ช่วงวิกฤตโควิด-19 เป็นช่วงที่ดีในการช้อน “หุ้น” หรือไม่ ?

ช่วงวิกฤตโควิด-19 เป็นช่วงที่ดีในการช้อน “หุ้น” หรือไม่ ?

3 min read  

ฉบับย่อ

  • ตอนนี้ SET Index มีการปรับตัวลงมามาก ทำให้ P/E Ratio ดูเหมือนจะลดต่ำลง หลาย  ๆ คนจึงกำลังหาจังหวะเก็บหุ้นพื้นฐานดีเข้าพอร์ต
  • การประเมินมูลค่าหุ้นที่สำคัญคือการดูพื้นฐานและคาดการณ์กำไรในอนาคต เพื่อประเมินว่าราคาเหมาะสมของหุ้นควรจะอยู่ที่เท่าไหร่
  • หลังจาก Covid-19 ผ่านไป อาจจะทำให้เกิด New Normal ใหม่ ซึ่งอาจจะไม่ใช่สภาวะที่เราคุ้นเคยหรือเรียกได้ว่าค่าสถิติในอดีตอาจจะไม่สะท้อนความเป็นจริงเท่าไหร่นัก

หนังสือ "การเงิน 101" พื้นฐานเรื่องการเงินที่ระบบการศึกษาไทยไม่เคยสอน หนังสือ "การเงิน 101" พื้นฐานเรื่องการเงินที่ระบบการศึกษาไทยไม่เคยสอน

คำถามนึงที่พี่ทุยได้รับหลังไมค์บ่อยมากพอ ๆ กับปัญหาเรื่องที่ได้รับกับผลกระทบ Covid-19 เลยก็คือ “ช่วงนี้เป็นจังหวะที่ดีในการเก็บ “หุ้น” แล้วหรือยัง?

เพราะช่วงที่ผ่านมาเรียกว่าได้ SET Index ปรับตัวลงมากกว่า 40% เรียบร้อยแล้ว ถ้าเทียบกับหุ้นพื้นฐานดีหลาย ๆ ตัว ก็ได้รับผลกระทบจากวิกฤตน้ำมันต่าง ๆ ด้วย ทำให้ราคาหุ้นบางตัวหล่นลงมามากกว่า 60-80% ก็มีให้เห็นเหมือนกัน ทำให้หลาย ๆ คนเริ่มอยากจะช้อนหุ้น

ณ เวลาปัจจุบันนี้ต้องบอกก่อนว่าพี่ทุยเองก็ยังหาคำตอบไม่ได้ ทั้งยังสงสัยและตั้งคำถามกับหลาย ๆ ประเด็นอยู่ว่า “ราคาหุ้น” ณ เวลานี้อาจจะยังไม่เรียกว่าถูกก็เป็นไปได้เหมือนกัน ก่อนที่จะไปถึงคำตอบที่ว่าทำไมพี่ทุยถึงยังสงสัยเรื่องราคาหุ้นถูกไม่ถูกอยู่ เราต้องเข้าใจก่อนว่าอัตราส่วนทางการเงินตัวนึงที่นักลงทุนแนวพื้นฐานมักจะใช้ดูความถูกหรือความแพงของหุ้น ก็คือ P/E Ratio

แน่นอนว่า P/E Ratio ประกอบไปด้วย “ราคา (Price)” กับ “กำไรต่อหุ้น (EPS)” เมื่อราคาหุ้นปรับตัวลงมาเรียบร้อยแล้ว ค่า P/E Ratio จะต้องมีค่าต่ำลงอย่างแน่นอน แล้วถ้า P/E Ratio มีค่าต่ำเท่าไหร่ก็ยิ่งแปลว่าหุ้นตัวนั้นมีราคาถูกมากเท่านั้น

ตามหลักการเวลาที่เกิดวิกฤตค่า “EPS” มีแนวโน้มจะปรับตัวลงอย่างแน่นอน แล้วถ้าเรามองว่า Covid-19 เป็นปัญหาเพียงชั่วคราว เดี๋ยว EPS ก็จะกลับมาเองในอนาคต ปัญหาที่พี่ทุยเองติดใจก็คือ แล้วจะกลับมาเท่าเดิมได้จริงเหรอ ? ถ้ากลับมาได้จริง ๆ ต้องใช้เวลาเท่าไหร่ ?

เนื่องจากอย่าลืมว่า Covid-19 ที่เรากำลังเจออยู่นั้นส่วนตัวพี่ทุยคิดว่าเป็นเพียง “ตัวเร่ง” ทำให้ปัญหาทุกอย่างเห็นชัดมากขึ้นเท่านั้นเอง ปัญหาเรื่องหนี้ครัวเรือน หนี้ SME ต่าง ๆ ที่ทำให้ตอนนี้เราประสบ Covid-19 แบบจริงจังมาประมาณ 3 – 4 เดือน แต่ตอนนี้แทบเอาตัวกันไม่รอดแล้ว

เราจะเห็นได้ว่าช่วงที่รายได้หยุดลงแต่รายจ่ายไม่หยุดตามไปด้วยโดยเฉพาะรายจ่ายเรื่องหนี้ ทำให้ภาครัฐต้องมีการออกนโยบายต่าง ๆ เราจะเห็นได้จากที่แบงก์ชาติได้ยื่นมือเข้าช่วยเหลือลูกหนี้ต่าง ๆ มากมายเพื่อไม่ให้เกิด NPL เพิ่มในระบบ พร้อมนโยบายการคลังที่กระตุ้นเศรษฐกิจแล้วกระตุ้นอีก แต่ก็อย่างที่เราเห็นว่าไม่ได้ช่วยให้ดีขึ้นเลยเนื่องจาก ณ เวลานี้ อัตราการหมุนของระบบเศรษฐกิจ (Velocity) อยู่ในระดับที่ต่ำมาก

การชะลอตัวของเศรษฐกิจที่รุนแรงกว่าครั้งที่ผ่าน ๆ มาและก็มีการคาดการณ์เหมือนกันว่าอาจจะรุนแรงเท่ากับหรือมากกว่า Great Depression ในอดีต ถ้าเป็นแบบนั้นจริง แนวโน้มที่ทำให้กำลังซื้อในอนาคตมากขึ้น และกำไรของบริษัทต่าง ๆ ก็จะหายไปด้วย

ราคาน้ำมัน

ที่กำลังมีประเด็นและเป็นตัวนำกลุ่มพลังงานที่มีขนาดอุตสาหกรรมที่ใหญ่ที่สุดในตลาดบ้านเรา ก็ไม่เคยถูกท้าทายด้วย “เทคโนโลยี” ต่าง ๆ มาก่อน เช่น รถไฟฟ้า ถ้าถูกพัฒนาไปใช้ในระบบอุตสาหกรรมมากกว่านี้ แน่นอนว่าความต้องการใช้น้ำมันก็ยิ่งลดลงไปอีก

ธนาคาร

อยู่ในที่นั่งลำบากมาโดยตลอด จะคาดหวังให้กำไรก้าวกระโดดแบบเมื่อก่อนพี่ทุยว่ายากอยู่เหมือนกันนะ นอกจากจะเห็นการเปลี่ยนแปลงตัวเองของธนาคารว่าจะเปลี่ยนตัวเองไปสร้างกำไรตรงไหนของระบบได้บ้าง อะไรที่ Fintech รายย่อย ๆ ไม่สามารถทำแทนได้ ก็อาจจะมีแนวโน้มกลับตัวมาได้อยู่บ้าง ซึ่งต้องติดตามกันไปยาว ๆ ว่าแนวโน้มในอนาคตจะปรับตัวกันอย่างไร

อสังหาริมทรัพย์

อันนี้พี่ทุยว่าไม่ต้องพูดถึงเยอะ ทุกคนน่าจะรู้อยู่แล้วล่ะว่าช่วงนี้ลำบากกันมาก ๆ ประมาณว่า Oversupply ไปมากจริง ๆ ณ ตอนนี้ สังเกตง่าย ๆ เลย ถ้าใครมีโอกาสได้ผ่านตามคอนโดต่าง ๆ ในเมือง เวลากลางคืนจะเห็นเปิดไฟอยู่ไม่กี่ห้องเท่านั้นเอง แปลว่าไม่มีใครอยู่ ซึ่งคนส่วนใหญ่ที่ซื้อเป็นแค่การลงทุน เป็นการเก็งกำไร ไม่ใช่ความต้องการที่จะอยู่อาศัยจริง ๆ

ถ้ามองไปในอนาคต กลุ่มที่น่าจะได้ประโยชน์ก็คงเป็น “กลุ่มเทคโนโลยี” แต่ก็เป็นที่น่าเสียดายว่าประเทศไทยเราไม่มีหุ้นแบบนี้เลยก็ว่าได้ อาจจะมีกลุ่มสื่อสารบางตัวที่ดูแล้วสามารถรองรับการมาของเทคโนโลยีได้บ้าง บริษัทไหนที่จะไปรอดในยุค “Disruption” แบบนี้ได้บ้าง หรือว่าเราอาจจะต้องไปถือหุ้นต่างประเทศแทน อันนี้พี่ทุยเองก็ยังคิดไม่ตก เพราะปัจจุบันพอร์ตหุ้นต่างประเทศพี่ทุยเองก็ไม่ได้ลงเยอะเหมือนกันเมื่อเทียบกับพอร์ตในไทย แล้วตอนนี้ก็มีงานวิจัยหลาย ๆ งานที่เห็นตรงกันว่า การมาของ Covid-19 จะทำให้เกิด New Normal แบบใหม่ ทีนี้ก็ขึ้นอยู่กับว่าเราตีความ New Normal นั้นไปทิศทางใด อาจจะเห็นบริษัทที่เราคุ้นหน้าคุ้นตาหายไป หรือไม่ก็เปลี่ยนไปทำธุรกิจอย่างอื่นแทนก็เป็นไปได้ รวมถึงระบบของธนาคารที่อาจจะไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป

Work From Home ดู ๆ แล้วก็แค่เป็นสิ่งที่ต้องทำกันชั่วคราว แต่พี่ทุยกลับมองต่างออกไปว่าอาจจะเป็นจังหวะที่ดีที่บริษัทได้ปรับโครงสร้างองค์กร ลดขนาดของบริษัทลงก็เป็นไปได้เหมือนกัน แล้วก็ใช้เทคโนโลยีเข้ามาจัดการให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น ตอนนี้ถูกบังคับให้ต้องใช้เทคโนโลยีมากขึ้น พี่ทุยอาจจะได้เห็นบางสายงานได้ Work from home กันยาว ๆ เลยหล่ะ

แน่นอนว่าทุกประเด็นที่พี่ทุยกล่าวมาทั้งหมดล้วนแล้วแต่กระทบกับ EPS ในภาพรวมของตลาด “หุ้น” อย่างแน่นอน ปัญหารอบนี้ไม่เหมือนกับรอบอื่น ๆ ที่มีหุ้นหลาย ๆ ตัวเดี๋ยวก็กลับมาได้ รอบนี้ไม่แน่ว่าหุ้นบางตัวอาจจะไม่สามารถกลับไปทำ High เดิมที่เคยทำไว้ก็เป็นไปได้เช่นกัน สิ่งที่เราต้องประเมินก็คือ “กำไร” ของหุ้นรายตัวในอนาคตว่าจะเป็นอย่างไร ไม่ใช่ดูเพียงกำไรในอดีตที่หุ้นตัวนั้นทำเท่านั้น


หนังสือ "การเงิน 101" พื้นฐานเรื่องการเงินที่ระบบการศึกษาไทยไม่เคยสอน หนังสือ "การเงิน 101" พื้นฐานเรื่องการเงินที่ระบบการศึกษาไทยไม่เคยสอน

Comment

Be the first one who leave the comment.

Leave a Reply

error: