7 อคติของ “นักลงทุน” สายอีโมที่ทำให้การลงทุนผิดพลาด

0
1992
7 อคติของ

BRIEF

  • นักลงทุนสายอีโมมีปัญหาในการยอมรับและจัดการกับผลการลงทุนและความรู้สึกของตัวเองทำให้บางครั้งกลัวการลงทุนเพราะไม่อยากตัดสินใจผิดพลาด
  • อคติทั้ง 7 ข้อเกิดขึ้นเพราะนักลงทุนสายอีโมต้องการลดความรู้สึกแย่จากการตัดสินใจลงทุนผิดพลาด
  • การยอมรับความผิดพลาด จดบันทึกเหตุผลก่อนตัดสินใจลงทุน จะช่วยให้นักลงทุนสายอีโมเรียนรู้จากความผิดพลาดของตนเอง

รู้งี้นะ! ถือหุ้นต่อไปดีกว่า ไม่งั้นก็ได้กำไรไปแล้ว รู้งี้นะ! ขายไปนานแล้ว ถ้าหุ้นมันจะตกขนาดนี้ โถ่! ว่าแล้วว่าหุ้นมันต้องตก คำพูดเหล่านี้พี่ทุยว่า “นักลงทุน” ทุกคนน่าจะเคยได้ยินกัน หรือไม่ก็เคยพูดกัน แม้ว่าการลงทุนจะจบไปแล้ว แต่บางครั้งความรู้สึกที่เรามีต่อการลงทุนนั้นมันยังคงอยู่ และนี่แหละเป็นที่มาของอคติของนักลงทุนสายอีโมที่มีปัญหาในการยอมรับผลการลงทุนของตัวเองและก็ไม่รู้ว่าจะจัดการกับสถานการณ์หรือความรู้สึกนี้อย่างไร ก็เลยพยายามที่จะหาเหตุผลมาสนับสนุนการลงทุนที่ผิดพลาดของตัวเองเพื่อที่จะไม่ต้องยอมรับว่าตัวเองได้ตัดสินใจลงทุนผิดพลาด

นักลงทุนสายอีโมจะเกลียดความสูญเสียจากการลงทุนที่มาจากการตัดสินใจของตัวเองมากทำให้บางครั้งกลัวการลงทุนไปเลยเพราะไม่อยากจะตัดสินใจ

ทีนี้เราลองมาดูกันว่ามีอคติอะไรบ้างที่นักลงทุนสายอีโมต้องเผชิญและจะมีวิธีการอย่างไรในการแก้อคติเหล่านี้ เดี๋ยวพี่ทุยจะมาเล่าให้ฟัง

อคติที่ 1 : ตลาดหุ้นไม่เป็นอย่างที่คิด ต้องหาเหตุมาทำให้สบายใจ (Cognitive Dissonance)

อคติอย่างแรกที่นักลงทุนสายอีโมต้องเผชิญ คือ เวลาที่ได้รับข้อมูลใหม่ๆเกี่ยวกับหุ้นหรือตลาดหุ้น แล้วบังเอิญว่ามันไม่ตรงกับความเข้าใจ ทัศนคติในการลงทุน อารมณ์ ความรู้สึก ความเชื่อ หรือคุณค่าการลงทุนแบบเดิมที่เราเชื่อทำให้เกิดความรู้สึกไม่สบายใจ กระอักกระอ่วน และทำให้เราต้องหาเหตุผลมาลดความรู้สึกไม่สบายใจนั้น (Cognitive Dissonance)

ยกตัวอย่างเช่น พี่ทุยเลือกซื้อหุ้นตัวหนึ่งที่คิดว่ามันจะเป็นหุ้นที่ดี แต่ข้อมูลใหม่เกี่ยวกับหุ้นตัวนี้บ่งบอกว่าหุ้นตัวนี้สู้หุ้นอีกตัวไม่ได้ พี่ทุยเริ่มรู้สึกไม่สบายใจกับการตัดสินใจซื้อหุ้นที่คิดว่าเป็นหุ้นที่ดีแต่กลับไม่เป็นอย่างที่คิดทำให้ต้องหาวิธีการลดความรู้สึกไม่ดีที่เกิดขึ้น โดยการเลือกรับรู้เฉพาะข้อมูลที่ส่งเสริมว่าหุ้นตัวที่ซื้อยังดีกว่า (Selective Perception) ทำให้รับข้อมูลไม่รอบด้านหรืออีกวิธี คือ ซื้อหุ้นตัวเดิมเพิ่ม เพื่อตอกย้ำว่ามันคือหุ้นที่ดี (Selective Decision-Making) แม้ว่าแนวโน้มกิจการของหุ้นตัวนี้จะไม่ดี การลดความรู้สึกไม่สบายใจของนักลงทุนโดยวิธีแบบนี้ทำให้นักลงทุนขายหุ้นช้าในกิจการที่ให้ผลตอบแทนไม่ดีหรือตัดขาดทุนช้า ไม่กระจายการลงทุน และที่สำคัญคือไม่เรียนรู้ว่าตัวเองได้ลงทุนผิดพลาดไป

อคติที่ 2 : ความรู้สึกสูญเสียมีมากกว่าได้รับ (Loss Aversion)

อคติอย่างที่สอง คือ เราจะรู้สึกถึงความสูญเสียมากกว่าเวลาที่ได้รับ (Loss Aversion) ซึ่งโดยเฉลี่ยแล้วเราจะรู้สึกสูญเสียเป็นสองเท่าของความรู้สึกดีที่ได้รับ อคตินี้จะทำให้นักลงทุนไม่ยอมขายหุ้นที่ไม่ทำกำไรออกไป เพราะกลัวจะสูญเสีย เข้าตำราไม่ขายไม่ขาดทุน แม้ว่าหุ้นตัวนั้นดูไม่มีวี่แววที่จะกลับมาทำกำไรได้เลย แต่นักลงทุนจะยอมถือไว้จนกว่าจะกลับมาเท่าทุน กลับกันเวลาที่หุ้นขึ้นนักลงทุนที่มีอคตินี้จะรีบขายหุ้นเพื่อทำไรเพราะกลัวว่าตลาดหุ้นจะเหวี่ยงตัวกลับทำให้เป็นการไปจำกัดการทำกำไรของนักลงทุนเอง แทนที่นักลงทุนควรจะจำกัดขาดทุน และเพิ่มโอกาสทำกำไร กลายเป็นนักลงทุนเพิ่มโอกาสขาดทุนและจำกัดกำไร

อคติที่ 3 : การควบคุมตนเองไม่ได้ (Self-Control Bias)

อคติที่สาม คือ การมีปัญหาในการควบคุมตนเอง (Self-Control Bias) แม้ว่านักลงทุนจะตั้งเป้าหมายการลงทุนระยะยาว แต่ระหว่างทางอาจจะเอาเป้าหมายระยะยาวไปแลกกับการนำเงินออกมาจับจ่ายใช้สอยเพื่อความสุขระยะสั้น สำหรับพอร์ตนักลงทุนกลุ่มนี้จะลงทุนในหุ้นปันผล หรือลงทุนในกองทุนที่มีการจ่ายปันผล เพื่อระหว่างทางจะได้นำเงินจากปันผลไปจับจ่ายใช้สอย แม้ว่าในระยะยาวหุ้นหรือกองทุนที่ไม่จ่ายปันผลจะมีผลตอบแทนที่ดีกว่า

อคติที่ 4 : ไม่อยากเจ็บปวดจากการตัดสินใจพลาด (Regret Aversion Bias)

อคติที่สี่ คือ การที่เราไม่กล้าตัดสินใจในการลงทุนเพราะรู้สึกว่าการตัดสินใจของเราไม่ได้นำไปสู่ผลตอบแทนสูงสุด (Regret Aversion Bias) อคตินี้เกิดขึ้นเพราะ เราไม่อยากเจ็บปวดจากการที่เราตัดสินใจลงทุนผิดพลาด สมมติว่าเราสนใจหุ้นตัวหนึ่งอยู่ ถ้าหากเราตัดสินใจซื้อหุ้นแล้วหุ้นตก (อ่านบทความเพิ่มเติมเกี่ยวกับ : ลงทุนอย่างไรดีในช่วงหุ้นตกในมุมมองเศรษฐศาสตร์พฤติกรรมได้ ที่นี่) เราจะรู้สึกแย่ที่เราตัดสินใจผิด แต่หากเราไม่ซื้อแล้วหุ้นดันขึ้น เราก็จะรู้สึกแย่ที่เราปล่อยให้โอกาสทำกำไรผ่านไป

แม้ว่าทั้งสองกรณีจะทำให้เรารู้สึกแย่ แต่ความผิดพลาดที่เกิดจากการตัดสินใจของเรา (Error of Commission) จะทำให้เรารู้สึกแย่มากกว่าความผิดพลาดที่เกิดจากการที่เราปล่อยผ่าน (Error of Omission) จนสุดท้ายอคตินี้จะทำให้นักลงทุนลงทุนในสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงต่ำ หรือหากถือหุ้นที่ทำกำไรหรือขาดทุนอยู่ก็จะถือนาน เพราะไม่อยากรู้สึกแย่จากการตัดสินใจที่ผิดพลาด

อคติที่ 5 : อยู่แบบเดิมทำแบบเดิมสบายดีแล้ว (Status Quo Bias)

อคติที่ห้า คือ นักลงทุนเลือกจะถือหุ้นที่คุ้นเคยหรือมีความผูกพันเพราะไม่ต้องการความเปลี่ยนแปลง (Status Quo Bias) มนุษย์มีความเฉื่อยชาอยู่ในตัว คือ สิ่งใดที่เคยมีอยู่แล้วมันไม่ถึงกับแย่อะไร ก็ไม่อยากจะให้มันเปลี่ยนแปลงไป

ยกตัวอย่างเช่น เราเลือกที่จะเปิดพอร์ตหุ้นหรือเลือกซื้อกองทุนกับธนาคารที่เรามีบัญชีอยู่แล้วเพราะขี้เกียจเปิดบัญชีกับธนาคารใหม่หรือเราเลือกที่จะถือหุ้นหรือกองทุนที่ไม่ให้ผลตอบแทนที่ดี เพียงเพราะไม่อยากเสียค่าธรรมเนียมจากการขายแม้ว่าค่าธรรมเนียมจะน้อยมากเมื่อเทียบกับเงินที่เราจะต้องขาดทุนไปหรือเลือกถือเพียงเพราะความรู้สึกผูกผันเนื่องจากเราใช้ผลิตภัณฑ์ของหุ้นตัวนั้นมายาวนาน

อคติที่ 6 : รู้อยู่แล้วว่ามันต้องเป็นแบบนี้ (Hindsight Bias)

อคติที่หก เกิดขึ้นหลังจากเหตุการณ์หนึ่งจบลงไป แล้วเรารู้สึกว่าก็รู้อยู่แล้วว่ามันต้องเป็นอย่างนี้ แต่จริงๆแล้วเหตุการณ์นั้นไม่สามารถที่จะคาดการณ์ได้ (Hindsight Bias) นักลงทุนสายอีโมที่มีอคตินี้ เมื่อหุ้นตกก็จะบอกว่า “ว่าแล้วว่าหุ้นตัวนี้จะต้องตก แต่เสียดายยังไม่ทันได้ขายเลย ไม่มีเวลา” หรือถ้าหุ้นตัวเดียวกันขึ้นก็จะบอกว่า ว่าแล้วว่ามันต้องขึ้น ก็เลยไม่ได้ขายก่อนหน้านี้ไง” นักลงทุนประเมินความสามารถในการคาดการณ์ตลาดของตนเองสูงเกินจริงหรืออีกนัยหนึ่งคือให้ค่าความไม่แน่นอนของตลาดต่ำไป

อคติที่ 7 : สิ่งที่เราครอบครองย่อมมีค่ามากกว่า (Endowment Bias)

อคติที่ลำดับสุดท้ายของนักลงทุนสายอีโม คือ ถ้าครอบครองสินทรัพย์อะไรอยู่จะให้คุณค่ากับสินทรัพย์นั้นมากกว่าตอนที่ไม่ได้ครอบครอง (Endowment Bias) ความหมาย คือ ถ้านักลงทุนถือหุ้นอยู่จะต้องการส่วนเกินมูลค่าหุ้นที่สูงเกินจริงเพื่อแลกกับการขายหุ้นนั้นออกไป

มีใครเริ่มรู้ตัวแล้วบ้างว่าเราเป็น “นักลงทุน” สายอีโม ?

อย่างแรกที่ต้องทำเลยคือยอมรับว่าคนเราทำผิดพลาดได้ บางครั้งเราก็ขาดทุนบ้าง แต่นักลงทุนที่ดีต้องเรียนรู้จากความผิดพลาดของเราเอง การบันทึกเหตุผลที่เราเลือกลงทุนก่อนที่จะลงทุนช่วยให้เราไม่ต้องสร้างเหตุผลมาสนับสนุนการลงทุนที่ผิดพลาดในภายหลัง แถมยังสามารถนำมาวิเคราะห์เป็นบทเรียนต่อไปสำหรับการลงทุนในอนาคตได้ บางครั้งเรารู้สึกแย่ไม่กล้าขายหุ้นที่ขาดทุนอยู่ก็ให้คิดซะว่าการถือหุ้นที่ขาดทุนก็รู้สึกแย่เหมือนกัน ดังนั้นการจำกัดขาดทุน การปล่อยให้กำไรวิ่ง การมีวินัยทางการเงินและการวางแผนการลงทุนกระจายความเสี่ยงจะช่วยลดอคตินักลงทุนอีโมได้

การลงทุนโดยยึดตามแผนการลงทุนระยะยาวจะช่วยให้เราไม่ต้องลงทุนตามเทรนด์เพื่อป้องกันการเสียหน้าโดยอ้างว่าคนอื่นก็ลงทุน ไม่ต้องลงทุนเฉพาะกลุ่มธุรกิจเพียงเพราะเราคุ้นเคย (อันนี้ต้องอาศัยการหาข้อมูลและศึกษาเพิ่มเติมในกลุ่มธุรกิจอื่น แต่ก็ไม่ยากเท่าไหร่ ก็แค่กด Like กด Share บทความในเพจ Money Buffalo ไง ฮ่า) และเมื่อตลาดอยู่ช่วงขาลงก็ไม่ต้องกลัวที่จะลงทุนเพราะอย่าลืมว่าหลักการพื้นฐานที่สุดของนักลงทุนเลย คือ การซื้อมาถูกแล้วขายตอนแพงนั่นเอง

อ่านบทความที่เกี่ยวข้องเพิ่มเติมได้ที่นี่
บทความ : 5 อคติของนักลงทุนติดกรอบที่ทำให้การลงทุนผิดพลาด
บทความ :
8 อคติของนักลงทุนเพ้อฝันที่ทำให้การลงทุนผิดพลาด

อัพเดทบทความใหม่ล่าสุดทาง LINE ทุกวัน
Add Friend ที่ LINE ID @moneybuffalo

Spread the love
Sign up for your information
Newsletter*
Text:*