"บลูชิพ" ของไทยที่มีแนวโน้มปันผลสูง

“บลูชิพ” ของไทยที่มีแนวโน้มปันผลสูง

3 min read  

ฉบับย่อ

  • “บลูชิพ” เป็นหุ้นที่มีขนาดใหญ่ติด 1 ใน 5 ของอุตสาหกรรม เป็นยักษ์ใหญ่ที่ปรับตัวเก่งหรือกำลังอยู่ในช่วงของการเติบโต และมีเกราะป้องกันความเสี่ยงที่ดีกว่าอีกด้วย
  • ในจำนวนหุ้น ‘บลูชิพ’ ทั้งหมดของไทย มีหุ้นอยู่อีก 9 ตัว ที่มีแนวโน้มจะจ่ายเงินปันผลสูงกว่า 3% ในปีนี้

ก่อนอื่นคงต้องเท้าความก่อนว่า “บลูชิพ” คืออะไร ? ในที่นี้มาจาก Blue Chip ซึ่งหมายถึง ชิพสีฟ้าที่ใช้ในเกมส์การพนัน ซึ่งเป็นชิพที่มีมูลค่าสูงที่สุด เมื่อ “บลูชิพ”ถูกนำมาใช้กับหุ้น จึงมักหมายถึงหุ้นที่มีขนาดใหญ่ และสามารถสร้างผลตอบแทนที่ดีได้อย่างต่อเนื่อง ที่มีมูลค่าสูงนั่นเอง

ในที่นี้ พี่ทุย จึงขอใช้เกณฑ์บางส่วนเพื่อแบ่งแยกหุ้น “บลูชิพ” ของไทยจาก…

1. มูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาด (Market Capitalization) สูงกว่า 1 แสนล้านบาท

2.  มีกำไรสุทธิต่อเนื่องอย่างน้อย 5 ปี

3.เป็นหุ้นที่มีขนาดใหญ่ติด 1 ใน 5 ของอุตสาหกรรม

นอกจากการเป็นหุ้นขนาดใหญ่แล้ว “บลูชิพ” มีอย่างไรอีกบ้าง ?

โดยทั่วไปแล้วเราคงจะไม่สามารถพูดได้ว่าหุ้นขนาดใหญ่ทุกตัวเป็นหุ้นที่ดี เพราะที่ผ่านมาก็มีให้เราเห็นอยู่ไม่น้อยที่บริษัทยักษ์ใหญ่กลับต้องล้มหายตายจากไปในที่สุด เหตุผลหลักก็หนีไม่พ้นเรื่องของการที่ไม่สามารถปรับตัวให้ทันกับการเปลี่ยนแปลงของยุคสมัย

แต่สำหรับยักษ์ใหญ่ที่ปรับตัวเก่งหรือกำลังอยู่ในช่วงของการเติบโตไปกับยุคปัจจุบันแล้ว ก็เหมือนกับการมีต้นทุนที่ช่วยสร้างโอกาสที่ดีกว่าคู่แข่งส่วนใหญ่ในอุตสาหกรรม ขณะเดียวกันหุ้นบริษัทยักษ์ใหญ่เหล่านี้ยังมีเกราะป้องกันความเสี่ยงที่ดีกว่าอีกด้วย ทั้งจากสายป่านการเงินที่ยาวกว่า และการมีทีมบริหารมืออาชีพ

นอกจากจุดเด่นในเรื่องโอกาสและความเสี่ยง สิ่งที่จะช่วยให้หุ้น “บลูชิพ” น่าสนใจยิ่งขึ้นคือเรื่องของ

“อัตราเงินปันผล”

ในจำนวนหุ้น ‘บลูชิพ’ ทั้งหมดของไทย มีหุ้นอยู่อีก 9 ตัว ที่มีแนวโน้มจะจ่ายเงินปันผลสูงกว่า 3% ในปีนี้ (อิงจากราคา เดือน กันยายน 2562 เทียบกับเงินปันผลเมื่อปีก่อน) ได้แก่

1. ปตท. (PTT) มูลค่าตลาด 1.27 ล้านล้านบาท เงินปันผล 4.49%
2. 
แอดวานซ์ อินโฟว์ เซอร์วิส (ADVANC) มูลค่าตลาด 6.98 แสนล้านบาท เงินปันผล 3.01%
3. ปูนซิเมนต์ไทย (SCC) มูลค่าตลาด 5.01 แสนล้านบาท เงินปันผล 4.31%
4. ธนาคารไทยพาณิชย์ (SCB) มูลค่าตลาด 3.93 แสนล้านบาท เงินปันผล 4.74%
5. ธนาคารกรุงเทพ (BBL) มูลค่าตลาด 3.20 แสนล้านบาท เงินปันผล 3.87%
6. พีทีทีจีซี (PTTGC) มูลค่าตลาด 2.37 แสนล้านบาท เงินปันผล 8.06%
7. อินทัช โฮลดิ้ง (INTUCH) มูลค่าตลาด 2.15 แสนล้านบาท เงินปันผล 4.03%
8. 
อินโดรามา เวนเจอร์ส (IVL) มูลค่าตลาด 1.99 แสนล้านบาท เงินปันผล 3.93%
9. แลนด์แอนด์เฮ้าส์ (LH) มูลค่าตลาด 1.27 แสนล้านบาท เงินปันผล 7.01%

ในมุมมองของ Bank of America ต่อสถานการณ์การลงทุนในปัจจุบัน ซึ่งสินทรัพย์ต่าง ๆ เช่น พันธบัตรรัฐบาล ให้ผลตอบแทนค่อนข้างต่ำ รวมถึงความไม่แน่นอนจากเศรษฐกิจโลก ไม่ว่าจะเป็นสงครามการค้า ภาวะหนี้สินปริมาณมากในระบบ ปัจจัยเหล่านี้จะเป็นแรงหนุนให้หุ้นปันผลสูงโดดเด่นขึ้นมา แม้ว่าโดยธรรมชาติแล้ว หุ้น ‘บลูชิพ’ และหุ้นปันผลสูง มักจะถูกจัดกลุ่มให้เป็น Defensive Stock หรือหุ้นปลอดภัยใน ซึ่งมักจะให้ผลตอบแทนในระดับใกล้เคียงกับตลาดเท่านั้น

แต่ในมุมของ Geraldine Weiss นักลงทุนหญิงระดับตำนานคนหนึ่งของโลก ‘เงินปันผล’ ถือเป็นปัจจัยสำคัญที่เธอจะใช้ตัดสินใจเพื่อเลือกหุ้นที่มีแนวโน้มเติบโตในระยะยาว

G. Weiss เชื่อว่า

“นักลงทุนควรจะให้ความสำคัญกับเงินปันผลมากกว่าผลประกอบการเสียอีก เพราะผลประกอบการนั้นถูกจัดทำให้ดูดีได้ง่าย เธอรู้สึกว่าเงินปันผล คือ กำไรที่แท้จริง และเป็นตรารับประกันของการเป็นหุ้นบลูชิพ”

สำหรับหลักการเลือกหุ้นบางส่วนของ G. Weiss โดยใช้เกณฑ์จากเงินปันผล คือ หุ้นเหล่านั้นจะต้องมีอัตราเงินปันผลต่อหุ้นเพิ่มเฉลี่ย 10% ต่อปี และโดยรวมแล้วเงินปันผลเพิ่มขึ้นมากกว่า 5 เท่า ในช่วง 12 ปีที่ผ่านมา ขณะที่ผลประกอบการก็ควรจะเพิ่มขึ้นอย่างน้อย 7 ปี จาก 12 ปีหลังสุด เพื่อสนับสนุนการเพิ่มขึ้นของเงินปันผลด้วย

โดยเธอเชื่อว่าช่วงเวลาที่ดีที่สุดในการเลือกลงทุน คือ ช่วงที่เกิดเรื่องราวแง่ลบ (ชั่วคราว) กับหุ้นที่ดี สำหรับการจัดสรรพอร์ตเพื่อการลงทุนแล้ว เชื่อว่าหุ้น “บลูชิพ” คือหนึ่งในส่วนผสมสำคัญที่จะช่วยเพิ่มความมั่นคงให้กับพอร์ตการลงทุนได้ และเมื่อผสมผสานกับการเฟ้นหาโอกาสเติบโตที่มากขึ้นแล้ว หุ้น ‘บลูชิพ’ เหล่านี้ก็มีโอกาสจะหนุนให้ผลตอบแทนของพอร์ตลงทุนสูงกว่าตลาดได้


Comment

Be the first one who leave the comment.

Leave a Reply

error: