หุ้น BEC พุ่งสูงขึ้น หลังคืนใบอนุญาตช่อง 13 และ 28

หุ้น BEC พุ่งสูงขึ้น หลังคืนใบอนุญาตช่อง 13 และ 28

4 min read  

ฉบับย่อ

  • ช่อง​ 3 หรือ​ หุ้น BEC​ มีรายได้และกำไรลดลงอย่างต่อเนื่องจนขาดทุนเมื่อปีที่ผ่านมา​ สาเหตุหลักมาจากการแบกรับจำนวนช่องมากเกินไป
  • รายได้หลักของช่อง​ 3 มาจากการโฆษณา​ แต่ปีที่ผ่านมา​มีสัดส่วนรายได้นี้ลดลง​ จึงกระทบกับรายได้หลักอย่างมาก
  • ผลขาดทุนในปีที่ผ่านมา​ นอกจากต้นทุนที่สูงเพราะต้องแบกรับหลายช่องแล้ว​ ยังมาจากการตัดสินใจคืนใบอนุญาต​ประกอบทีวีดิจิทัล 2 ช่อง​และต้องลดจำนวนพนักงานลง​ จึงต้องจ่ายค่าชดเชย​ตามกฏหมายแรงงานด้วย
  • นอกจากจะกำไรลดลงเพราะกระจายความเสี่ยง​มากเกินไปแล้ว​ ยังเกิดเพราะ​ Technology​ Disruption ที่ดึงให้ผู้บริโภค​หันไปนิยมสื่อออนไลน์​มากขึ้นด้วย

พี่ทุยเชื่อว่า​ เราคงได้ยินคำว่า​ “การกระจายความเสี่ยง” อยู่บ่อย ๆ​ โดยเฉพาะหากพูดถึงเรื่องการลงทุน​ ซึ่งการกระจายความเสี่ยง (Asset Allocation) คือ​ การที่เลือกวางเงินลงทุนในสินทรัพย์ที่แตกต่างกันหลาย ๆ​ อย่าง​ ตามระดับความเสี่ยงที่เรารับได้ เช่น​ ถือทองคำส่วนนึง​ ถือตราสารหนี้หรือพันธบัตร​รัฐบาล​ส่วนนึงและถือหุ้นที่เป็นสินทรัพย์​เสี่ยงส่วนนึง​ หรือการจัดพอร์ต​หุ้น​ เราก็ควรกระจายการลงทุน​ไปในหลาย ๆ​ อุตสาหกรรม​ ถ้ามีปัจจัยอะไรมากระทบ​ธุรกิจ​ประเภทนึง​ เราก็ยังมีอกให้ซบ​ มีไหล่ให้พิงอยู่​

การกระจายความเสี่ยงเป็นเรื่องที่สำคัญมากนะ​ เพราะถ้าเราไม่รู้จักกระจายความเสี่ยง​ ชีวิตก็จะยิ่งเสี่ยงมากขึ้น​ แต่ถ้าเรากระจายความเสี่ยงมากเกินไป​ เราก็จะเสี่ยงเพิ่มขึ้นเช่นกัน ที่เกริ่นกันมานาน​ขนาดนี้​ ก็เพราะว่า​พี่ทุยกำลังจะพูดถึง​ “หุ้น​ BEC” หรือ​ บริษัท​ บีอีซี​ เวิลด์​ จำกัด (มหาชน) ของช่อง​ 3 นั่นเอง

ในปลายปี​ 2556 กสทช. ได้ประกาศให้มีการเปลี่ยนแปลง​การออกอากาศ​ทางโทรทัศน์​จากแบบอนาล็อก​ไปเป็นแบบดิจิทัล ซึ่งจะชัดกว่า​ ถ้ายังจำกันได้ในตอนนั้นกระแสทีวีดิจิทัลในบ้านเราเนื้อหอมมาก​ ใครๆ​ ก็ต่างพาไปรุมจีบ​ รวมทั้งช่อง​ 3 ด้วย​ จนสุดท้ายสาวเจ้าก็รับรัก​และได้​มาถึง​ 3 ช่อง​ คือช่อง​ 3 SD ช่อง​ 3 Family และช่อง​ 3 HD​ ​ด้วยมูลค่าการประมูล​รวม​ 6,500 ล้านบาท

แต่เรื่องจริงไม่เหมือนในเทพนิยายที่จะจบลงที่เจ้าหญิงกับเจ้าชายเเต่งงานกัน​ และครองรักกันอย่างมีความสุขเสมอไป​ เพราะหลังจากช่อง​ 3 ประมูลทีวีดิจิทัลได้​ รายได้และกำไรของเค้าก็ไม่ค่อยสวยงามเท่าไหร่

หุ้น BEC พุ่งสูงขึ้น หลังคืนใบอนุญาตช่อง 13 และ 28

จะเห็นได้ว่ารายได้ลดลงทั้งปี​ แต่นั่นก็ไม่วิกฤต​เท่ากับการที่กำไรลดลงจากหลักหลายพันล้านบาท​ พลิกมาเป็น​ขาดทุนถึง​ 330​ ล้านบาทในปี​ 2561​ เลยทีเดียว!

การที่รายได้ลดลงเป็นเพราะอะไรกันนะ​ ในเมื่อแตกหน่อช่องเพิ่มมา 2 ช่อง ? งั้นเรามาเจาะลึกโครงสร้างรายได้​ของ ​BEC ดูกันเลย

หุ้น BEC พุ่งสูงขึ้น หลังคืนใบอนุญาตช่อง 13 และ 28

พี่ทุยเอางบกำไรขาดทุน​ 2 ปีที่ผ่านมา​ให้ดูคร่าวๆ​ เฉพาะส่วนรายได้จากการขายเวลาโฆษณา​นะ​ จะเห็นได้ว่าในปี​ 2560​ รายได้จากการขายเวลาโฆษณา​คิดเป็นสัดส่วน​ถึง​ 89.6% ของรายได้รวมทั้งหมด​​ ซึ่งจัดเป็นรายได้หลัก​ ที่ถ้าหากมีอะไรมากระทบก็คงสั่นคลอนกำไรอย่างมาก​ แต่พอปี​ 2561​ ที่ผ่านมารายได้จากการขายโฆษณา​นี้ก็ลดสัดส่วน​เหลือเพียงเเค่​ 85.6% ของรายได้หลัก ซึ่งพอรายได้หลักอย่างการโฆษณา​ลดลงอย่างนี้​ สิ่งที่ตามมาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้​ ก็คือ การที่รายได้รวมและกำไรลด​นั่นเอง

ซึ่งการโฆษณา​จะมีราคาไม่เท่ากันขึ้นอยู่กับ​

  • ช่วงเวลาในการออกอากาศ​ เช่น​ ถ้าหากเป็นช่วงเวลาหลังข่าว​ ประมาณ 20.​00 –​ 22.00 น. จะเรียกว่า​ ช่วง Prime Time และค่าโฆษณา​จะแพงที่สุด​
  • เรตติ้งของรายการนั้นๆ​ เช่น​ ตอนที่ละครบุพเพสันนิวาส​ออกอากาศ​ ช่อง​ 3 ได้รับความนิยมมาก​ เรตติ้งสูงลิ่ว​ ช่อง​ 3 ก็เรียกค่าโฆษณา​ได้มากกว่า​ปกติ​

แต่ก็มีกฎหมาย​จำกัดการโฆษณา​นะ​ ไม่อย่างนั้น​ทุกวันนี้เราอาจจะได้ดูโฆษณา​ที่มีรายการแทรกสั้น ๆ​ แทนก็ได้​ (ฮ่า) ​เพราะพรบ. การประกอบกิจการกระจายเสียงเเละกิจการ​โทรทัศน์​ พ.ศ. 2551 กำหนดไว้ว่า​ ช่องฟรีทีวีสามารถ​มีโฆษณา​ได้ไม่เกิน​ 12​ นาที​ 30​ วินาที​ และเมื่อรวมทั้งวันแล้ว​ ต้องมีเวลาโฆษณา​เฉลี่ยไม่เกินชั่วโมง​ละ​ 10 นาที​

ดังนั้น​เมื่อมีเวลาจำกัด​ พี่ทุยเลยมองว่าช่องต่าง ๆ​ จะทำรายได้ได้มากน้อยแค่ไหนก็คงขึ้นอยู่กับ​เรตติ้งของรายการหรือละครเรื่องนั้น ๆ​ เป็นสำคัญ​ นี่แหละคือความหมายของ​ “Content​ is king” ซึ่งในที่นี้เนื้อหาสาระของรายการและละครจะทำหน้าที่เป็น King ที่มีสิทธิ์​ชี้เป็นชี้ตาย​ ว่าอาณาจักร​จะอยู่รอดมั้ย

การขาดทุนของช่อง​ 3 ในปี​ 2561​ ให้บทเรียนอะไรกับเราบ้าง ?

1. กระจายความเสี่ยงมากไป​ ทั้งที่ยังไม่พร้อมนั้นไม่ดี

การที่ช่อง​ 3 แบกรับช่องมาเพิ่มอีก​ 2 ช่อง​ นับเป็นการเพิ่มต้นทุน​ ในขณะที่​รายได้หลัก​ ซึ่งในที่นี้คือเม็ดเงินจากการโฆษณา​ก็มีเท่าเดิม​

พอมีการประกาศคืนใบอนุญาต​ ช่อง​ 3 SD และ​ FAMILY ราคาหุ้นก็ดีดตัวขึ้นตอบรับทันที​ เพราะคาดว่า​ ช่อง​ 3 จะได้รับประโยชน์​จากการคืนใบอนุญาต​ในครั้งนี้เป็นจำนวนเงิน​ 843​ ล้านบาท​ และจะถูกบันทึกลงในรายการกำไรพิเศษ

หุ้น BEC พุ่งสูงขึ้น หลังคืนใบอนุญาตช่อง 13 และ 28

จากภาพ​ หลังจากมีการประกาศเรื่องคืนช่อง​“หุ้น​ BEC”​ ก็ดีดตัวขึ้นอย่างรุนแรงในวันที่​ 9​ กรกฎาคม​

2. ดอกไม้นอกจากต้องบานให้ถูกที่เเล้ว​ ยังต้องบานให้ถูกเวลาด้วย

อันนี้พี่ทุยขอพูดรวมถึงทีวีดิจิทัลทั้งหมด​เลยนะ​ เพราะทีวีดิจิทัลเพิ่งเข้ามาในบ้านเราเมื่อไม่กี่ปีก่อนนี้เอง​ ในช่วงเวลาที่กระแสออนไลน์​และสตรีมมิ่ง ​เช่น​ Netflix เริ่มเป็นที่นิยมมากขึ้นเรื่อย ๆ

แน่นอนว่า​ พฤติกรรม​ของผู้บริโภค​ที่เปลี่ยนไป​ โดยเปลี่ยนจากการใช้เวลาที่หน้าจอทีวี​มาเป็นการใช้เวลาเสพย์​สื่อผ่านทางช่องทางออนไลน์​ต่าง ๆ​ มากขึ้น​ หรือที่เราเรียกกันว่า​ “Technology​ Disruption​” เป็นเหตุผลสำคัญ​อย่างหนึ่งที่ทำให้​ดอกไม้​ ซึ่งในที่นี้คือ​ ทีวีดิจิทัลไม่เบ่งบานนั่นเอง ปลูกกุหลาบแล้วฝนดันไม่ตก​​ ทำนาแล้วดันเจอหน้าแล้งพอดีอย่างนี้​ พี่ทุยก็คงได้แต่เห็นใจ

ก่อนจะจากกันไปในบทความนี้​ พี่ทุยอยากเน้นย้ำถึงเรื่องการกระจายความเสี่ยงนะ​ ไม่กระจายเลยก็คงไม่ดี​ แต่ถ้ากระจายมากไปแล้วเราไม่สามารถดูแลบริการจัดการได้​ก็ไม่ใช่เรื่องดีอีกเช่นกัน ดังนั้นการกระจายความเสี่ยงก็มีสิ่งที่ต้องระวังตัวมากขึ้นเช่นกัน อย่างในกรณีของช่อง 3 ถือว่าเป็นตัวอย่างของการกระจายความเสี่ยงแต่สภาพแวดล้อมไม่พร้อมที่เห็นได้อย่างชัดเจนที่สุด


Comment

Be the first one who leave the comment.

Leave a Reply

error: