หุ้นที่น่าสนใจที่ค้าขายกับจีน

“หุ้น” ที่น่าสนใจที่ค้าขายกับจีน

4 min read  

ฉบับย่อ

  • จากสถานการณ์​โลกที่อเมริกาขึ้นภาษีนำเข้าของจีน จาก​ 10% เป็น​ 25% และเรื่องของ​ Trade​ War ที่เริ่มพัฒนากลายเป็น​ Tech​ War ทำให้ค่าเงินหยวนของจีนอ่อนค่าลง
  • ซึ่งการอ่อนหรือแข็งของค่าเงินก็ล้วนแล้วแต่มีข้อดี​ ข้อเสียด้วยกันทั้งนั้น​ แต่การอ่อนค่าลงของค่าเงินหยวนก็อาจส่งผลกระทบต่อหุ้นหลายตัว​ โดยเฉพาะ​หุ้นที่รายได้พึ่งพาจีนมาก
  • หุ้นที่ทำการค้าขายกับจีนมาก​ เช่น​ BEAUTY, DDD ที่รายได้ค่อนข้างขึ้นอยู่กับนักท่องเที่ยว​จีนที่เข้ามาในไทย​ CBG ที่ตั้งเป้าลุยตลาดจีน​ และ​ TKN​ ซึ่งพึ่งพารายได้จากจีนคิดเป็นเกือบ​ 40% ของรายได้รวมทั้งหมด

อย่างที่รู้ๆ​กันว่า​ช่วงนี้สถานการณ์​โลกไม่ค่อยจะไปได้ดีสักเท่าไหร่​ เพราะประเทศมหาอำนาจทางเศรษฐกิจ​ของโลกทะเลาะกัน​ Trade​ war ที่ยืดเยื้อ​มาระยะนึงแล้ว​ ก็ไม่มีท่าทีว่าจะจบลงง่ายๆ​ หนำซ้ำยังเริ่มพัฒนาเปลี่ยนไปเป็น “Tech War” แทนอีกด้วย

สิ่งแรกที่ตอบรับข่าวการที่สหรัฐ​จะขึ้นภาษีสินค้านำเข้าของจีน จาก​ 10% เป็น​ 25% ก็คือ​ เรื่องของค่าเงิน​ เวลาที่ประเทศ​ไหน​เกิดข่าวกลิ่นตุๆ​อย่างจีนตอนนี้เข้า​ ค่าเงินสกุลนั้นๆ​ก็จะอ่อนค่าลงไปโดยทันที

พี่ทุยขอเอากราฟคู่สกุล​ “CNY/THB” ที่เปรียบเทียบระหว่างค่าเงินสกุลหยวนของจีนและค่าเงินสกุลบาทมาให้ดูกันนะ​ โดยมีเงินหยวนของจีนเป็นค่าเงินพื้นฐาน (Base Currency) ถ้าใครเล่น Forex (ตลาดซื้อขายอัตราแลกเปลี่ยนเงินตรา) จะรู้อยู่แล้วว่า เมื่อคู่สกุลเงินนี้มีค่าลดลง จะหมายถึงว่าค่าเงินพื้นฐาน (Base Currency) อ่อนค่าลง พูดง่ายๆคือ ในช่วงประมาณ 2 อาทิตย์ที่ผ่านมานี้ เงินหยวนอ่อนค่าลงค่อนข้างมาก​ เพราะคนพากันเทขายสกุลหยวน​ อาจจะเพราะมองว่าข่าวที่เกิดขึ้น​ทำให้เสถียรภาพ​ทางเศรษฐกิจ​ของเค้าคลอนแคลน

หุ้นที่น่าสนใจที่ค้าขายกับจีน

 

อย่าเพิ่งเกาหัวแกร่กๆ​ ที่เอากราฟค่าเงินมาให้ดู​ พี่ทุยไม่ได้จะมาพูดถึงเรื่องเศรษฐกิจ​โลกอะไรอย่างนี้นะ​ แต่กำลังเกริ่นนำเพื่อพูดถึง “หุ้น” ในตลาดหุ้นบ้านเราที่อาจจะได้รับผลกระทบ​จากทั้งเรื่องค่าเงินและเรื่องเศรษฐกิจ​ของเค้า​นั่นเอง

เพราะเวลาที่เงินอ่อนค่า ก็มีแนวโน้ม​ที่จะเกิดผลเสียตามมาหลายอย่าง​ แต่จริงๆ​แล้ว​ ไม่ว่าจะอ่อนหรือแข็งค่าก็มีข้อเสีย​เหมือน​กันทั้งนั้น

แต่พี่ทุยขอโฟกัสเฉพาะที่เกี่ยวกับเรา​ก่อน คือ​ เมื่อค่าเงินเค้าอ่อน​ ก็เท่ากับเงินของเค้ามีมูลค่าน้อยลง​ เงินหยวนเท่าเดิมแท้ๆ​ แต่ใช้แลกเงิน​ต่างชาติ​ได้จำนวนน้อยลง​ เช่น​ เมื่อก่อน​ เอาเงิน​ 100 หยวนไปแลกเงินไทย​ อาจจะได้ 500 บาท​ แต่ตอนนี้ถ้าเอา​ 100 หยวนมาแลกเงินไทยจะได้แค่​ 460 บาท​ เพราะค่าเงินอ่อนค่าลง​ ดังนั้นก็อาจจะมีผลให้เค้าเที่ยวเมืองนอกน้อยลง​ ก็แปลว่าจีนมาเที่ยวไทยน้อยลง แล้วยิ่ง​ไทยที่เกิดเหตุการณ์​ “เรือล่มที่ภูเก็ต” เมื่อต้นเดือนกรกฎา​คมปีที่แล้ว

จะเห็นได้ว่าจำนวนนักท่องเที่ยว​จีนที่เดินทางมาท่องเที่ยว​ไทยลดลงอย่างมากตั้งแต่เดือนกรกฎาคม​และกระเตื้องขึ้นเล็กน้อยในช่วงธันวาคม

หุ้นที่น่าสนใจที่ค้าขายกับจีน

เกริ่นกันมานานเเล้ว​ มาดูตัวอย่าง “หุ้น” ที่ค้าขายกับจีนในปริมาณที่มากกันเลยดีกว่า

1. BEAUTY หรือ​ หุ้นความงามฉายาสวยสังหาร​

หุ้นตัวนี้ คือ หุ้น​ Growth Stock ในใจหลายๆ​คน​ รวมถึงบรรดากองทุนต่างๆ​ในหลายปีที่ผ่านมา​ และขึ้นไปทำราคาสูงสุดที่ 23.70 บาท​ และหลังจาก​นั้นไม่นาน​ เค้าก็ถูกเทขายลงมาอย่างรุนแรง​ จนราคาติดฟลอร์ ​(ราคาลดลง 30% ภายในวันเดีย​ว​ ซึ่งตลาดหลักทรัพย์​กำหนดเพดานไม่ให้ราคาลดลงมากกว่า​นี้ใน​ 1 วัน)​ เรียกได้ว่าเป็นหุ้นหักปากกาเซียนประจำปีที่แล้วเลย​ หลายคนที่เชื่อมั่นว่า​ “หุ้นใน SET50 พื้นฐาน​ดี​ ไม่มีลงฟลอร์หรอก” คงต้องปรับทัศนคติกันใหม่รัวๆเมื่อเจอคนสวยใจร้าย

บิวตี้มีสัดส่วนรายได้จากการขายในต่างประเทศ​ แค่ประมาณ​ 20% ของรายได้เท่านั้น​ แต่ประเด็นอยู่ที่ว่า​ รายได้ที่เกิดจากการขายสินค้าภายในประเทศ​ส่วนหนึ่งก็มาจากชาวต่างชาติที่เข้ามาท่องเที่ยวในไทย​ โดยเฉพาะ​ชาวจีน​ ซึ่งนิยมซื้อสินค้าของบิวตี้ติดไม้ติดมือกลับบ้าน​ แต่พี่ทุยก็ไม่แน่ใจว่าสัดส่วนตัวเลขตรงนี้มากน้อยขนาดไหนนะ​ เพราะไม่มีการประเมินไว้เลย​ ทีนี้พอจำนวนนีกท่องเที่ยว​จีนหด​ ตั้งแต่เดือนกรกฎา​คมปีที่แล้ว​ รายได้และกำไรของ​บริษัท Growth Stock นี้เลยกระทบนั่นเอง

นอกจากนั้น​ แว่วๆมาว่า​ ผู้บริหารตั้งเป้าจะทำให้ยอดขายจากต่างประเทศ​เพิ่มขึ้น​เป็น​ 50% ของรายได้ด้วย !

2. DDD ของ บริษัท​ดู​ เดย์​ ดรีม​ จำกัด (มหาชน)​

เมื่อพูดถึงบิวตี้​ พี่ทุยก็คิดถึงหุ้นความงามตัวนี้ด้วยทันที​ DDD​ ก็เป็น​อีกหนึ่งหุ้นหฤโหด​ เค้าเข้า IPO ในตลาดเมื่อปลายปี​ 2560 ด้วยราคาจอง​ 53​ บาทและมี​ P/E​ สูงถึง​ 54 เท่า​ ภายในวันแรก​ และที่ฮือฮา​ ทำเอาคนที่ไม่ได้ IPO น้ำตาตกตอนนั้นคือ​ การที่เค้าปิดตลาดในการเทรดวันแรกที่​ 85​ บาท​หรือคิดเป็นผล​ตอบแทน​สูงถึง​ 60% จากราคา IPO

ถ้าให้มอบตำแหน่งสาขาต่างๆ​เหมือนบนเวทีนางงาม​ พี่ทุยขอมอบมงกุฎ​พร้อมสายสะพายให้นักลงทุน​ปีที่แล้วในสาขา​ “การทุบหุ้น​ P/E สูง” เพราะหลังจากเข้าตลาดมาเรียบร้อย​และดื่มน้ำผึ้งพระจันทร์​ได้ไม่นาน​ เค้าก็ลงมาทำจุดต่ำสุดที่ราคา​ 15.10 บาทเมื่อ​วันที่​ 21​ มกราคม 2562 ที่ผ่านมา

DDD​ เหมือน BEAUTY ในแง่ที่ว่าหากดูรายได้​ 100% แล้วมีสัดส่วนรายได้จากการขายในต่างประเทศ​ไม่มากนัก​ แต่ถ้าได้ลองอ่านรายงานประจำปีจะพบว่า​ บริษัท​ค่อนข้างเน้นถึงเรื่องนักท่องเที่ยว​จีนลด​ เลยส่งผลถึงรายได้​ โดยจำนวนนักท่องเที่ยว​จีนลดลง​ประมาณ​ 2% เมื่อเทียบกับช่วงต้นปีของปีที่แล้ว​ และบริษัท​ก็บอกว่าที่รายได้จากการขายต่างประเทศ​ลดลงถึง​ 58.32% ก็มีผลจากการขายที่จีนชะลอตัวเนี่ยแหละ

3. CBG ของ บริษัท คาราบาว กรุ๊ป

คาราบาวเป็นหุ้นอีกตัวนึงที่มีราคาลดลงมาก​ ถ้าคนไม่ได้ดูราคาหุ้นเป็นประจำ​ ดูราคาของหุ้น CBG ในช่วงเดือนตุลาคมปี 2560 ที่ราคาอยู่ในแดนสามหลัก​แล้วปิดจอ​ มาดูราคาหุ้น​ CBG​ อีกทีเมื่อปลายปี​ 2560​ ที่ราคาตัวละประมาณ​ 30​ บาท​ คงอดคิดไม่ได้ว่าหุ้นน่าจะมีการ​ “แตกพาร์​” อย่าง​แน่นอน​

เรามาดูสัดส่วนรายได้ของคาราบาวใน​ 3 ปีนี้ดีกว่า

หุ้นที่น่าสนใจที่ค้าขายกับจีน

จะเห็นได้ว่าสัดส่วนรายได้จากต่างประเทศเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ​ โดยเครื่องดื่มของคาราบาวขายดีในกลุ่มประเทศ​ CLMV อย่างกัมพูชา​และพม่า​

เรื่องที่น่าสนใจคือ​ “คาราบาว” คาดหวังกับยอดขายและการเติบโตในจีนค่อนข้างสูง​ อย่างที่รู้กันว่าจีนเป็นประเทศที่มีประชากรมาก​ เลยมีความต้องการในการบริโภคสูง​ รวมถึงตลาดเครื่องดื่มชูกำลังด้วย​ ซึ่งตลาดเครื่องดื่มชูกำลังของจีนมีขนาดใหญ่ถึง​ 20,000​ ล้านกระป๋อง หรือคิดเป็น​ 50% ของตลาดเครื่องดื่มชูกำลังทั้งโลก​ คาราบาวตั้งเป้าว่าในปี​ 2562​ จะต้องทำยอดขายในจีนให้ได้​ 200​ ล้านกระป๋อง​ ซึ่งในปี​ 2561​ นี้​ คาราบาวมีส่วนแบ่งการตลาดในตลาดเครื่องดื่มชูกำลังของจีนอยู่​ 1% แล้ว​

ถ้าถามว่า CBG จริงจังกับการขยายตลาดในจีนขนาดไหน​ พี่ทุยเคยอ่านบทสัมภาษณ์​ว่าประธานกรรมการบริษัทถึงขนาดพูดว่า​ “CBG ฝากอนาคตทั้งหมดไว้ที่จีน” เลยล่ะ

4. TKN เถ้าแก่น้อย

จากสาหร่ายกรอบๆ​กลายเป็นสาหร่าย​กร่อยๆ​เลยงานนี้ เมื่อการขายที่จีน​สะดุด​ เนื่องจากเรื่องการลอกเลียนแบบสินค้า​ (ลองไปอ่านบทความเกี่ยวกับ TKN ได้เลย พี่ทุยเคยเขียนเอาไว้แล้ว) ที่รายได้ของ​ TKN​ เซ​ จนราคาหุ้นโดนเทขนาดนี้​ ก็เพราะว่าเค้าพึ่งพาต่างประเทศ​โดยเฉพาะ​จีนมากๆ​เลย

เค้าพึ่งพามากขนาดไหน ? ก็ขนาดที่ว่า​ รายได้​ 100 บาท​ของ​ TKN​ เป็นรายได้จากในประเทศ​ 39 บาท​ และเป็นรายได้จากต่างประเทศ​ 61​ บาท​และใน​ 61​ บาทนี้​ เป็นรายได้จากจีนถึงเกือบ​ 40​ บาท​เลยแหละ​ พอๆ​กับรายได้ที่เค้าสร้างได้จากการขายในไทยเลย​ พอโดนพี่จีนเตะตัดขา TKN​ ก็เลยเจ็บหนักและลุกยากหน่อยอย่างนี้แหละ (ฮ่า)​

จริงๆ​แล้วหุ้นที่ทำการค้าขายกับจีนมาก​ ยังมีอีกหลายตัวนะ​ พี่ทุยขอแนะนำคนที่คิดจะลงทุนในกิจการใดๆ​ว่าให้ศึกษา​ให้ดีก่อนว่ารายได้ของเค้ามาจากไหน​ ปัจจัยอะไร​บ้างจะมีผลต่อราคาของหุ้น​ ถ้าสถานการณ์​โลกเป็นอย่างนี้​ อะไรจะพัง​ อะไรจะปัง​ อย่าเข้าซื้อหุ้นเพียงเพราะว่าเห็นว่ามันถูก​ เดี๋ยวเหมือน​เวลาที่เราซื้อของจาก​ Duty Free นึกว่าได้ถูกแล้ว​ แต่กลับเจอของแบบเดียวกัน​ขายใน​ Lazada Flash Sale แล้วมีราคาถูกกว่าจะหาว่าพี่ทุยไม่เตือนไม่ได้นะ​ !

Comment

Be the first one who leave the comment.

Leave a Reply

error: