเหตุ​ : อัตราผลตอบแทน​ขึ้นอยู่กับ​สภาวะ​เงินเฟ้อ​ ณ​ ขณะนั้น​ด้วย

Comment

Be the first one who leave the comment.

Leave a Reply

error: