หุ้นไทยกลุ่มไหน เข้ากับ "เมกะเทรนด์" ของโลก ?

หุ้นไทยกลุ่มไหน เข้ากับ “เมกะเทรนด์” ของโลก ?

 

ฉบับย่อ

  • เมกะเทรนด์ของโลก ที่กำลังจะมาเปลี่ยนแปลงสังคมไทย ใครที่ปรับตัวไม่ทันจะถูก Disrupt ไป ส่วนใครที่ปรับตัวได้ก่อน ย่อมมีโอกาสทองในการลงทุนหรือสร้างธุรกิจได้ทันกระแสที่เกิดขึ้น
  • เทรนด์สังคมผู้สูงอายุ เป็นสิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้นในอีกไม่กี่ปีข้างหน้านี้แล้ว โดยเฉพาะในสังคมไทย ธุรกิจดูแลสุขภาพ (Healthcare) จึงเข้ามามีความสำคัญต่อสังคมผู้สูงอายุเป็นอย่างมาก
  • เทรนด์เทคโนโลยีนวัตกรรม ในยุค 4.0 ที่หันไปทางไหนก็เจอแต่คนใช้สมาร์ทโฟน ใช้อินเทอร์เน็ต ซึ่งนับเป็นปัจจัยที่ 5 ในชีวิตประจำวันเลยก็ว่าได้ ธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีเหล่านี้ จึงมีบทบาทสำคัญมากยิ่งขึ้นต่อการพัฒนาระบบเศรษฐกิจของไทย

โลกทุกวันนี้เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็วกว่าที่เราคิดไว้มาก ใครที่ปรับตัวไม่ทันจะถูกเทคโนโลยี disrupt ไปในที่สุด การเกาะกระแสเมกะเทรนด์ของโลก จึงมีความสำคัญต่อการสร้างธุรกิจ และมีผลกระทบที่ตามมาในหลายๆด้านต่อสังคมและเศรษฐกิจของไทย “เมกะเทรนด์” โลกที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับธุรกิจในไทย มีอะไรบ้าง บทความนี้พี่ทุยจะมาค้นหาคำตอบกัน เริ่มจาก

“เมกะเทรนด์” สังคมของผู้สูงอายุ (Aging Society)

ในอีกไม่กี่ปีข้างหน้านี้ สังคมไทยจะก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุอย่างเต็มตัว กล่าวคือ ประชากรทั้งหมด จะมีผู้สูงอายุอยู่ 20% หรือ 1 ใน 5 คน จะเป็นคนสูงอายุนั่นเอง แสดงว่า โครงสร้างสังคมไทยกำลังจะเปลี่ยนไปตามเมกะเทรนด์ของโลก ที่หลายๆประเทศชั้นนำทั่วโลกกำลังเป็นสังคมผู้สูงอายุกันไปแล้ว

เนื่องด้วยคนที่เกษียณในปัจจุบันนี้เป็นคนรุ่น Baby Boomers ซึ่งมักมีนิสัยขยันทำงานและชอบเก็บเงินเก็บทองไว้เยอะๆ คนรุ่นนี้จึงกลายเป็น “ผู้ที่มีกำลังซื้อ” ในสิ่งของอุปโภคและบริโภคต่างๆ แนวทางการลงทุนที่น่าสนใจเกาะไปกับเมกะเทรนด์โลก คือ ลงทุนบริษัทในกลุ่มธุรกิจ Healthcare ซึ่งเป็นธุรกิจที่เกี่ยวกับการดูแลรักษาสุขภาพร่างกาย ธุรกิจที่เกี่ยวข้อง เช่น โรงพยาบาล ยารักษาโรค หรือของกินของใช้ที่เกี่ยวกับผู้สูงอายุโดยเฉพาะ ถือเป็นธุรกิจที่ได้รับประโยชน์ไปเต็มๆ อันเนื่องมาจากยิ่งมีอายุเพิ่มมากขึ้น ค่าใช้จ่ายในการดูแลรักษาสุขภาพยิ่งสูงขึ้นตามไปด้วยกัน และที่สำคัญผู้สูงอายุยังต้องการใช้นวัตกรรมทางการแพทย์ใหม่ๆ เพื่อไว้ใช้รักษาโรคภัยต่างๆให้รวดเร็ว เจ็บตัวน้อยที่สุด ประเด็นนี้เอง ถือเป็นโอกาสทองในการสร้างรายได้ให้แก่ธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับสุขภาพที่กำลังจะมาแทนที่การรักษาบริการทางการแพทย์แบบเดิมๆ

ธุรกิจสุขภาพระดับโลก (Global Healthcare) จะมีบริษัทใหญ่ๆ ชื่อดังทั่วโลก เช่น UnitedHealth, Eli Lilly, Allergan เป็นต้น ซึ่งเราก็สามารถไปลงทุนในรูปแบบของกองทุนรวมต่างประเทศได้

สำหรับหุ้นไทย บริษัทที่เข้าค่ายอยู่ในกลุ่มธุรกิจ Healthcare มีอยู่เป็นจำนวนมาก แต่พี่ทุยขอหยิบยกเป็นตัวอย่างมา 2 บริษัทที่ชื่อคุ้นหูคุ้นตากัน ที่มีสัดส่วนเป็นผู้นำตลาดในด้านนั้นๆ ประกอบด้วย

หุ้น BDMS : บริษัท กรุงเทพดุสิตเวชการ จำกัด (มหาชน)
หรือโรงพยาบาลกรุงเทพ ที่คนทั่วไปเรียกกัน ถือได้ว่าบริษัทเป็นผู้ประกอบการธุรกิจโรงพยาบาลเอกชนขนาดใหญ่ของประเทศไทย โดยมีโรงพยาบาลเครือข่ายในไทยและกัมพูชา ดำเนินการภายใต้ชื่อโรงพยาบาล 6 กลุ่ม คือ

กลุ่มโรงพยาบาลกรุงเทพ กลุ่มโรงพยาบาลสมิติเวช โรงพยาบาลบี เอ็น เอช กลุ่มโรงพยาบาลพญาไท กลุ่มโรงพยาบาลเปาโล และกลุ่มโรงพยาบาลรอยัล

นอกจากนี้เครือข่ายของบริษัท กรุงเทพดุสิตเวชการ จำกัด (มหาชน) ยังรวมถึงธุรกิจที่ให้การสนับสนุนด้านการแพทย์ ได้แก่ ธุรกิจห้องปฏิบัติการทางการแพทย์ ธุรกิจผลิตยา และธุรกิจผลิตน้ำเกลือ เป็นต้น

หุ้น MEGA : บริษัท เมก้า ไลฟ์ไซแอ็นซ์ จำกัด (มหาชน)
เป็นบริษัทจัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์ยา ผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพและสินค้าอุปโภคบริโภค (Fast Moving Consumer Goods หรือ FMCG) ณ ปัจจุบัน MEGA เป็นผู้จัดจำหน่ายชั้นนำในประเทศกำลังพัฒนา ได้แก่ เมียนมาร์ เวียดนาม และกัมพูชา ซึ่งประเทศดังกล่าวมีแนวโน้มการเติบโตอย่างรวดเร็ว

นอกจากนี้ MEGA มีการพัฒนา ผลิต ทำการตลาด และขายผลิตภัณฑ์กลุ่มบำรุงสุขภาพ ผลิตภัณฑ์ยาตามใบสั่งแพทย์และผลิตภัณฑ์ยาจำหน่ายหน้าเคาน์เตอร์สุขภาพภายใต้เครื่องหมายการค้า Mega We Care ของบริษัทผ่านเครือข่ายการจัดจำหน่ายของบริษัทและผู้จัดจำหน่ายภายนอกในประเทศต่างๆ ทั่วโลก

จริงๆ แล้วยังมีอีกหลายบริษัทที่เกี่ยวข้อง ขอเน้นย้ำว่าเป็นแค่ตัวอย่างเท่านั้นนะ มีอีกหลายๆ ปัจจัยต้องดูประกอบการลงทุนด้วย

เมกะเทรนด์แห่งเทคโนโลยีนวัตกรรม

ปัจจัยเร่งที่ทำให้สังคมเกิดการเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว ส่วนหนึ่งมาจากเทคโนโลยีนวัตกรรมที่เข้ามามีผลกระทบในชีวิตของคนมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็น Internet of thing, Robot, Artificial Intelligence, Blockchain, พลังงานทางเลือกต่าง ๆ, รถยนต์ไฟฟ้า เป็นต้น

สิ่งเล็กๆ ที่มองไม่เห็นที่เรียกว่า อินเทอร์เน็ต ถือได้ว่าเป็นปัจจัยที่ 5 ในชีวิตประจำวันไปแล้วก็ว่าได้ เพราะทุกวันนี้ สมาร์ทโฟนสามารถทำได้แทบทุกอย่างบนโลกใบนี้ ไม่ว่าจะโอนเงิน จ่ายเงิน ซื้อของ หรือคุยงาน (คุยกับเพื่อนๆ ในเวลาทำงาน อิอิ) ลองดูคนรอบตัว เวลาว่างๆจะหยิบมือถือขึ้นมาเล่นโซเชียล คุยแชท แม้แต่รุ่นพ่อแม่ของเรา เริ่มมาใช้สมาร์ทโฟนกันมากขึ้นเรื่อยๆ จะเห็นได้จากรูปภาพหรือข้อความ สวัสดีวันจันทร์ อังคาร พุธ … กันมาแล้วไม่มากก็น้อย (ฮ่า)

บริษัทหรือหุ้นที่เกี่ยวข้องโดยตรงอย่างเช่น หุ้น Apple, Google, Amazon ที่ได้กลายไปเป็นหุ้นยักษ์ใหญ่ระดับโลกกันไปแล้ว แทนที่บริษัทน้ำมัน บริษัทผลิตรถยนต์ จริงๆ ถ้าหลายคนอยากลงทุนในหุ้นเหล่านี้ก็สามารถไปลงทุนในหุ้นเหล่านี้ได้เช่นกัน ทั้งทางตรงและทางอ้อมผ่านรูปแบบของกองทุนรวมต่างประเทศก็ได้ ซึ่งมีหลายๆ บลจ. ที่ไปลงทุนอยู่บ้าง

แล้วมีบริษัทในไทยที่เกี่ยวข้องกับเมกะเทรนด์ของโลกหรือเปล่า ?

จากเทรนด์เทคโนโลยีนี้เอง ธุรกิจที่น่าสนใจเกาะกระแส ย่อมจะต้องเป็นบริษัทที่ทำเกี่ยวกับเทคโนโลยี อินเทอร์เน็ต ที่จะเข้ามาอยู่ในชีวิตประจำวันของเรามากขึ้น พี่ทุยขอยกตัวอย่างบริษัทที่เกี่ยวข้อง ได้แก่

หุ้น ADVANC หรือบริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน)
เป็นบริษัทที่มีส่วนแบ่งทางการตลาดเป็นอันดับ 1 ด้านสื่อสารที่ได้ให้บริการสื่อสารโทรคมนาคม โดยรวมถึงธุรกิจให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ ธุรกิจอินเทอร์เน็ตความเร็วสูง และธุรกิจดิจิทัล เซอร์วิส เป็นบริษัทที่คนส่วนใหญ่รู้จักกันดี

หุ้น INET หรือ บริษัท อินเทอร์เน็ตประเทศไทย จำกัด (มหาชน)
บริษัทเป็นผู้ให้บริการโครงสร้างพื้นฐานด้านไอซีทีแบบครบวงจร แบ่งกลุ่มธุรกิจออกเป็น 3 ลักษณะ ประกอบด้วย

  1. บริการ Cloud Solutions
  2. บริการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ต (Internet Access)
  3. บริการ Co-Location

INET ซึ่งยังเป็นบริษัทขนาดยังไม่ใหญ่มากนัก จึงมีความเสี่ยงที่มากกว่า บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส ซึ่งเป็นสิ่งที่นักลงทุนต้องพิจารณาต่อไป

หรือใครที่คิดว่าในอนาคต เทรนด์เทคโนโลยีที่เกี่ยวกับรถยนต์ไฟฟ้ากำลังจะเข้ามาแทนรถยนต์ที่ใช้น้ำมัน อย่างบริษัท Tesla ของ Elon Musk ซึ่งทำธุรกิจที่สร้างเทคโนโลยีมาเพื่อเปลี่ยนโลก อย่างบริษัทในไทยก็มีหุ้นที่ทำเกี่ยวกับด้านพลังงานทางเลือก หรือแบตเตอรรี่ไฟฟ้า

หุ้น EA หรือ บริษัท พลังงานบริสุทธิ์ จำกัด (มหาชน) ดำเนินธุรกิจหลัก 5 ธุรกิจ

  1. ธุรกิจผลิตและจำหน่ายน้ำมันไบโอดีเซล (B100) กลีเซอรีนบริสุทธิ์ และผลิตภัณฑ์พลอยได้
  2. ธุรกิจผลิตและจำหน่ายกระแสไฟฟ้าจากพลังงานทดแทน
  3. ธุรกิจพัฒนาและผลิตแบตเตอรี่
  4. ธุรกิจบริการสถานีอัดประจุไฟฟ้า และธุรกรรมอิเล็กทรอนิกส์
  5. ธุรกิจวิจัย และพัฒนา

ทั้งหมดที่พี่ทุยยกมาเป็นเพียงไว้ดูเพื่อเป็นตัวอย่างของหุ้นไทยที่เกี่ยวกับ 2 กระแสเมกะเทรนด์โลกนี้เท่านั้น ยังมีบริษัทอื่นๆที่เกี่ยวข้องอีก พี่ทุยอยากให้ทุกคนได้ลองทำการบ้านกันดูกันต่อ เนื่องการลงทุนทุกอย่างมีความเสี่ยง ต้องศึกษาข้อมูล ทำความเข้าใจธุรกิจให้ดีๆก่อนตัดสินใจลงทุน โลกเปลี่ยนแปลงไปทุกวัน เราต้องพัฒนาเรียนรู้ตามให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลง แล้วเราจะประสบความสำเร็จในการลงทุนได้ในที่สุด

error: