ข่าว "ป๊อป ปองกูล" คบซ้อน กระทบราคาหุ้น Grammy หรือไม่ ?

ข่าว “ป๊อป ปองกูล” คบซ้อน กระทบราคาหุ้น Grammy หรือไม่ ?

3 min read  

ฉบับย่อ

  • ข่าวการคบซ้อนของศิลปินสังกัดค่ายแกรมมี่ “ป๊อป ปองกูล” เป็นที่พูดถึงในทุก Social Network แต่ถึงแม้จะเป็นข่าวในทางลบก็ไม่มีผลกระทบต่อราคาหุ้น Grammy เพราะบริษัทมีสัดส่วนรายได้ที่มาจากเพลงและศิลปินแค่ส่วนหนึ่งเท่านั้น แกรมมี่ยังมีธุรกิจต่างๆ ในเครืออีกมากมาย เช่น โอช็อปปิ้ง และ GDH
  • ด้านปัจจัยทางเทคนิค​ พบว่าข่าวนี้ไม่ได้สะท้อนออกมาในกราฟราคาหุ้นเช่นกัน กราฟรายวันของหุ้น Grammy มีแนวโน้มเป็นขาขึ้นในระยะสั้น โดยราคายืนอยู่บนเส้นแนวโน้มได้ อีกทั้งยังมีราคาเพิ่มขึ้นเมื่อปิดวันด้วยซ้ำ

พี่ทุยมั่นใจว่าทุกคนคงรู้ข่าวเรื่อง​ “คบซ้อน”ของ​ “ป๊อป​ ปองกูล​ สืบซึ้ง” หรือ​ที่คุ้นชื่อกันว่า “ป๊อป​ แคลอรี่​ บลาห์​ บลาห์” อย่างแน่นอน​ เพราะจัดเป็นประเด็นร้อนจน Social Network ​ต่างๆ​ แทบแตกในช่วงเสาร์​-อาทิตย์​ที่ผ่านมา​ เมื่อนักร้องหนุ่มเข้าพิธีแต่งงานกับแฟนสาวที่คบกันมานาน​ แต่ปรากฏ​ว่า​เจ้าสาวเป็นคนละคนกับแฟนสาวที่คบกันมานานเป็น​ 10 ปี​

เรื่องนี้จึงเริ่มเป็นที่พูดคุยในวงกว้างมากขึ้นเรื่อยๆ​ จากเรื่องส่วนตัวของสองสามคน​เป็นเรื่องส่วนรวม​ จนหลายเสียงออกมาพูดว่า​ ข่าวเสียหายของป๊อป​ ปองกูล​ มีผลกระทบอะไรกับหุ้นที่เป็นหุ้นหลักอย่าง Grammy หรือเปล่า ? ถ้าใครถือหุ้น GMM อยู่ๆเจอข่าวแบบนี้จะทำอย่างไรดี

เพื่อหาข้อเท็จจริงจากคำครหานั้น​ พี่ทุยเลยลองย้อนไปดูที่​งบการเงินของ​ บริษัท​ จีเอ็มเอ็ม​ แกรมมี่​ จำกัด (มหาชน)​ หรือ​ “แกรมมี่” ที่เราคุ้นหูกันดี​ พบว่า

รายได้รวมของกิจการ

ปี 2558  รายได้รวม 9708.09  กำไรสุทธิ​ -​1,145.48 (หน่วย​ : ล้านบาท)​
ปี​ 2559  รายได้รวม​ 7446.66  กำไรสุทธิ​ -​520.15 (หน่วย​ : ล้านบาท)​
ปี 2560  รายได้รวม​ 8,869.27  กำไรสุทธิ​ -​384.23 (หน่วย​ : ล้านบาท)​

และ​รายได้รวมของ​ 3 ไตรมาสปี 2561 อยู่​ที่​ 4,913.39  กำไรสุทธิ​ 28.37 (หน่วย​ : ล้านบาท)​

เฉลี่ยแล้วแกรมมี่มีรายได้เฉลี่ยประมาณ 8,000 ล้านบาท​ ยกเว้นในปี 2559 ที่รายได้ดูจะตกจากค่าเฉลี่ยไปเล็กน้อย​ เพราะเหตุการณ์​ไม่คาดฝันของคนไทยทุกคนที่เกิดขึ้น​ในเดือนตุลาคม​ ​ครั้งนั้นรายได้ที่เกิดจากสื่อโฆษณาและความบันเทิงได้ลดลงพอสมควร​ทีเดียว​ จึงส่งผลถึงรายได้ของแกรมมี่อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้​

เมื่อดูจากภายนอก​ หลายคนคงฟันธงว่าแกรมมี่เป็นธุรกิจ​ที่เน้นขายศิลปิน​ ซึ่งปฏิเสธ​ไม่ได้​ว่า​ ‘ฐาน​แฟนคลับ’ คือตัวชูโรง​ ที่สามารถผลักดันให้ศิลปินคนนั้นๆ​ ​โด่งดัง​และส่งผลถึงกำไรของบริษัทได้​

แต่เมื่อมาพิจารณา​ดีๆ​ แล้ว​ Business Model ของตัว Grammy เองก็ไม่ได้พึ่งพาศิลปินขนาดนั้น​ เพราะถึงแม้​รายได้หลักจะมาจากเพลงก็ตาม​ แต่ก็ไม่ได้เป็นสัดส่วนที่มากมายนัก​ โดยในปี​ 2560 รายได้จากธุรกิจ​เพลง (รวมทุกด้านที่เกี่ยวข้องกับเพลง​ เช่น​ ดิจิตอลคอนเทนท์​ ​โชว์บิซ เป็นต้น)​ คิดเป็น​ 33% และลดจาก​ 39% ในปี​ 2559​

โดยมีช่องทางรายได้อื่นๆ​มาทดแทน​ ย่อมแสดงถึงการปรับตัวของบริษัท​ที่พยายามหาอย่างอื่นมาทดแทนรายได้หลักจากธุรกิจ​เพลง​ในยุคที่สื่อดิจิตอลเริ่มเข้ามารุกรานหนักข้อ ทั้ง​ร่วมมือกับแพลตฟอร์ม​ออนไลน์​ต่างๆ​ เช่น​ Spotify และ​ JOOX เพื่ิอให้เข้าถึงไลฟ์ส​ไตล์​ของคนยุคใหม่ที่ชอบดาวน์โหลดเพลงมาฟัง​มากกว่าซื้อเทปหรือ VCD เก็บ

นอกจากนี้​ บริษัทยัง​มีรายได้จากการผลิตทีวีดิจิตอล (ช่อง ONE 31 และ GMM 25)​ คิดเป็น ​18%
ซื้อขายสินค้า (เช่น​ โอช็อปปิ้ง)​ คิดเป็น 25% รายได้จากธุรกิจ​อื่น​ คิดเป็น​ 10% และรายได้อื่นๆ​ พวกดอกเบี้ยรับและเงินปันผล (เนื่องจาก​ถือหุ้นในบริษัท​ลูกด้วย)​ คิดเป็น​ 14% ซึ่งเป็นส่วนที่เพิ่มขึ้นมากจากในปี ​2559​ ที่เป็นสัดส่วนเพียง​แค่ 2% เท่านั้น

ข่าว "ป๊อป ปองกูล" คบซ้อน กระทบราคาหุ้น Grammy หรือไม่ ?

แล้วที่ลืมไม่ได้เลยคือ​ รายได้จากภาพยนตร์​ที่บริษัทลูกผลิต เช่น​ ฉลาดเกมส์​โกง​ ของบริษั​ทลูก​อย่าง​ GDH ก็สร้างรายได้ให้แกรมมี่ได้อีกเป็นกอบเป็นกำ​ ยังไม่ได้พูดถึงว่า​ ศิลปินในค่ายแกรมมี่ื​เอง​ ก็มีมากกว่า​ 300​ ชีวิต​ 4,000 เพลง​ เพราะฉะนั้น​ ข่าวเสียหายเล็กๆ​น้อยๆ​ของคนๆเดียว​ คงไม่อาจสั่นคลอนยักษ์ใหญ่อย่างแกรมมี่ได้​

ลองมาพูดถึงปัจจัยทางด้านเทคนิคของราคาหุ้น​ Grammy บ้าง​

ข่าว "ป๊อป ปองกูล" คบซ้อน กระทบราคาหุ้น Grammy หรือไม่ ?

จากกราฟราคาแบบรายวัน​ จะเห็นได้ว่าหุ้น​ Grammy เป็นขาขึ้นในระยะสั้นแล้ว​ โดยพยายามเปลี่ยนกรอบการเล่​น​ ​แต่สุดท้ายก็ไม่สำเร็จและถูกผลักลงมาในวันศุกร์​ที่​ 22​ กุมภาพันธ์​ อย่างไรก็ตาม​ ถึงจะเปลี่ยนกรอบไม่สำเร็จ แต่ราคาหุ้นก็สามารถยืนอยู่บนเส้นเทรนด์ไลน์ขาขึ้นในแนวโน้มระยะสั้นได้​ และหลังจากที่มีข่าวฉาวในวันที่​ 24​ กุมภาพันธ์​ ราคาหุ้น Grammy ก็เปิดตลาดมาในแดนลบเล็กน้อย​ ก่อนจะดีดตัวขึ้น​ ปิดวันอย่างสวยงาม​ในแดนบวก​ พร้อมปริมาณ​การซื้อขายเบาบาง​ เหมือนจะบอกว่า​ “ไม่รับรู้​และให้ค่ากับข่าวที่เกิดขึ้น​แม้แต่น้อย”

เห็นได้ว่าข่าวฉาวในครั้งนี้ไม่ได้สะท้อนออกมาในกราฟราคาหุ้นและไม่น่าจะส่งผลถึงปัจจัยพื้นฐาน​ใดๆ​ ของกิจการเลย ในเมื่อสิ่งที่อ่อนไหวได้ง่ายดายเหลือเกินอย่างราคาหุ้นยังไม่รู้ร้อนรู้หนาวอะไรเลย​ บางทีเราในฐานะคนนอกอาจจะต้องทำตัวเลียนแบบหุ้นบ้างก็น่าจะดีละมั้งเนอะ พี่ทุยว่าเมืองไทยเป็นประเทศแห่งความบันเทิงอยู่แล้ว ยังไงก็มีเรื่องให้เราตามได้ทุกวันจริงๆ อย่าให้ถึงขนาดที่อินมากอย่างกับเกิดกับตัวเองแบบนั้นเลยนะ เพราะพี่ทุยก็เห็นเพื่อนๆคนรอบตัวหลายๆคนเป็นแบบนั้นเหมือนกัน (ฮ่า)

Comment

Be the first one who leave the comment.

Leave a Reply

error: