" หุ้นร้านหนังสือ " ยังน่าซื้ออยู่มั้ย?

“หุ้นร้านหนังสือ” ยังน่าซื้ออยู่มั้ย ?

4 min read  

ฉบับย่อ

  • ปัจจุบันคนอเมริกาและอังกฤษ นิยมอ่าน ​e-book มากกว่าหนังสือรูปเล่มแล้ว​ ซึ่งน่าจะมาจากการที่​ 2 ประเทศนี้มีเข้าถึงอุปกรณ์​ที่รองรับการอ่าน ​e-book มาก​ เช่น​ iPad, Tablet หรือ​ e-reader ต่างๆ​ และการที่ภาษาอังกฤษ​ของเค้าเป็นภาษาสากล​ ทำให้มีหนังสือที่เป็นภาษาของเค้ามากมายให้เลือกอ่าน
  • ร้านหนังสือ​ 3 เจ้าดัง ที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์​คือ​ SE-ED (หุ้น SE-ED), ร้านนายอินทร์ ​(หุ้น​ AMARIN) และ​ B2S​ (หุ้น COL) และมีจุดเด่นที่แตกต่างกันออกไป​ โดย​ SE-ED​ มีจำนวนสาขามากที่สุด​ ร้านนาย​อินทร์​ชอบจัดโปรโมชั่น ​และ B2S มีสินค้าประเภทอื่นๆ​ อาทิเช่น​ เครื่องเขียนเยอะแยะให้เลือก
  • ร้านหนังสือ​ทั้ง​ 3 แบรนด์​ต้องพึ่งพาการมีอยู่ของห้างสรรพสินค้า​ เพราะจะเปิดสาขาอยู่ในห้างตลอด​ จำนวนคนที่มาเดินห้างจึงกระทบกับรายได้หน้าร้านโดยตรง

“เก่าไป​ ใหม่มา” เป็นประโยคที่จริงเสียยิ่งกว่าจริงในโลกทุกวันนี้​ ในช่วงที่ผ่านมา​ จะเห็นนิตยสาร​และหนังสือพิมพ์​ดังๆ​ ประกาศ​ปิดตัวไปหลายฉบับ ทำเอาหลายคนใจหายไม่น้อย​ แต่พี่ทุยว่าถ้าเรามองอย่างเป็นธรรม​ ดูตัวเราเดี๋ยวนี้เราก็แทบไม่ได้หยิบหนังสือพิมพ์มาอ่านเช้า ๆ แล้ว​ ในเมื่อเขาสามารถหาอ่านข่าวได้อย่างฟรีๆ​ จากโซเชียล​มิเดียต่างๆ​แถมไวกว่า Real-Time กว่าเห็น ๆ  เมื่ออยากรู้อะไรก็สามารถค้นหาเองได้ง่ายๆ​ด้วยปลายนิ้ว​จาก Google หรือถ้าอยากอ่านหนังสือ​จริงๆ​ อีกทางเลือกหนึ่งที่ดูเหมือน​จะมาแรงแซงทุกโค้งในนาทีนี้​อย่าง​ e-book ก็น่าสนใจไม่น้อย​ เพราะประหยัดเนื้อที่ในการเก็บและพกพาได้สะดวกสบาย​

แต่แน่นอนว่าการที่พฤติกรรม​ของผู้บริโภค​เปลี่ยนไป​อย่างนี้ ย่อมส่งผลต่อหลายธุรกิจ​และรูปแบบการโฆษณา​ โดยเฉพาะ​ธุรกิจ​ “ร้านหนังสือ” ที่ถูกเรียกว่า “ธุรกิจ​ตะวันตกดิน” เป็นที่เรียบร้อยแล้ว​ ทั้ง ๆ ที่เมื่อก่อนนี้​เค้าอยู่ยงเป็น​พระอาทิตย์​เที่ยงคืนมาพักใหญ่ ๆ

เรามาดูกันดีกว่าว่า​ เดี๋ยวนี้​คนนิยมอ่านหนังสือ​ในรูปแบบ e-book ขนาดไหน จะมากกว่าการหยิบหนังสือเป็น​เล่มขึ้นมาอ่านเลยมั้ย ?

" หุ้นร้านหนังสือ " ยังน่าซื้ออยู่มั้ย?

ในสหรัฐ​อเมริกา​ ตัวเลขของผู้ที่เลือกอ่านหนังสือ​แบบ e-book และแบบเป็นรูปเล่มเริ่มขยับเข้ามาใกล้กันเรื่อย ๆ​ จนช่วงปี 2017 ผ่านมายอดขายe-book เริ่มแซงหนังสือแบบเล่มเป็นทีเรียบร้อยแล้ว แต่ก็อย่าเพิ่งตกใจว่านี่คือ​ อวสานของหนังสือ พี่ทุยมีสัดส่วนความนิยมของe-book และหนังสือแบบรูปเล่มมาปลอบใจ

" หุ้นร้านหนังสือ " ยังน่าซื้ออยู่มั้ย?

จากกราฟจะเห็นได้ชัดเลยว่าถึง e-book แย่งชิงบัลลังก์​ที่​ 1 จากหนังสือแบบเป็นรูปเล่มในประเทศอเมริกาและอังกฤษ​ได้ในที่สุด แต่สำหรับประเทศอื่นๆ​ (แน่นอนว่าไทย​ด้วย)​ ยังเทียบไม่ได้ติดฝุ่นเลย​ พี่ทุยมองว่าส่วนนึงที่ทำให้คนชอบอ่านหนังสือ​แบบ​ e-book คือการเข้าถึงอุปกรณ์ที่รองรับ​ เช่น​ E-Reader ของ Amazon หรือ​พวก​ iPad, Tablet นี่แหละ​ ประเทศ​อเมริกาและอังกฤษเป็นประเทศที่อุปกรณ์​พวกนี้เข้าถึงง่าย ​e-book ก็เลยเป็นที่นิยม

แต่ก็ไม่แน่เหมือนกันนะ​ อาจจะมีบางหน่วยงานคาดการณ์​การเจริญเติบโต​ของตลาด e-book โดยใช้ตัวเลขความนิยมและการเข้าถึง Tablet ก็ได้​ ถึงตอนนั้นใครจะไปรู้เนอะ (ฮ่า)

ประเด็นต่อมาที่น่าจะทำให้​ e-book ฮิตในอเมริกากับอังกฤษก็เพราะว่า​ ภาษาของเค้าเป็นภาษาสากลที่ได้รับการยอมรับทั่วโลกนั่นเอง​ เพราะฉะนั้น​หนังสือที่เป็นภาษาอังกฤษ​จึงมีจำนวนมากให้เลือกสรร​ ในขณะที่​ภาษาอื่นๆ​ มีให้เลือกอ่านน้อยกว่ามาก​ ลองนึกภาพดูสิว่า​ ถ้าเราค้นหาหนังสือที่ต้องการ​ แล้วระบบขึ้นแต่คำว่า​ “ไม่พบหนังสือที่คุณต้องการ” จะเซ็งแค่ไหน

สรุปคือ​ E-Book ยังไม่ได้เข้ามาแย่งบัลลังก์​หนังสือ​ในรูปแบบ​รูปเล่มของเราได้ทั้งหมดหรอก ไม่ต้องกลัว​ เพราะมันยังไม่สามารถเป็นสินค้าทดแทนกันได้โดยสมบูรณ์​ แต่ถึงยังไงธุรกิจ​ร้านหนังสือ​ก็เปลี่ยนไป​จากพฤติกรรม​ของผู้บริโภค​นั่นแหละ​ เราส่องกันดีกว่าว่าร้านหนังสือบ้านเราเค้าปรับตัวกันยังไงบ้าง

SE-ED​ Book Center

พูดถึงร้านหนังสือ​ เจ้าแรกที่เรานึกถึงก็ต้องเป็น​ร้านโลโก้ขาวแดงอย่าง​ SE-ED​ Book center ที่เปิดสาขาแรกมาตั้งแต่​ปี​ 2533 โน่น เเละนับเป็นร้านหนังสือเจ้าใหญ่ที่สุดในธุรกิจ​นี้ เค้าจดทะเบียนอยู่ในตลาดหลักทรัพย์​ในชื่อว่า​ SE-ED

เมื่อปี 2555 ที่ผ่านมา​ เค้ามีสาขามากมายถึง​ 462 สาขา​ แต่​ ณ​ ปัจจุบันเหลือสาขาเพียงเเค่​ 357 สาขาเท่านั้นจ๊ะ​ เพราะเค้าลดการเปิดหน้าร้านปีละหลายสิบสาขาเลย

" หุ้นร้านหนังสือ " ยังน่าซื้ออยู่มั้ย?

รายได้และกำไรของ​ SE-ED

  • ปี​ 2558​ รายได้รวม​ 4,544 ล้านบาท​ กำไรสุทธิ​ 71​ ล้านบาท
  • ปี 2559 รายได้รวม 4,289 ล้านบาท กำไรสุทธิ 12.4 ล้านบาท
  • ปี 2560 รายได้รวม 3,769 ล้านบาท ขาดทุนสุทธิ -25.7 ล้านบาท
  • ปี​ 2561​ รายได้รวม​ 3,383 ล้านบาท​ กำไรสุทธิ​ 14.6 ล้านบาท
  • ไตรมาส​ 2/2562​ รายได้​รวม​ 1,677 ล้านบาท​ กำไรสุทธิ​ 21.31 ล้านบาท

จะเห็นได้ว่ารายได้และกำไรลดลงทุกปี​ ซึ่งข้อสำคัญที่ทำให้รายได้ลดลงก็คือการทะยอยปิดสาขา​เพื่อลดต้นทุน​นั่นเอง

ร้านหนังสือนายอินทร์​

หรือที่จดทะเบียนในตลาดหุ้นโดยใช้ชื่อว่า​ “AMARIN”

รายได้และกำไรของ AMARIN

  • ปี​ ​2558​ รายได้​ 2,004 ​ล้านบาท​ ขาดทุนสุทธิ​ 417​ ล้านบาท
  • ปี 2559 รายได้​ 1,945 ล้านบาท ขาดทุนสุทธิ​ 628 ล้านบาท
  • ปี​ ​2560 รายได้​ 2,237 ​ล้านบาท​ ขาดทุนสุทธิ​ 164 ล้านบาท
  • ปี​ ​2561​ รายได้​ 3,536 ​ล้านบาท​ กำไรสุทธิ​ 172.7 ล้านบาท
  • ไตรมาส​ 2/2562​ รายได้​ 1,386.6​ ล้านบาท​ ขาดทุนสุทธิ​ 20ล้านบาท

ปีก่อนๆ​ อมรินทร์​ขาดทุนอ่วมทีเดียว​ แต่ก็ฝ่าดงหนามเเละรอดชีวิตมาได้ในที่สุด​ เมื่อพลิกกลับมากำไร​ 172.7 ล้านบาท​ในปี ​2561 ​ซึ่งกำไรในครั้งนี้มาจากส่วนของทีวีดิจิทัลที่ทำรายได้เพิ่มขึ้น​ 84% จากปีก่อนหน้า​ พอเรตติ้งของเค้าดีขึ้น​ ก็ทำให้สามารถขึ้นค่าโฆษณาได้ถึง​ 20-30% เลย

พอจะเห็นประโยชน์​ของการกระจายความเสี่ยงลางๆ​ หรือยังจ๊ะ​

ร้านหนังสือ​ B2S

B2S เป็นร้านหนังสือที่มีพื้นที่ต่อสาขาค่อนข้างกว้างและขายหลายอย่าง​ที่นอกเหนือจากหนังสือ​ ทั้งเครื่องเขียน​ อุปกรณ์​เครื่องใช้สำนักงาน​ เป็นต้น​ จดทะเบียน​ตลาดหลักทรัพย์​ในชื่อ​ “COL”

รายได้และกำไรของ B2S

  • ปี​ 2558​ รายได้​ ​3,991​ ล้านบาท​ กำไรสุทธิ​ 223​ ล้านบาท
  • ปี 2559 รายได้​ 4,509 ล้านบาท กำไรสุทธิ​ 255 ล้านบาท
  • ปี​ 2560​ รายได้​ 4,635​ ​ ล้านบาท​ กำไรสุทธิ​ 354​ ​ ล้านบาท
  • ปี​ 2561​ รายได้​ ​4,550 ล้านบาท​ กำไรสุทธิ​ 388​ ล้านบาท

ส่องรายได้และกำไรข​องร้านหนังสือทั้ง​ 3 แบรนด์​มาพอหอมปากหอมคอแล้ว​ ตอนนี้มาเปิดศึกประชัน​ 3 ร้านกันเลยว่าแต่ละร้านมีโมเดลธุรกิจ​แตกต่างกันยังไงบ้าง

" หุ้นร้านหนังสือ " ยังน่าซื้ออยู่มั้ย?

ร้านหนังสือ​ทั้ง​ 3 แบรนด์​มีความแตกต่าง​กันในเรื่องของรายละเอียด​ แต่สิ่งหนึ่งที่เหมือนกัน​คือ​ ร้านเหล่านี้ล้วนแล้วแต่ต้องพึ่งพาห้างสรรพสินค้า ​เพราะเปิดในห้างแทบทั้งหมด ถ้าคนมาเดินห้างน้อยลงหรือห้างปิดตัวลงก็ย่อมส่งผลถึงรายได้​ ในทางกลับกันถ้ามีคนมาเดินห้างมากขึ้น​ ก็ย่อมมีคนแวะเวียนเข้าไปอุดหนุน​ร้านเหล่านี้​ เพราะฉะนั้น​ผู้ที่สนใจจะลงทุนในธุรกิจ​ร้านหนังสือเหล่านี้​ นอกจากจะปัจจัยเฉพาะ​ตัวของเค้าแล้วก็อย่าลืมดูปัจจัยภายนอกที่เกี่ยวข้องกับเค้าด้วยล่ะ​ เช่น​ การเข้าถึงอุปกรณ์​ที่รองรับ e-book หรือการที่มี e-book ภาษาไทยให้เลือกอ่านมากขึ้นตามที่พี่ทุยเล่าไปตอนแรก​และแนวโน้มของห้างสรรพสินค้า​ด้วยนะ

ตลาดหุ้นเริ่มขึ้นแล้ว​ ใครที่ได้กำไรอย่าลืมเจียดไปช็อปหนังสือ​กันนะจ๊ะ​ นอกจากจะได้ความรู้และช่วยลดภาษีได้แล้ว​ ยังเป็นการให้กำลังใจธุรกิจ​เก่าแก่อย่างร้านหนังสือ​ด้วยนะฮ่า ๆ ถึงจะพกพาได้ไม่สะดวกเหมือน​ e-book ไม่รวดเร็ว​ทันสมัยเหมือนข่าวตามโซเชียลมีเดีย​ แต่เค้าก็มีสเน่ห์​ของเค้าเองนะ​ หนังสือเป็นสินค้าแปลกเหมือนกัน เป็นสินค้าที่ซื้อแล้วยังไม่ต้องอ่านก็รู้สึกฉลาดขึ้น พอมองย้อนไปชั้นหนังสือตัวเอง หนังสือที่ได้มาจากงานหนังสือเยอะมากที่ยังไม่ได้หยิบมาอ่าน งั้นพี่ทุยขอตัวไปอ่านก่อนละกันฮ้ะ


Comment

Be the first one who leave the comment.

Leave a Reply

error: