สงครามการค้าจีนกับสหรัฐฯ ส่งผลกระทบ "หุ้น SCC" ร่วง

สงครามการค้าจีนกับสหรัฐฯ ส่งผลกระทบ “หุ้น SCC” ร่วง

4 min read  

ฉบับย่อ

  • บริษัท​ปูนซีเมนต์​ไทย​ หรือ​ SCG​ จดทะเบียนอยู่ในตลาดหลักทรัพย์​ในชื่อ​ SCC​ เป็นหุ้นของกิจการที่มีขนาดใหญ่เป็นอันดับ​ 4 ของประเทศ​
  • งบการเงินของหุ้น​ SCC​ ปี​ 2561​ ปรับตัวลดลงเล็กน้อยเมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า ซึ่งเป็นผลมาจากเรื่องสงครามการค้าและค่าเงินบาท​ เพราะรายได้​หลักของ​ SCC​ มาจากธุรกิจ​ด้านเคมีภัณฑ์​ แต่ที่ผ่านมาวัตถุดิบหลักของธุรกิจด้านเคมีภัณฑ์​ปรับตัวทำให้ต้นทุนสูงขึ้น​ถึง​ 24% กำไรในส่วนนี้ก็เลยลดลง​30% จากปี​ 2560
  • ในช่วงปีที่ผ่านมาต่างชาติ​เข้าสะสมหุ้น​ SCC เพิ่มขึ้นมาก​ และมีค่าอัตราส่วน​ P/E​ ที่​ 13​ เท่า​ ซึ่งต่ำกว่าดัชนีตลาด​ที่​ประมาณ​ 19​ เท่า​ SCC​ ทุ่มงบประมาณ​ในการลงทุนมากถึง​ 80,000​ ล้านบาทและมีการสนับสนุนด้านการวิจัย​และพัฒ​นา ​(R​&D) 1% ของรายได้​ อีกทั้งยังพยายามปรับตัวให้เข้าถึงกลุ่มลูกค้ามากขึ้น​ โดยมี​ Co-working space และขายสินค้าแบบ​ Omnichannel
  • อย่างไรก็ตาม​ ถ้า​รายได้หลักของ​ SCC​ ยังคงเน้นที่ด้านเคมีภัณฑ์​ที่ได้รับความผันผวนจากราคาน้ำมัน​ ซึ่งถ้ากำไรส่วนนี้ไม่สดใส​ แม้ราคาจะดูต่ำ​ ค่าอัตราส่วน​ P/E​ ไม่มาก​ แต่ราคาก็อาจจะไม่ได้ปรับตัวขึ้นและค่าอัตราส่วน​ P/E​ ก็จะมากขึ้นเอง​ เนื่องจากตัวหาร​ ซึ่งก็คือ​ รายได้ (earning)​น้อยลงนั่นเอง

เรื่องของสงครามการค้าระหว่างจีนกับสหรัฐ​ฯ​ ที่มีมายาวนานกว่าหนึ่งปีแล้ว ถึงแม้ว่าประเด็นนี้จะเป็นเรื่องที่เกิดขึ้น​ภายนอก​ แต่ก็ส่งผลกระทบต่อเราไม่น้อย​ เหมือนบริษัทยักษ์ใหญ่อย่าง บริษัท​ปูนซีเมนต์​ไทย​ จำกัด(มหาชน)​ หรือ​ SCG ที่จดทะเบียน​อยู่ในตลาดหลักทรัพย์​ในชื่อย่อว่า​ SCC ก็ได้รับผลกระทบจากสงครามการค้าเช่นกัน วันนี้เรามาดูกันดีกว่าว่าเรา “หุ้น SCC” ที่เรารู้จักได้รับผลกระทบอะไรบ้าง

เรื่องแรกที่คนมักจะนึกถึงหุ้นเวลาพูดถึง “หุ้น SCC”​ ของปูนซีเมนต์​ไทย​ คือ​ เค้าเป็นหุ้นที่ใหญ่มาก​ อันดับแรกเพราะว่า​ ผู้ถือหุ้นรายใหญ่ของ​ SCC​ ถึง​ 33.64% คือ​ พระบาทสมเด็จ​พระเจ้าอยู่หัว​ ​รัชกาล​ที่​ 10 ของเรานั่นเอง​ อันดับสอง​ คือ ​เรื่องของความใหญ่ในขนาดกิจการ​ หุ้น​ SCC​ เป็นหุ้นที่มีมูลค่าสูงเป็นอันดับที่​ 4 ของประเทศไทย (ข้อมูลเมื่อวันที่​ 21​ ธันวาคม​ 2561) ฉะนั้นการขยับตัวเพียงเเค่เล็กน้อยของยักษ์​ใหญ่​นี้​ ย่อมส่งผลกระทบต่อดัชนีรวมของตลาดหุ้นไทย

อันดับสุดท้าย​ คือ​ ความใหญ่ของราคาหุ้น​ หมายถึงราคาในเชิงปริมาณ​เท่านั้นนะ​ ราคาปิดเมื่อวันศุกร์​ที่​ 22​ พฤศจิกายน​อยู่ที่​ 387 ต่อ​หุ้น​ ถ้าเราอยากจะเป็นเจ้าของร่วม​ ต้องซื้ออย่างน้อย​ 1 หน่วยหรือ​ 100 หุ้น​ คิดเป็น​เงิน​ 38,700 บาท​ทีเดียว​หรือถ้าใครอยากได้มากก็สามารถซื้อทีละหุ้นใน Odd Lot ก็ได้นะ ฮ่า ๆ  ส่วนราคาเชิงคุณภาพ​อย่างสัดส่วน​ P/E​ อยู่ที่ประมาณ​ 13 เท่า​

จริง ๆ​ แล้ว​ ถ้าใครติดตามราคาหุ้น​ SCC​ จะรู้ว่า การที่ราคาไม่ถึง 400 บาทต่อหุ้นในช่วงนี้ถือเป็นราคาที่เย้ายวนใจนักลงทุน​พอสมควรเลย​ เพราะก่อนหน้านี้​ราคาเค้าอยู่ในช่วง​สี่ร้อยบาทปลาย ๆ​ ถึงห้าร้อยบาทมาตลอด​ จนมักเกิดคำถามที่ว่า​ “ราคาหุ้น SCC ​ลงมามากขนาดนี้แล้ว​ เข้าซื้อได้หรือยัง?” เอาเป็นว่า​เรามาหาคำตอบของคำถามข้อนี้ไปพร้อม ๆ​ กันเลยดีกว่า

เฉพาะในปีนี้ราคาหุ้น​ SCC​ ก็ร่วงลงราว​ 28% ถ้านับจากตอนต้นเดือนเมษายนที่ราคา​ 490 บาทต่อหุ้น มาถึงเมื่อปลายเดือนตุลาคมที่เค้าทำจุดต่ำสุดที่ราคา​ 351 บาทต่อหุ้น ซึ่งสาเหตุหลัก ๆ​ ก็มาจาก​ “สงครามการค้า” ที่พี่ทุยพูดถึงไปตอนต้นเนี่ยแหละจ้ะ​

มาดูรายได้และผลกำไรของ SCC ​กัน

อัตรากำไรสุทธิในปี​ 2561​ ลดลงจากปี ​2560​ อยู่หลายเปอร์เซ็นเลย​ ปัญหาตรงนี้เกิดขึ้น​เพราะว่า​ ถึงแม้​ SCC​ เป็น​ Holding company มีธุรกิจ​หลายด้าน​ ทั้งด้านวัสดุก่อสร้าง​ Packaging และเคมีภัณฑ์​ แต่เค้าค่อนข้างพึ่งรายได้จากส่วนของเคมีภัณฑ์​ ถ้าคิดเป็น​ 100% SCC ​มีรายได้  46% มาจากธุรกิจ​ด้านเคมีภัณฑ์​ 36% มาจากธุรกิจ​ซีเมนต์และผลิตภัณฑ์​ก่อสร้างและ​รายได้​ 18% มาจากส่วนของธุร​กิจ​ Packaging  ถ้าจำกันได้ช่วงก่อนมีข่าวที่กระทบราคาน้ำมันค่อนข้างบ่อย​ เช่น​ เรื่องการที่​ OPEC จะลดกำลังการผลิตน้ำมัน​ หรือการคว่ำบาตรอิหร่าน

รายได้ของเค้าจึงได้รับผลกระทบเป็นห่วงโซ่​ อธิบายง่าย ๆ​ คือ​ วัตถุดิบหลักด้านเคมีภัณฑ์ที่เป็นรายได้หลักของ​ SCC​ คือ​ “แนฟทา” ซึ่งแนฟทาที่ว่านี้กลั่นมาจากน้ำมันดิบ​ เพราะฉะนั้น​เมื่อ​ OPEC​ จะลดกำลังการผลิตน้ำมัน​ ความต้องการ​ซื้อมีเท่าเดิม​ ในขณะที่​ความต้องการ​มีลดลง​ ราคาน้ำมันเลยพุ่งสูงขึ้น​ พอน้ำมันแพงขึ้น​ แนฟทาที่กลั่นน้ำ​มันดิบก็เลยแพงขึ้นนั่นเอง​ ส่งผลให้ต้นทุนธุรกิจ​ด้านเคมีภัณฑ์ของ​ SCC​ มากขึ้น​ กำไรก็เลยลดลงน่ะสิ​ และราคา​แนฟทาที่เพิ่มขึ้นเนี่ยก็ไม่ได้มาเล่น ๆ​ แต่ปรับขึ้นขึงขังจริงจัง​ที่​ 24% เลยนะ

สงครามการค้าจีนกับสหรัฐฯ ส่งผลกระทบ "หุ้น SCC" ร่วง

ผลก็คือกำไรด้านเคมีภัณฑ์​ลดลง​ประมาณ​ 29.30% จากปีที่แล้ว​ เพราะนอกจาก​เรื่องราคาแนฟทาแล้ว​ เรื่องของค่าเงินบาทที่แข็งเหลือเกินก็เป็นปัจจัยที่เบียดบังกำไรเค้ามาก

แต่ถึงแม้กำไรเค้าจะหดตัวและสงครามการค้าก็ไม่รู้​ว่าจะยืดเยื้อไปอีกนานแค่ไหน​ ต่างชาติ​ก็ยังคงเข้าสะสมกันมาก​ เห็นได้จากยอดสะสมของ​ NVDR​ ในช่วงปีที่ผ่านมานี้

สงครามการค้าจีนกับสหรัฐฯ ส่งผลกระทบ "หุ้น SCC" ร่วง

ใครที่คิดอยากจะเข้าสะสมหุ้น​ SCC ด้วยเหตุผลที่ว่าราคาถูก​ P/E​ ต่ำ​ ต่างชา​ติสะสมเยอะต้องมองหลาย ๆ​ มุมนะจ๊ะ​ เพราะถ้าเราเข้าซื้อหุ้นด้วยเหตุผลว่าราคาถูก​ ก็อาจจะเจอถูกกว่า​ เหมือนเราเดินห้าง​ เจอของลดราคา​ 20% ก็รีบซื้อด้วยความดีใจ​ แต่ผ่านไปไม่กี่วัน​ Shopee, Lazada​ ก็จัดโปร​ 11.11​ และของแบบเดียวกันก็ถูกกว่าเยอะ​ แค่คิดก็เจ็บปวดกันแล้วใช่มั้ย (ฮ่าๆ)​

หรือเข้าซื้อด้วยเหตุผลที่ว่า​ ค่า​ P/E​ ต่ำ​ ที่​ประมาณ​ 13​ เท่า​ ในขณะที่​ค่า​ P/E​ ของ​ SET​ ทุกวันนี้สูงกว่า 19​ เท่า​ ก็ต้องมองความสามารถ​ในการทำกำไรของเค้าด้วยนะ​ P/E เป็นอัตราส่วนที่คิดมาจาก​ ราคา (Price)​ หารด้วยรายได้ (Earning)​ ซึ่งถ้าเกิดบริษัท​นั้น ๆ​ มีรายได้ลดลง​ เดี๋ยว​ค่า​ P/E ที่เราเห็นว่าต่ำก็สูงขึ้นเองนะจ้ะ​ เพราะตัวหารน้อยลงไง​

พูดถึงเรื่องไม่ค่อยดีไปแล้ว​ มาพูดถึงเรื่องดีกันบ้าง​ เพราะ SCC เค้าก็พยายามปรับตัวอยู่เหมือนกัน​ ทั้งมีงบในส่วนวิจัยและพัฒนา ​(Research​ and Development หรือ​ R & D) 1 % ของรายได้​ และทุ่มงบประมาณ​ลงทุนกว่า​ 80,000 ล้านบาท​ ส่วนเรื่องที่เค้าค่อนข้างพึ่งพารายได้จากธุรกิจ​ส่วนเคมีภัณฑ์​ เค้าก็เริ่มไปมุ่งเรื่องธุรกิจ​ Packaging นะ​ ในอนาคตอีกไม่กี่ปีข้างหน้า​ SCC​ คงมีสัดส่วนกำไรจากธุรกิจ​ Packaging มากขึ้นอย่างแน่นอน

นอกจากนี้​ ในส่วนธุรกิจ​ด้านซีเมนต์​และวัสดุก่อสร้าง​ เค้ายังมีโครงการที่ชื่อว่า​ “Service Solution” ซึ่งครอบคลุม​ทั้งเรื่องการสร้างบ้านใหม่​และใส่ใจลูกค้าอีกกลุ่มนึงคือ​ ลูกค้าที่ต้องการซ่อมแซม​ ปรับปรุง​บ้าน​ เพราะแน่นอนแหละว่า​ คนคงไม่ซื้ออสังหาริมทรัพย์​ราคาแรงอย่างบ้านกันบ่อย ๆ​ แน่​ กลุ่มลูกค้านี้จึงน่าจะเป็นกลุ่มหลัก​ อีกทั้งยังมี​ Co-working space สำหรับช่างและผู้รับเหมาที่ชื่อว่า​ “CPAC Solution Center” ให้คนในวงการก่อสร้างได้มาพูดคุยและระบุความต้องการของตัวเองอีกด้วย​

ในเรื่องเทคโนโลยี​ ทาง​ SCC​ ก็ไม่ได้เพิกเฉยนะ​ เค้ามีช่องทางแบบ​ Omni-Channel ซึ่งเชื่อมการขายระหว่างแบบออฟไลน์​และออนไลน์​เข้าด้วยกันชื่อว่า​ SCG HOME ลูกค้าก็จะสะดวกขึ้น​ เพราะนอนเลือกสีกระเบื้องได้จากบนเตียงนอนในห้องที่อยากจะเปลี่ยนและซื้อได้​ตลอด​ 24​ ชั่วโมงเลยด้วย

ยุคนี้คือยุคแห่งการเปลี่ยนแปลงของจริง ขนาดบริษัทยักษ์ใหญ่อย่าง SCG ยังต้องปรับต้องเปลี่ยนกันเลย พี่ทุยว่าคำว่าที่หมดยุคปลาใหญ่กินปลาช้า แต่ตอนนี้เป็นยุคปลาเร็วกินปลาช้าสงสัยจะจริงมาขึ้นเรื่อย ๆ แล้วล่ะ


Comment

Be the first one who leave the comment.

Leave a Reply

error: