การเมืองจะมีผลต่อหุ้นแค่ไหน ? กรณีศึกษา "หุ้นกลุ่มชินวัตร"

การเมืองจะมีผลต่อหุ้นแค่ไหน ? กรณีศึกษา “หุ้นกลุ่มชินวัตร”

 

ฉบับย่อ

  • ข่าวไทยรักษาชาติ เสนอชื่อ ทูลกระหม่อมหญิงอุบลรัตนราชกัญญาสิริวัฒนาพรรณวดี ส่งผลให้หุ้นกลุ่มชินวัตร ปรับตัวขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ก่อนจะปรับตัวลงหลังราชโองการจากสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
  • หุ้นกลุ่มชินวัตร มีธุรกิจ 4 ประเภท สื่อสาร อสังหาฯ โรงพยาบาล และ เทคโนโลยี
  • หุ้นกลุ่มชินวัตรได้แก่ ADVANC, INTUCH, LH, QH, SC, PR9 และ THCOM
  • ปัจจัยการเมือง และ ผลการเลือกตั้งมีผลต่อ เศรษฐกิจและราคาหุ้น การเลือกถือเงินสดในช่วงนี้เป็นวิธีลดความเสี่ยงได้ระดับนึง

*** บทความนี้เป็นเพียงกรณีศึกษาเพื่อการลงทุนเท่านั้น ไม่มีประเด็นทางการเมืองใดๆแอบแฝง ***

ช่วงนี้ประเด็นการเมืองเป็นที่ร้อนแรงมาก แถมยังมีผลกระทบต่อตลาดหุ้นบ้านเรื่อยๆแบบรายวันอีกด้วย พี่ทุยก็เลยเกิดสงสัยเบาๆว่า ถ้าหลังจากเลือกตั้งจริงผลอออกมา ตลาดหุ้นบ้านเราจะเป็นอย่างไรบ้าง พี่ทุยก็เลยเอาเคสตัวอย่างหุ้นที่ปรับตัวขึ้นอย่างชัดเจน ตามปัจจัยทางการเมืองที่เกิดขึ้น จะมีอะไรบ้างไปดูกัน

ข่าวมีผลกระทบต่อหุ้นในช่วงนี้

ในช่วงต้นเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมีข่าวการเมืองที่พลิกแล้วพลิกอีกกับประเด็นก่อนเลือกตั้ง ไม่ว่าจะเป็นข่าวของเช้าวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2562 กับข่าว พรรคไทยรักษาชาติ เสนอชื่อ ทูลกระหม่อมหญิงอุบลรัตนราชกัญญาสิริวัฒนาพรรณวดี ชิงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ซึ่งส่งผลให้หุ้นในกลุ่ม “ชินวัตร” ปรับตัวสูงขึ้นอย่างมีนัยยะสำคัญยกทั้งกลุ่ม

ก่อนที่จะมีข่าวในช่วงหัวค่ำของวันเดียวกันถึง พระราชโองการ สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ย้ำ “สถาบันกษัตริย์” ให้อยู่เหนือการเมือง ทำให้กระทบราคาของ “หุ้นกลุ่มชินวัตร” ในวันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2562 ลดลงมา

“หุ้นกลุ่มชินวัตร” มีอยู่ทั้งหมด 7 หุ้น

หุ้นกลุ่มชินวัตรมีหลายธุรกิจ โดยแบ่งออกเป็น 4 กลุ่มธุรกิจ ได้แก่ ธุรกิจสื่อสาร ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ธุรกิจโรงพยาบาล และ ธุรกิจเทคโนโลยี โดยธุรกิจที่มีขนาดใหญ่ที่ใหญ่ที่สุดคือธุรกิจสื่อสาร ตามด้วยธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ โดยมีรายชื่อหุ้นดังนี้

ธุรกิจสื่อสาร ได้แก่

ADVANC – บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) มูลค่าหลักทรัพย์ 538,130.25 ล้านบาท
INTUCH – บริษัท อินทัช โฮลดิ้งส์ จำกัด (มหาชน) มูลค่าหลักทรัพย์ 173,948.3 ล้านบาท

ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ได้แก่

LH – แลนด์แอนด์เฮ้าส์ จำกัด (มหาชน) มูลค่าหลักทรัพย์ 126,666.96 ล้านบาท
QH – บริษัท ควอลิตี้เฮ้าส์ จำกัด (มหาชน) มูลค่าหลักทรัพย์ 32,143.14 ล้านบาท
SC – บริษัท เอสซี แอสเสท คอร์เปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) มูลค่าหลักทรัพย์ 12,706.06 ล้านบาท

ธุรกิจโรงพยาบาล

PR9 – บริษัท โรงพยาบาลพระราม 9 จำกัด (มหาชน) มูลค่าหลักทรัพย์ 9,121.08 ล้านบาท

ธุรกิจเทคโนโลยี

THCOM – บริษัท ไทยคม จำกัด (มหาชน) มูลค่าหลักทรัพย์ 8,330.37 ล้านบาท

5 ผู้ถือหุ้นรายใหญ่ของหุ้นทั้ง 7 ตัว (ข้อมูลวันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2561)

ADVANC

  1. บริษัท อินทัช โฮลดิ้งส์ จำกัด (มหาชน)
    จำนวนหุ้น 1,202,712,000 หุ้น
    สัดส่วน 40.45%
  2. SINGTEL STRATEGIC INVESTMENTS PTE LTD.
    จำนวนหุ้น 693,359,000 หุ้น
    สัดส่วน 23.32%
  3. บริษัท ไทยเอ็นวีดีอาร์ จำกัด
    จำนวนหุ้น 172,311,185 หุ้น
    สัดส่วน 5.80%
  4. SOUTH EAST ASIA UK (TYPE C) NOMINEES LIMITED
    จำนวนหุ้น 123,721,953 หุ้น
    สัดส่วน 4.16%
  5. สำนักงานประกันสังคม
    จำนวนหุ้น 81,587,800 หุ้น
    สัดส่วน 2.74%

INTUCH

  1. SINGTEL GLOBAL INVESTMENT PTE. LTD.
    จำนวนหุ้น 673,348,264 หุ้น
    สัดส่วน 21.00%
  2. THE HONGKONG AND SHANGHAI BANKING CORPORATION LIMITED
    จำนวนหุ้น 509,766,840 หุ้น
    สัดส่วน 15.90%
  3. บริษัท ไทยเอ็นวีดีอาร์ จำกัด
    จำนวนหุ้น 381,063,676 หุ้น
    สัดส่วน 11.88%
  4. SOUTH EAST ASIA UK (TYPE C) NOMINEES LIMITED
    จำนวนหุ้น 137,520,271 หุ้น
    สัดส่วน 4.29%
  5. บริษัท แอสเพน โฮลดิ้งส์ จำกัด
    จำนวนหุ้น 102,130,520 หุ้น
    สัดส่วน 3.19%

LH

  1. นายอนันต์ อัศวโภคิน
    จำนวนหุ้น 2,860,000,047 หุ้น
    สัดส่วน 23.93%
  2. บริษัท ไทยเอ็นวีดีอาร์ จำกัด
    จำนวนหุ้น 1,964,517,864 หุ้น
    สัดส่วน 16.44%
  3. GIC PRIVATE LIMITED
    จำนวนหุ้น 957,231,354 หุ้น
    สัดส่วน 8.01%
  4. บริษัท เมย์แลนด์ จำกัด
    จำนวนหุ้น 677,000,069 หุ้น
    สัดส่วน 5.67%
  5. SOUTH EAST ASIA UK (TYPE C) NOMINEES LIMITED
    จำนวนหุ้น 463,430,768 หุ้น
    สัดส่วน 3.88%

QH

  1. บริษัท แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ จำกัด (มหาชน)
    จำนวนหุ้น 2,675,945,601 หุ้น
    สัดส่วน 24.98%
  2. บริษัท ไทยเอ็นวีดีอาร์ จำกัด
    จำนวนหุ้น 1,103,445,561 หุ้น
    สัดส่วน 10.30%
  3. STATE STREET EUROPE LIMITED
    จำนวนหุ้น 565,167,897 หุ้น
    สัดส่วน 5.27%
  4. J.P. MORGAN BANK LUXEMBOURG S.A. LEND
    จำนวนหุ้น 299,455,366 หุ้น
    สัดส่วน 2.79%
  5. SOUTH EAST ASIA UK (TYPE C) NOMINEES LIMITED
    จำนวนหุ้น 222,923,752 หุ้น
    สัดส่วน 2.08%

SC

  1. น.ส.แพทองธาร ชินวัตร
    จำนวนหุ้น 1,216,149,870 หุ้น
    สัดส่วน 29.10%
  2. น.ส.พินทองทา ชินวัตร
    จำนวนหุ้น 1,176,915,495 หุ้น
    สัดส่วน 28.16%
  3. นายบรรณพจน์ ดามาพงศ์
    จำนวนหุ้น 201,234,375 หุ้น
    สัดส่วน 4.81%
  4. คุณหญิงพจมาน ดามาพงศ์
    จำนวนหุ้น 117,109,887 หุ้น
    สัดส่วน 2.80%
  5. กองทุนเปิด บัวหลวงหุ้นระยะยาว
    จำนวนหุ้น 116,493,812 หุ้น
    สัดส่วน 2.79%

PR9

  1. คุณหญิงพจมาน ดามาพงศ์
    จำนวนหุ้น 292,062,500 หุ้น
    สัดส่วน 37.44%
  2. UBS AG LONDON
    จำนวนหุ้น 14,000,000 หุ้น
    สัดส่วน 1.79%
  3. นายเสถียร ภู่ประเสริฐ
    จำนวนหุ้น 10,550,000 หุ้น
    สัดส่วน 1.35%
  4. นายสันติ ภิรมย์ภักดี
    จำนวนหุ้น 10,000,000 หุ้น
    สัดส่วน 1.28%
  5. นายประเสริฐ ไตรรัตน์วรกุล
    จำนวนหุ้น 9,950,000 หุ้น
    สัดส่วน 1.28%

THCOM

  1. บริษัท อินทัช โฮลดิ้งส์ จำกัด (มหาชน)
    จำนวนหุ้น 450,870,934 หุ้น
    สัดส่วน 41.14%
  2. STATE STREET EUROPE LIMITED
    จำนวนหุ้น 81,100,166 หุ้น
    สัดส่วน 7.40%
  3. บริษัท ไทยเอ็นวีดีอาร์ จำกัด
    จำนวนหุ้น 45,310,799 หุ้น
    สัดส่วน 4.13%
  4. นายณฤทธิ์ เจียอาภา
    จำนวนหุ้น 17,613,000 หุ้น
    สัดส่วน 1.61%
  5. SOUTH EAST ASIA UK (TYPE C) NOMINEES LIMITED
    จำนวนหุ้น 16,322,577 หุ้น
    สัดส่วน 1.49%

การเคลื่อนไหวของราคาหุ้นทั้ง 7 ที่มีต่อข่าวที่เกิดขึ้น

การเมืองจะมีผลต่อหุ้นแค่ไหน ? กรณีศึกษา "หุ้นกลุ่มชินวัตร"

จะเห็นได้ว่าหลังประกาศข่าวลงพระนามในช่วงเช้าของวันที่ 8 ก.พ. 62 ส่งผลให้หุ้นทั้ง 7 ตัวนี้ปรับตัวขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ โดยที่ SET หรือดัชนีรวมของทั้งตลาดไม่ได้มีการปรับตัวขึ้นตาม และในวันที่ 11 ก.พ. 62 หลังพระราชโองการของสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ในคืนวันที่ 8 ก.พ. 62 นั้น ส่งผลให้หุ้นทั้ง 7 ตัวก็มีการปรับตัวลงตามข่าวที่เกิดขึ้น

แล้วเราจะทำยังไงกับพอร์ตของเรากันดีล่ะ ?

เนื่องจากการลงทุนมีความเสี่ยงอยู่แล้ว ประกอบกับในช่วงนี้ปัจจัยทางการเมือง การเลือกตั้งในช่วงนี้มีความเสี่ยงและมีผลกระทบต่อระบบเศรษฐกิจทั้งปัจจุบันและอนาคต ซึ่งส่งผลต่อตลาดหุ้นค่อนข้างมาก นักลงทุนที่กลัวความเสี่ยง การหยุดพักหรือการถือ “เงินสดมากขึ้น” อาจจะลดการถือหุ้นที่ปัจจัยการเมืองกระทบออกไปบางส่วน

ในช่วงนี้ก็เป็นทางเลือกที่ดี เพื่อรอให้สถานการณ์ชัดเจนมั่นคงขึ้นมีทิศทางที่ชัดเจนขึ้นอาจจะค่อยตัดสินใจกลับเข้ามาลงทุนใหม่ได้ ส่วนนักลงทุนที่ชอบความเสี่ยงอาจจะลองตั้งคำถามกับตัวเองก่อนที่จะลงทุนในช่วงนี้ดูว่า ความเสี่ยงในช่วงนี้เมื่อเทียบกับผลตอบแทนที่เราคาดหวังนั้นคุ้มกับที่เราต้องเสี่ยงหรือไม่

การลงทุนที่ดีควรโฟกัสผลตอบแทนในระยะยาวมากกว่าระยะสั้น เพราะความสำคัญของการลงทุนนั้นคือความสม่ำเสมอและความยั่งยืนของผลตอบแทน ไม่ใช่ผลตอบแทนที่หวือหวาแต่ไม่ยั่งยืน

error: